"นพ.ณรงค์"งัดเอกสารยันไม่มีวาระเสนอร่วมจ่ายต่อคสช. ยัน"ผู้ป่วยบัตรทอง"ยังใช้สิทธิได้เหมือนเดิม "
นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข(สธ.) แถลงข่าวกรณีที่มีการออกมาระบุว่าสธ.มีการเสนอแนวคิดเรื่องให้ประชาชนร่วมจ่ายค่ารักษาพยาบาลถึงร้อยละ 30-50 ต่อคณะรักษาความสงบแห่งชาติ(คสช.)ว่า ตนจะพูดความจริงที่เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 31 พ.ค. 2557 ที่เสนอต่อหัวหน้าฝ่ายสังคมจิตวิทยา คสช.ว่าความจริงเป็นอย่างไร เพราะความจริงเป็นสิ่งไม่ตาย ทุกคนตรวจสอบได้ ซึ่งมีเอกสารวาระการประชุมอ้างอิงชัดเจน ว่าสธ.มีการเสนอวาระเรื่องใดบ้าง โดยมีการเสนอนโยบายสธ. 3 ระยะ แบ่งเป็น ระยะแรก มี 4 เรื่อง ดังนี้ 1. การบริการประชาชน 2.การปรองดองสมานฉันท์ ที่สธ.ร่วมกับกอ.รมน.ระดับจังหวัด 3. ขวัญกำลังใจเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และ4.กลไกอภิบาลระบบที่เป็นคุณธรรม ไม่มีการทุจริตทั้งในและนอก สธ.
ระยะกลาง กำหนดการทำงานใน 1 ปีเน้นการปฏิรูปเขตบริการสุขภาพ ทั้งการปฏิรูประบบการเงินการคลัง ลดความเหลื่อมล้ำสามกองทุน มีการดำเนินการเรื่องข้อมูลด้านสุขภาพในพื้นที่ให้เป็นระบบ ลดปัญหาหมอหน้าจอ แต่ให้เป็นหมอทำงานเชิงรุกแทน และระยะยาว มีการเสนอแผนการลงทุนในรูปเขตบริการสุขภาพ และแผนกำลังคน ซึ่งข้อเสนอทั้งหมดมี 11 เรื่อง โดยมีนโยบายเพิ่มเติมในเวลาต่อมาเรื่องการแก้ปัญหายาเสพติด และแรงงานต่างด้าว
นพ.ณรงค์ กล่าวอีกว่า การประชุมไม่มีการเสนอเรื่องร่วมจ่ายโดยสธ. ยืนยันได้ด้วยเอกสารและข้อเท็จจริงในห้องประชุมที่มีสธ.และองค์กรด้านสาธารณสุข หลังจากมีการเสนอข้อนโยบายแล้ว ได้มีการเปิดอภิปรายให้ผู้เข้าร่วมประชุมสอบถามหรือแสงดความคิดเห็น ก็มีผู้เข้าร่วมประชุมเสนอแสดงความคิดเห็นเรื่องการร่วมจ่ายขึ้น และที่ประชุมบอกให้สธ.ไปศึกษา และหากตนจะเสนอเรื่องการร่วมจ่ายจะเสนอด้วยตนเองไม่จำเป็นต้องให้ใครมาเสนอแทน แต่ยังไม่มีการเสนอเรื่องการร่วมจ่ายจากสธ.ใดๆเลย สิ่งที่สธ.มีเพียงที่ระบุไว้ในเอกสารประกอบการประชุม
ถามเล่นการเมืองหรือไม่
“ผมข้อตั้งข้อสังเกตเล็กว่า ช่วงนี้บ้านเมืองไม่มีนักการเมือง แต่เรื่องนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นการเล่นการเมืองหรือไม่ และขอย้ำว่าสธ.กำลังเดินหน้าปฏิรูประบบบริการสุขภาพให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้นและให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสทั้งการจัดซื้อจัดจ้าง ระเบียบการจัดซื้อยาและการเงินการคลัง ให้งบประมาณที่รัฐบาลจัดสรรราว 2 แสนล้านบาทไปถึงมือประชาชนอย่างมีประสิทธิภาพ”นพ.ณรงค์ กล่าว
ระบุเอกสารสรุปประชุมยังไม่ผ่านรับรอง
