วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ประยุทธ์'ยันคสช.ไม่มุ่งสืบอำนาจ

'ประยุทธ์'ยันคสช.ไม่มุ่งสืบอำนาจ ย้ำเข้าระยะ2'ตั้งรัฐบาล'เดือนก.ย.

พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา หัวหน้าคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กล่าวในรายการ “คืนความสุขให้คนในชาติ”ออกอากาศทางโทรทัศน์รวมการเฉพาะกิจแห่งประเทศไทย" วานนี้(4 มิ.ย.) เตรียมเดินหน้าเข้าสู่ระยะที่ 2 เดือนก.ย.นี้ พร้อมปรับผลประโยชน์รัฐวิสาหกิจ

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าการแก้ไขปัญหาการขายสลากกินแบ่งรัฐบาลเกินราคาว่า ขณะนี้เป็นเพียงการขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการเดิม อีกส่วนหนึ่งเราพยายามจะจัดล็อตเตอรี่ที่ไม่ได้อยู่ในระบบสัญญาเดิม เพื่อจะเพิ่มโคตาให้มากขึ้น ฉะนั้นขอให้เข้าใจว่าวันนี้มี 2 ส่วน ส่วน 1 คือจะขายในราคา 80 บาทในจุดที่กำหนด ส่วนที่เหลือคงต้องอยู่ในกลไกของตลาดเดิมไปก่อนและขอว่าไม่ให้เกิน 92 บาท เนื่องจากหลายอย่างได้ติดอยู่ในสัญญาเดิม หลายอย่างจะต้องหมดสัญญาในเร็ววันนี้ และเราคงไม่ต่อสัญญาเหล่านั้นอีก จะต้องหาวิธีหรือมาตรการว่า ทำอย่างไรให้ประชาชนหรือพี่น้องที่ทำมาหากินด้วยการขายล็อตเตอรี่จะไม่เดือดร้อน

"ผมเข้าใจ ผมฟังข่าวจากทีวีทุกวัน ซึ่งเห็นใจจริง ๆ เราพยายามจะแก้ไขปัญหาให้ได้เร็วที่สุด ขอรับรองว่า คสช. จะไม่เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับผลประโยชน์จากกองสลากกินแบ่งรัฐบาล แม้แต่บาทเดียว ผมขอยืนยัน ฉะนั้นการอ้างคำสั่งใด ๆ ก็ตาม ของ คสช. ให้ดำเนินการ ก็ขอให้ตรวจสอบเล็กน้อย เพราะวันนี้หลายอย่างได้อ้างคำสั่งมาจากผมบ้างหรือมาจากคนโน้นคนนี้บ้าง หลายอย่างผมประกาศไปแล้วว่าจะไม่ไปยุ่งเกี่ยวในเรื่องเหล่านี้ ฉะนั้นขอให้ได้มีการสอบถามมาอีกครั้งหนึ่ง ไม่ว่าใครจะไปอ้างอะไรก็ตาม เราไม่ต้องการไปสร้างความเดือดร้อนให้กับประชาชนอีกต่อไป"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ขอร้องสื่อลดเสนอข่าวเพิ่มขัดแย้ง

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวว่าขอทำความเข้าใจในเรื่องสื่อมวลชน ทั้งโทรทัศน์ โทรทัศน์ดาวเทียม วิทยุกระจายเสียง วิทยุชุมชน โซเชียลมีเดีย สื่อสิ่งพิมพ์ คสช.ไม่อยากให้เกิดความขัดแย้ง และไม่เข้าใจกันอีกต่อไป ไม่ว่าจะกับ คสช.หรือกับเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามกฎหมาย วันนี้บ้านเมืองอยู่ในห้วงเวลาไม่ปกติ มีความจำเป็นต้องขอร้องให้ลดการนำเสนอข่าวที่จะเพิ่มหรือขยายความขัดแย้ง รวมทั้งข่าวที่ยังไม่ได้มีการพิสูจน์ข้อเท็จจริง ที่ผ่านมาจะเห็นว่าก่อนวันที่ 22 พฤษภาคม จะเห็นว่าประชาชนบริโภคข่าวจากสื่อทุกประเภท ต้องยอมรับว่ามีสื่อทั้งที่เลือกข้างและเป็นกลาง ทำให้สังคมและประชาชนสับสน ก็มีความเกลียดชังซึ่งกันและกัน รวมไปถึงสื่อสิ่งพิมพ์ต่าง ๆ ที่อาจจะทำให้สังคมไทยเสื่อมโทรม เช่น หนังสือแนวหมิ่นเหม่สถาบัน ซึ่งพบว่ายังมีการลักลอบจำหน่ายกันอยู่ในหลายพื้นที่ ดังนั้นจำเป็นต้องช่วยกัน ทั้ง คสช. สมาคมผู้สื่อข่าว นักข่าว บรรณาธิการ เจ้าของสำนักพิมพ์ ต่างๆ ตลอดจนส่วนราชการที่เกี่ยวข้อง

