วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'พล.อ.ไพบูลย์'ถกปราบยาเสพติดมาตรการเร่งด่วน3เดือน

พล.อ.ไพบูลย์"เปิดประชุมมอบนโยบายปราบยาเสพติด มท.พร้อมสนองกำหนดมาตราการเร่งด่วน 3 เดือน

เมื่อเวลา 09.00 น. ที่ ห้องมัฆวานรังสรรค์ สโมสรทหารบก พล.อ.ไพบูลย์ คุ้มฉายา ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะหัวหน้าฝ่ายกฎหมายและกระบวนการยุติธรรม คสช. เป็นประธานในพิธีเปิดการประชุมมอบนโยบายการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติด พร้อมมอบนโยบายในการแก้ไขปัญหายาเสพติดให้แก่ผู้เข้าร่วมประชุม ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ปลัดกระทรวงสาธารณสุข ปลัดกระทรวงแรงงาน ปลัดกระทรวงยุติธรรม

อธิบดีกรมทุกกรม หัวหน้าหน่วยงานรัฐวิสาหกิจในสังกัดกระทรวงมหาดไทย ผู้ว่าราชการจังหวัดทุกจังหวัด รองผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในจังหวัด (ฝ่ายทหาร) เลขานุการ ศพส.จังหวัด ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัด นายแพทย์สาธารณสุขจังหวัด นายอำเภอทุกอำเภอ ผู้แทนกรุงเทพมหานคร ผู้แทนเมืองพัทยา และผู้แทนส่วนราชการที่เกี่ยวข้องในส่วนกลาง

นายวิบูลย์ สงวนพงศ์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย เปิดเผยว่า การประชุมในครั้งนี้ กระทรวงมหาดไทยจัดขึ้นเพื่อ ให้ผู้บริหารในส่วนกลางและส่วนภูมิภาค และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการแก้ไขปัญหายาเสพติด รวมทั้งเจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานในระดับพื้นที่ได้รับทราบนโยบาย และแนวทางการดำเนินงานตามนโยบายเร่งด่วนของคสช.ในการแก้ไขปัญหายาเสพติดที่มุ่งเน้นปราบปรามสกัดกั้นหยุดยั้งการแพร่ระบาดของยาเสพติดในพื้นที่หมู่บ้านชุมชน การจัดระเบียบสังคม การนำผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติดเข้าสู่กระบวนการบำบัดรักษา มาตรการต่อเจ้าหน้าที่ของรัฐที่เข้าไปเกี่ยวข้องกับยาเสพติด และการยึดทรัพย์เครือข่ายผู้ค้ายาเสพติด

โดยกระทรวงมหาดไทยได้เชิญหัวหน้าส่วนราชการที่เป็นภาคีในการป้องกันและแก้ไขปัญหายาเสพติดมามอบหมายภารกิจในส่วนที่เกี่ยวข้อง ประกอบด้วย เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ และปลัดกระทรวงสาธารณสุข

สำหรับแนวทางการแก้ไขปัญหายาเสพติดของกระทรวงมหาดไทย ได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ เป็นแม่งานในการอำนวยการระดมสรรพกำลังทุกภาคส่วนที่มีอยู่ให้เข้ามาดำเนินการในทุกมาตรการ โดยกำหนดแนวทางการดำเนินงาน ดังนี้ คือมาตรการด้านการปราบปรามในพื้นที่ที่มีการแพร่ระบาดรุนแรงให้สนธิกำลังร่วมกันทั้งด้านการข่าว การปิดล้อม ตรวจค้น จับกุมผู้ค้ายาเสพติด ควบคู่ไปกับกระบวนการสร้างความเข้มแข็งหมู่บ้านชุมชน โดยให้กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน คณะกรรมการหมู่บ้านเข้ามามีส่วนร่วมค้นหาผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด สำหรับหมู่บ้าน ชุมชนที่มีสถานการณ์รุนแรงได้กำหนดมาตรการปราบปรามอย่างเข้มข้นในห้วง 3 เดือนนี้