ผู้สื่อข่าวถามว่า เอกสารสรุปการประชุมที่มีข้อความว่าที่ประชุมเห็นด้วยกับการร่วมจ่าย และมีการนำออกมาเผยแพร่และเป็นรายงานการประชุมที่เป็นทางการหรือไม่ นพ.ณรงค์ กล่าวว่า เป็นการสรุปของผู้ปฏิบัติงานที่ทำขึ้นเพื่อเวียนให้ผู้เข้าร่วมการประชุมทั้งหมดพิจารณาว่าจะรับรองรายงานการประชุมฉบับนี้หรือไม่ ซึ่งยังไม่มีการรับรองการประชุมตามเอกสารดังกล่าวแต่อย่างใด
ประชาชนใช้สิทธิได้ตามเดิม
นพ.ณรงค์ กล่าวอีกว่า ประชาชนที่ใช้สิทธิหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าหรือ "บัตรทอง" สามารถใช้สิทธิได้ตามปกติเหมือนเดิมทุกอย่าง สธ.มีแต่จะดำเนินการเพื่อให้ประชาชนได้รับบริการที่ดีขึ้น อย่างไรก็ตาม ส่วนตัวเห็นว่า 12 ปีที่มีการดำเนินการเรื่องหลักประกันฯต้องมีการปรับปรุง โดยจะต้องมีการประเมินจากทั้งระบบทั้งทุกข์ของระบบ เจ้าหน้าที่และประชาชน สธ.จึงเดินหน้าเรื่องการปฏิรูปการเงินการคลังให้โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ ทำให้สิทธิประโยชน์เท่าเทียมกันไม่เหลื่อมล้ำระหว่างกองทุนรักษาสุขภาพต่างๆ
ต่อข้อถาม 2 เดือนไม่มีการเรียกประชุมคณะกรรมการบริหารหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(บอร์ดสปสช.) นพ.ณรงค์ กล่าวว่า หลังจากมีการเข้ายึดอำนาจการบริหารงานจากรัฐบาล แม้จะให้ปลัดทำหน้าที่รัฐมนตรี แต่ต้องมีการพิจารณาในรายละเอียดหลายอย่าง และเป็นช่วงปลายปีงบประมาณ และมีการทำงบประมาณขาขึ้นปี 2558 เสร็จเรียบร้อยและเสนอต่อคสช.แล้ว จึงยังไม่มีการเรียกประชุม แต่งบฯขาลงต้องมีการหารือ อีกทั้ง ถ้าเป็นเรื่องด่วนที่ต้องมีการประชุม ฝ่ายเลขาบอร์ดสปสช.ต้องเสนอต่อประธาน
ผู้สื่อข่าวรายงานว่าจากการได้ฟังเทปบันทึกการประชุมในวันดังกล่าว พบว่า ผู้ที่เสนอความคิดเห็นเรื่องการร่วมจ่าย คือ นพ.ธวัชชัย กมลธรรม อธิบดีกรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก
รับเป็นคนเสนอร่วมจ่าย
นพ.ธวัชชัย กล่าวว่า ยอมรับว่าตนเป็นคนให้ข้อมูลเรื่องการร่วมจ่ายในที่ประชุมดังกล่าว จริง เพื่อให้ผู้บริหารรับทราบและนำไปสู่การแก้ปัญหา และไม่คิดว่าจะกลายเป็นประเด็นที่นำมาสู่ปัญหาได้ โดยในการเสนอความเห็นดังกล่าว ไม่มีได้เสนอว่า ต้องจัดเก็บในสัดส่วนร้อยละ 30-50 แต่อย่างใด เพียงแต่เสนอว่า ระบบสาธารณสุข มีปัญหาอย่างหนึ่งที่ต้องการการแก้ไขด้วยวิธีการร่วมจ่าย ซึ่งข้อมูลดังกล่าว ที่ระบุว่า เสนอให้ร่วมจ่ายร้อยละ 30-50 นั้น เป็นสิ่งที่เกินความเป็นจริง
ชี้บัตรทองร่วมจ่ายอยู่แล้ว
"ผมเป็นคนเสนอปัญหาต่อที่ประชุมเอง และนพ.ณรงค์ ไม่ได้ขอให้ออกมาแถลงแก้ไขแต่อย่างใด และที่เสนอปัญหาดังกล่าว เพราะในอดีตขณะที่เป็นผู้ตรวจราชการ ได้เห็นปัญหาดังกล่าวและคิดว่าควรแก้ไข ซึ่งในช่วง 10 ปี ที่ผ่านมา ก็มีคนพยายามเสนอความคิดเห็นเพื่อแก้ปัญหางบประมาณด้านสาธารณสุขมาโดยตลอด และมีการร่วมจ่ายอยู่แล้ว เช่น จ่าย 500 บาทในการฟอกไต เป็นต้น ซึ่งการเสนอความเห็นดังกล่าว ก็เพียงแต่อยากให้เกิดความเป็นธรรมในระบบ ทำให้เกิดความเท่าเทียมและแก้ปัญหาเท่านั้น"นพ.ธวัชชัย กล่าว