"ขอร้องอีกครั้งหนึ่งให้ทุกท่านที่เกี่ยวข้องกับสื่อ ทั้งผู้สื่อข่าว สำนักพิมพ์ บรรณาธิการ ได้กรุณากำหนดมาตรฐาน มีมาตรการควบคุมเนื้อหาสาระของสื่อในความรับผิดชอบของท่าน ให้ช่วยการเสนอข้อมูลที่ถูกต้อง เป็นข้อเท็จจริงต่อสาธารณชน หากสื่อใดนำเสนอข้อมูลที่ไม่เป็นข้อเท็จจริง หรือสร้างความเสียหายให้กับประเทศชาติ ท่านต้องรับผิดชอบด้วย คสช.ไม่ได้มุ่งหวังในการจะใช้อำนาจไปจำกัดสิทธิเสรีภาพของสื่อแต่ประการใด ที่ผ่านมา เราก็อนุโลม เราก็ให้สื่อเสรีภาพในการนำเสนอ อาจจะมากเกินไปด้วยซ้ำ ก็ขอเรียนทำความเข้าใจอีกครั้งว่า เราต้องการความสงบสุข เพื่อ คสช. จะได้แก้ไขปัญหา ปัญหาจริง ๆ วันนี้ท่านทราบอยู่แล้วว่ามีปัญหาอยู่ที่ไหน เราก็ทำทุกอย่างและกำลังอยู่ในกระบวนการก็มี"พล.อ.ประยุทธ์ กล่าว

ย้ำเข้าสู่ระยะที่ 2เดือนก.ย.

การปฏิรูปในระยะที่ 1 และ 2 วันนี้เป็นขั้นการเตรียมการ โดย คสช.ในเรื่องของการอำนวยความสะดวกให้ทุกฝ่ายทุกกลุ่มได้มีส่วนร่วมแสดงความคิดเห็นและให้ความรู้ ถกแถลงกันและยังไม่มีข้อสรุปใดๆ ส่วนระยะที่ 2 เมื่อมีรัฐบาลแล้วมีการจัดตั้งสภาปฏิรูป วิธีการคือการรับสมัครบุคคลทุกกลุ่มทุกฝ่าย ทั้งกลุ่มที่มีส่วนได้ส่วนเสีย การเมือง คู่ขัดแย้ง นักวิชาการ การศึกษา พลังงาน เศรษฐกิจ สังคม สมาคมต่าง ๆ ตลอดจนผู้แทนแต่ละจังหวัด ซึ่งจะต้องมีครบทุกกลุ่ม เราจะได้กำหนดไว้ในรัฐธรรมนูญชั่วคราว

"วันนี้ได้มีการตรวจสอบร่างรัฐธรรมนูญชั่วคราว รายละเอียดในการตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ การตั้งรัฐบาล และการตั้งสภาปฏิรูป ประมาณเดือน กันยายน จะเริ่มเข้าสู่ระยะที่ 2 โรดแมพของคสช. คือ การทูลเกล้าฯ ถวายรัฐธรรมนูญชั่วคราวและตั้งสมาชิกสภานิติบัญญัติ"

สำหรับเรื่องระบบราชการ เรียนว่าที่ผ่านมาเกิดความเสียหายอย่างมากไม่อยากให้สังคมตำหนิ เจ้าหน้าที่หรือข้าราชการระดับผู้ปฏิบัติมากนัก ผู้รับผิดชอบควรจะเป็นฝ่ายบริหาร หรือหัวหน้าหน่วยงานระดับกระทรวงกรมหรือองค์กรระดับสูง ซึ่งอาจจะไม่ได้กำกับดูแลให้เป็นไปตามระบบ ระเบียบ ข้อบังคับของหน่วยงาน วันนี้ คสช.เข้าไปตรวจสอบแล้ว ใครจะผิด จะถูกอย่างไร ก็คงต้องพิสูจน์กันต่อไป

ยันคสช.ไม่มุ่งหวังสืบทอดอำนาจ

นอกจากนี้ ระบบการบริหารราชการ ระหว่างฝ่ายการเมืองกับข้าราชการ จำเป็นต้องมีการปรับปรุง ไม่ว่าจะเป็นโครงสร้าง บุคลากร คุณภาพ ความซื่อสัตย์ รวมไปถึงรูปแบบการปฏิบัติงาน หน้าที่ พันธกิจ ความริเริ่ม การมุ่งไปสู่ผลสัมฤทธิ์ การประเมินคุณภาพ ต้องยอมรับกันว่าคนดีนั้นย่อมมีมากกว่าคนที่ไม่ดี เราต้องใช้คนดีในการทำงาน หากทำไม่ได้ ก็จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนไปจนกว่าจะได้คนดี ซื่อสัตย์ สุจริต จริงๆ ส่วนการปรับย้ายข้าราชการในปัจจุบัน ระดับ 10 -11 จำเป็นต้องใช้อำนาจ คสช.เนื่องจากปัจจุบันไม่มี ครม.ทั้งนี้เป็นการปรับย้ายเพื่อความเหมาะสม ฉะนั้นเรื่องการปรับย้ายในระดับที่ต่ำกว่า จะเป็นหน้าที่ของปลัดกระทรวง และหัวหน้าหน่วยงานเป็นการภายในที่ต้องรับผิดชอบ

