"พล.ต.อ.ชัชวาลย์"เล็ง"จัดระบบแรงงานต่างด้าว"อีกระลอก ลุยฟันเจ้าหน้าที่รัฐพัวพันผลประโยชน์
"เรื่องเร่งด่วนที่ต้องทำคือจัดระบบจดทะเบียน-ย้ายถิ่นและเชื่อมข้อมูลทั้งประเทศ"
ช่วงนี้่สถานการณ์ของเมืองไทย...ทั้งในส่วนหน่วยงานภาครัฐและกิจการภาคธุรกิจเอกชนเกี่ยวกับอุตสาหกรรมการส่งออก เหมือนถูกโจมตีเป็นระลอก
เริ่มจากสื่อยักษ์ใหญ่ของอังกฤษตีข่าวกล่าวหาไทยใช้แรงงานทาสในธุรกิจปลาป่น ตามด้วยสหรัฐอเมริกาที่ออกรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ ประจำปี 2014 (พ.ศ.2557) ที่ได้ปรับลดสถานะของไทยลงไปอยู่ระดับ 3 หรือ เทียร์ 3 ซึ่งเป็นระดับต่ำสุด จากที่ไทยอยู่ในระดับ 2 ที่ต้องเฝ้าจับตามองต่อเนื่องมาหลายปีโดยไม่มีพัฒนาการที่ดีขึ้น
ล่าสุดเมื่อต้นสัปดาห์ สหภาพยุโรป หรือ อียู ยังแถลงคัดค้านการทำรัฐประหารในประเทศไทย และระงับความร่วมมือตลอดจนความช่วยเหลือหลายๆ ประการ ซึ่งจะส่งผลกระทบต่ออุตสาหกรรมการส่งออกของไทยในหลายๆ เซคเตอร์
นี่ยังไม่นับรวมกรณีที่สหรัฐตัดเงินช่วยเหลือด้านการทหารที่เคยให้กับกองทัพไทย และความร่วมมือด้านต่างๆ โดยเฉพาะการฝึกอบรม และคำขู่ย้ายฐานการฝึกร่วม "คอบร้าโกลด์" ไปออสเตรเลียด้วย
ถึงนาทีนี้ไทยดูจะไม่มีทางเลือกอื่นใด นอกจากใช้ความพยายามอย่างอดทนในการชี้แจงทำความเข้าใจ และเร่งแก้ปัญหาภายใน โดยเฉพาะสะสางปมการ "ค้ามนุษย์" และการใช้ "แรงงานทาส" ในสินค้าที่ถูกจับตามอง โดยเฉพาะกุ้ง ปลา อ้อย สิ่งทอ และสื่อลามก
พล.ต.อ.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร์ รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) ปฏิบัติหน้าที่อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ซึ่งมี "ศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์" คล้ายหน่วยปฏิบัติการพิเศษที่รับผิดชอบงานด้านนี้เป็นการเฉพาะ กล่าวว่า ข้อสังเกตที่สหรัฐระบุไว้ในรายงานสถานการณ์การค้ามนุษย์ฉบับล่าสุด มีประเด็นหลักๆ อยู่ 3 ประเด็น คือ แรงงานต่างด้าวและเรื่องค้ามนุษย์โดยการบังคับใช้แรงงาน กรณีโรฮิงญา และการคัดแยกดูแลผู้เสียหายคดีค้ามนุษย์
สำหรับเรื่องเร่งด่วนที่กระทรวงแรงงานและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องดำเนินการอยู่ในขณะนี้ คือ "การจัดระบบ" ซึ่งเป็นการดำเนินงานต่อเนื่องจากที่เคยทำมา โดยขอความร่วมมือจากผู้ประกอบการให้แสดงข้อมูลแรงงานต่างด้าวหรือข้อมูลที่เกี่ยวข้อง เพื่อนำไปสู่การแจ้งจดทะเบียนแรงงานให้ถูกต้อง
"ที่ประชุมคณะทำงานของคสช.มีการหารือในเรื่องนี้แล้ว คาดว่าจะออกเป็นประกาศในเร็ววันนี้เพื่อให้ผู้ที่เกี่ยวข้องดำเนินการ โดยเฉพาะกลุ่มผู้ประกอบการ จะได้ไม่ต้องกังวล" พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ระบุ
สำหรับคณะทำงานที่อธิบดีดีเอสไอพูดถึง คือ คณะอนุกรรมการประสานงานการจัดการปัญหาแรงงานต่างด้าว หรือ อกนร. ซึ่ง คสช.แต่งตั้งขึ้นตามคำสั่งที่ 60/2557
ส่วนกรณีที่แรงงานต่างด้าวเปลี่ยนงานและมีการย้ายถิ่น ซึ่งจะส่งผลต่อการขึ้นทะเบียนเหมือนกับจดทะเบียนกันทั้งปีนั้น พล.ต.ท.ชัชวาลย์ บอกว่า ต้องหารือกับทุกฝ่ายอีกครั้ง เนื่องจากเรื่องนี้เกี่ยวเนื่องกับความมั่นคง แต่หากมีการเชื่อมโยงระบบทะเบียนกันได้ก็น่าจะช่วยได้ สำหรับผู้ประกอบการก็ต้องให้ความร่วมมือแจ้งว่าแรงงานเหล่านี้เคลื่อนย้ายไปที่ไหน เพราะจะเป็นการช่วยให้เจ้าหน้าที่สามารถดำเนินคดีกับผู้ประกอบการที่ไปรับแรงงานต่างด้าวผิดกฎหมายเข้าทำงาน
อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า สำหรับเรื่องการบังคับใช้แรงงานในภาคประมงนั้น มีปัญหาอยู่ 2 ส่วน คือ ประมงนอกน่านน้ำ ซึ่งจากการสำรวจพบว่ามีอยู่ประมาณ 260 ลำ และประมงในน่านน้ำ แต่วนเรือในอ่าวไม่เข้าฝั่ง ซึ่งทั้งสองส่วนนี้ดีเอสไอได้เชิญผู้เกี่ยวข้องมาประชุมเพื่อรับฟังความเห็นและร่วมกันหาทางแก้ไขในช่วงบ่ายวันที่ 7 ก.ค.