นพ.ธวัชชัย กล่าวต่อว่า ปัจจุบันสิทธิประกันสังคม หรือ ข้าราชการ ต่างก็ต้องร่วมจ่ายทั้งสิ้น ซึ่งแนวทางการร่วมจ่าย จะทำให้ประชาชนหันมาดูแลสุขภาพตนเองมากขึ้น หรือ ร่วมรับผิดชอบจากโรคที่ทำตนเองเช่น สูบบุหรี่ ดื่มเหล้า ซึ่งประชาชนควรมีส่วนร่วมในการรับผิดชอบสุขภาพ โดยเห็นได้ว่า ที่ผ่านมาประชาชนใช้บริการเพิ่มขึ้นจาก 1-2 ครั้งต่อปี เป็น 4-5 ครั้งต่อปี งบประมาณรายหัวเพิ่มจากพันกว่าบาท จนปัจจุบันสามพันกว่าบาท รัฐต้องแบกรับภาระงบประมาณทั้งค่ายา ค่าบุคลากร อย่างไรก็ตาม การเสนอแนวทางดังกล่าว เป็นการเสนอเพื่อแก้ปัญหาโดยรวมของประเทศไทย ไม่กลัวที่จะพูดประเด็นดังกล่าว เพราะไม่ได้ทำเพื่อตัวเอง และเชื่อว่าเป็นการพูดในเรื่องที่ถูกต้อง
ด้านนพ.เกรียศักดิ์ วัชรนุกูลเกียรติ ประธานชมรมแพทย์ชนบท กล่าวว่า ตามหลักการชมรมแพทย์ชนบทไม่เห็นด้วยกับแนวทางการร่วมจ่าย ซึ่งการร่วมจ่ายแบ่งเป็น 2 ด้าน คือ ตามสิทธิประโยชน์ต้องไม่มีการร่วมจ่ายในกรณีใดๆทั้งสิ้น ในฐานะที่รัฐบาลจัดงบประมาณให้บัตรทองเป็นเรื่องของรัฐสวัสดิการ ส่วนการรักษานอกเหนือจากสิทธิประโยชน์ ก็ไม่ขัดข้องว่าเป็นเรื่องที่ยังไงก็ต้องจ่าย เช่น ผู้ป่วยปวดหัวแต่ต้องการให้เอ็กซเรย์หรือซีทีสแกนโดยแพทย์วิเคราะห์ว่าไม่มีข้อบ่งชี้ เป็นต้น
"ส่วนเรื่องการขอรับบริการพร่ำเพรือ เชื่อว่ามีเปอร์เซ็นต์อยู่จำนวนน้อยจนไม่ควรมีการนำมาพูดถึงมาตรการลงโทษ สำหรับประเด็นการเสนอแนวทางการร่วมจ่าย จากเอกสารสรุปการประชุมที่เผยแพร่ออกมา ว่า เห็นด้วยกับแนวทางการร่วมจ่าย ในสัดส่วนร้อยละ 30-50 นั้น แม้ว่า นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข จะยืนยันว่าไม่ได้เป็นคนเสนอ แต่ผู้ที่เสนอก็อยู่ในประชาคมสาธารณสุข และเหตุใดจึงไม่มีใครคัดค้าน"นพ.เกรียงศักดิ์ กล่าว
ผู้สี่อข่าวรายงานว่า เรื่องการร่วมจ่ายมีการระบุไว้ในมาตรา 5 ของพระราชบัญญัติหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ พ.ศ.2545 ว่า ให้บุคคลที่เข้ารับการบริการสาธารณสุขต้องร่วมจ่ายค่าบริการในอัตราที่กำหนดให้แก่หน่วยงานในแต่ละครั้งที่เข้ารับบริการ เว้นแต่ผู้ยากไร้หรือบุคคลที่กำหนดไม่ต้องจ่าย และที่ผ่านมาได้มีการพยายามดำเนินการเรื่องนี้มาหลายครั้ง เช่น เมื่อปี 2550 นพ.มงคล ณ สงขลา รัฐมนตรีว่าการกรกระทรวงสาธารณสุข ในฐานะประธานบอร์ดสปสช.เคยจะมีการเสนอเข้าบอร์ด และปี 2556 สำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)ในฐานะฝ่ายเลขาได้มีการเสนอเรื่องเข้าบอร์ดแต่ต้องถอนออกมาเนื่องจากภาคประชาชนขอให้ถอน