ด้านการบำบัดรักษาโดยเฉพาะการจัดทำค่ายปรับเปลี่ยนพฤติกรรมจะดำเนินการตามมาตรฐานทางวิชาการที่กระทรวงสาธารณสุขได้จัดทำหลักสูตรการบำบัดฟื้นฟูผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด โดยจะมีการคัดกรองเพื่อแยกประเภทตามความหนักเบาของการใช้ยาเสพติด เพื่อส่งเข้ารับการบำบัดในระบบที่เหมาะสมตามอาการ และภายหลังจากที่ผ่านการบำบัดรักษาแล้วจะมีกระบวนการติดตามที่ชัดเจน โดยคณะกรรมการหมู่บ้านจะทำหน้าที่สอดส่องดูแล หลังจากนี้ผู้เสพที่ผ่านการบำบัดแล้วจะได้รับการติดตามช่วยเหลือฝึกอาชีพและหางานให้ทำเพื่อป้องกันการหวนกลับไปใช้ยาเสพติดอีก ด้านการป้องกันกลุ่มเสี่ยง ทั้งนอกและในสถานศึกษาให้องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเอาใจใส่อย่างจริงจัง เน้นการป้องกันกลุ่มเสี่ยง เช่น นำกลุ่มเสี่ยงมาฝึกอบรมเป็นอาสาสมัครทำหน้าที่ช่วยเหลือสังคม จัดกิจกรรม ในเชิงป้องกันทั้งครู DARE ครูพระ ครูทหาร หรือแม้แต่ครูผู้ว่าฯ ครูนายอำเภอ เพื่อชี้นำให้เยาวชนห่างไกลยาเสพติด

ทั้งนี้ ได้เน้นย้ำให้ผู้ว่าราชการจังหวัด นายอำเภอ บูรณาการหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในพื้นที่ให้มีความเป็นเอกภาพ เข้าถึงปัญหา ในพื้นที่ของตนและหาทางแก้ไขปัญหาให้ตรงจุด โดยให้ความสำคัญกับปัญหาที่เป็นวิกฤตของพื้นที่ก่อนเพื่อบรรเทาความเดือดร้อนของประชาชนจากปัญหายาเสพติด

นพ.ณรงค์ สหเมธาพัฒน์ ปลัดกระทรวงสาธารณสุข กล่าวว่า มาตรการแก้ไขปัญหาผู้เสพ ผู้ติดยาแบบบูรณาการ ในช่วงเวลาที่เหลือ 3 เดือนนี้ กระทรวงสาธารณสุขได้เร่งรัดในการบูรณาการบำบัด ผู้เสพ ผู้ติดยาเสพติด ให้เป็นไปตามเป้าหมายเร่งด่วนของคสช. ซึ่งผลดำเนินการในรอบ 9 เดือนที่ผ่านมา จนถึง 7 ก.ค. บำบัดได้ 52,413 คน คิดเป็นร้อยละ 69 ของเป้าหมาย โดยแผนการดำเนินงานในช่วง 3 เดือนนี้ กระทรวงฯจะเน้นบำบัดผู้เสพยาที่เหลือประมาณ 30,000คน โดยให้โรงพยาบาลในสังกัดทั่วประเทศเร่งดำเนินการ โดยใช้ระบบบำบัดที่ได้มาตรฐานสากล

นอกจากนี้ยังได้ดำเนินการพัฒนาศักยภาพบุคลากรในสังกัดที่รับผิดชอบงานยาเสพติดส่วนภูมิภาคจำนวน 1,000คน ใช้งบประมาณ 2 ล้านบาท หลักสูตรระยะสั้น 1 วัน รวมทั้งพัฒนาศักยภาพบุคลากรจากหน่วยงานอื่นที่มีหน้าที่ดูแลต่อเนื่องหลังการบำบัดในต่างจังหวัดและกทม.รวม 1,300 คน ใช้งบประมาณ 5 ล้านบาท เริ่มตั้งแต่ 17 ก.ค. โดยตั้งเป้าหมายติดตามผู้ที่ผ่านการบำบัดครบ 1 ปีให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 80 เพื่อให้เลิกเสพอย่างเด็ดขาด

สำหรับแผนการดำเนินงานในปี 2558 กระทรวงสาธารณสุขได้จัดคำของบประมาณตามแผนป้องกันและปราบปรามยาเสพติด โดยการบูรณาการกรมต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง รวมประมาณ 1,965 ล้านบาท ในจำนวนนี้เป็นงบพัฒนาศักยภาพบุคลากร 62 ล้านบาท ส่วนสถานการณ์การใช้ยาเสพติดในประเทศไทยตั้งแต่ปี 2557 เป็นต้นมาพบว่าสารเสพติดที่ใช้อันดับ1 คือยาบ้า ร้อยละ86 รองลงมาคือ กัญชา ร้อยละ4 ยาไอซ์ร้อยละ 3.6 และกระท่อมร้อยละ 2.7