"เรือประมงทั้งสองส่วนนี้มีปัญหาเรื่องการบังคับใช้แรงงานส่วนหนึ่ง เพราะออกทะเลไปนานกว่าจะกลับเข้าฝั่ง แต่ประมงประเภทนี้จะมีเรือทัวร์ออกไปรับสินค้าและส่งเสบียง จึงมีแนวคิดว่าเป็นไปได้หรือไม่ที่เรือทัวร์จะนำแรงงานชุดใหม่ไปสับเปลี่ยน เพื่อลดความเครียดและกดดันของแรงงานที่ทำงานบนเรือเป็นเวลานานๆ" พล.ต.อ.ชัชวาลย์ ระบุ
ขณะที่ พ.ต.ท.ไพศิษฎ์ สังคหะพงศ์ ผู้อำนวยการศูนย์ต่อต้านการค้ามนุษย์ ดีเอสไอ กล่าวว่า ศูนย์ขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว 7 แห่งที่กระทรวงแรงงานกำลังเร่งจัดตั้งให้ครบโดยเร็วนั้น จะช่วยลดโอกาสเสี่ยงของแรงงานต่างด้าวไม่ให้ตกเป็นเหยื่อค้ามนุษย์ ซึ่งส่วนนี้เป็นระบบตรวจสอบและควบคุม ถือเป็นงานด้านการป้องกัน
ส่วนการบังคับใช้กฎหมาย ซึ่งเป็นงานด้านปราบปรามนั้น ที่ผ่านมาดีเอสไอกับตำรวจดำเนินการอย่างเข้มข้น กรณีที่มีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปเกี่ยวข้องกับเรื่องผลประโยชน์ ต้องทำให้ปรากฏเป็นตัวอย่าง โดยดีเอสไอจะให้น้ำหนักกับเรื่องนี้มากขึ้น
ขณะที่ นายกำจร มงคลตรีลักษณ์ นายกสมาคมประมงสมุทรสาคร กล่าวว่า เห็นด้วยกับนโยบายของ คสช.และหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกำลังดำเนินการอยู่ในขณะนี้ โดยเฉพาะการขึ้นทะเบียนแรงงานต่างด้าว และอยากให้รักษาศูนย์ขึ้นทะเบียนแรงงานทั่วประเทศทั้ง 7 แห่งเอาไว้ เพราะกว่าจะเกิดศูนย์ฯนี้ขึ้นมาได้ ต้องผ่านการลองผิดถูกมาแล้วหลายครั้ง
"การขึ้นทะเบียนต่างด้าวและเรือประมงจะช่วยแก้ปัญหาได้มาก แต่ระบบขึ้นทะเบียนควรยึดหยุ่นและหลากหลาย เช่น จดทะเบียนแบบ 3 เดือน หรือ 1 ปีก็ได้ หรือมีระบบการผ่อนชำระค่าธรรมเนียม ส่วนประเภทประมงก็ควรแยกให้ชัดเจนว่าแรงงานต่างด้าวที่ขึ้นทะเบียนนั้นอยู่ในประมงแบบไหน"
นายกสมาคมประมงสมุทรสาคร ยังเห็นว่า เรื่องค่าใช้จ่ายในการขึ้นทะเบียนต่างด้าว ประกันสังคม หรือกองทุนส่งกลับนั้น ควรมีการทบทวนอัตราค่าใช้จ่ายต่อแรงงานต่างด้าวหนึ่งคน เพราะค่าใช้จ่ายเหล่านี้ส่งผลกระทบต่อผู้ประกอบการกรณีที่แรงงานขึ้นทะเบียนและรับเงินล่วงหน้าแล้วหลบหนีไปทำงานที่อื่น หลายรายที่หนีไปแล้วถูกจับ ก็มีการกล่าวหาผู้ประกอบการว่าบังคับใช้แรงงานต่างๆ นานา