"คสช.ไม่ได้มุ่งหวังจะสืบทอดอำนาจ หรือเปลี่ยนกลุ่มผลประโยชน์แต่ประการใด คสช.พยายามแก้ไขเรื่องผลประโยชน์ทับซ้อน การทุจริต คอร์รัปชัน ซึ่งก็เป็นการยากที่จะคัดสรรคนที่ไม่เคยเกี่ยวข้องกับสมัยใดยุคใดเข้ามาบริหารราชการได้เลย เพราะเป็นการปฏิบัติงานตามระเบียบปฏิบัติประจำ (รปจ.) ตามข้อบังคับของทุกหน่วยงาน ถ้าเราต้องใหม่ไป แล้วทำงานไม่ดีก็สามารถปรับเปลี่ยนได้ตลอดเวลา"

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่าการปฏิบัติงานของทุกหน่วยงานจะต้องมีความสัมพันธ์ทางการบังคับบัญชาจะเกี่ยวข้องกัน 3 ส่วนคือ ผู้บังคับบัญชา ผู้ร่วมงาน ผู้ใต้บังคับบัญชา และผลสัมฤทธิ์จะไปตกอยู่ที่ประชาชนเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ดังนั้นถ้าระบบดีแล้ว อะไรก็จะดี องค์กรที่ดีจะต้องมี “ความริเริ่ม รวดเร็ว รอบคอบ มีคุณธรรม และจริยธรรม ทั้งบุคลากร และองค์กรทุกองค์กร”ขอยืนยันว่า คสช.จะพยายามสร้างระบบ สร้างข้าราชการ สร้างคนให้แข็งแรง เป็นข้าราชการที่ดีของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ ให้ได้ หรือเป็นข้าราชการที่ดีของแผ่นดิน

เตรียมปรับสัดส่วนผลประโยชน์รกส.

พล.อ.ประยุทธ์ กล่าวอีกว่า ในส่วนการจัดตั้ง Super Board วัตถุประสงค์ เพื่อกำหนดนโยบาย และมีมาตรการควบคุมการบริหารงานของคณะกรรมการรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ ให้รัดกุมมากยิ่งขึ้น มิได้มุ่งหวังจะไปทำให้การประกอบธุรกิจ เกิดความเสียหายหรือการรวบผลประโยชน์อะไรต่าง ๆ มาสู่ คสช. เราต้องการให้มีมาตรการควบคุม ในเรื่องของความโปร่งใส และความเหมาะสมของผลประโยชน์ที่เกิดแก่ประชาชน ประเทศชาติ

"ในระยะต่อไปจะต้องปรับปรุงจัดระบบสัดส่วนผลประโยชน์ที่เกิดกับรัฐ กับผู้ถือหุ้น และประชาชน ให้ชัดเจนมากกว่าเดิม"

ยันไม่ใช้สร้างภาพอาวุธสงคราม

นอกจากนี้ ความคืบหน้าเรื่องอาวุธสงครามมีการจับกุมได้อย่างต่อเนื่องจากการสอบสวนพบว่า มีความเชื่อมโยง มีบุคคลที่เกี่ยวข้องมากมายจากอดีตถึงปัจจุบัน รวมทั้งกรณีโมเดลในจังหวัดต่าง ๆ ตามที่เป็นข่าว และในพื้นที่อื่น ๆ อีกด้วย อาจจะมีการวิพากษ์วิจารณ์ หรือพูดคุยในโซเชียลมีเดียว่า เจ้าหน้าที่หมุนเวียนอาวุธมาสร้างภาพการจับกุมหรือไม่ ขอเรียนว่าเป็นไปไม่ได้ ทุกอย่างได้มาจากการสืบสวน สอบสวน และยังมีเป็นจำนวนมาก

ข้อมูลดังกล่าวมาจากผู้ที่ถูกจับกุมทั้งสิ้น ขอให้มั่นใจในการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ เร็ว ๆ นี้ ก็จะมีการออกหมายจับบุคคลที่เกี่ยวขึ้นเพิ่มเติมอีก แล้วจะสรุปให้ทราบเป็นระยะ ๆ ทั้งจำนวน ผู้ต้องหา อาวุธสงครามที่พบ ตลอดจนขบวนการที่เกี่ยวข้อง