วันพฤหัสบดี ที่ 3 กันยายน 2569

Login
Login

ยกฟ้อง'ส.ต้านโลกร้อน'ฟ้อง'นิคมอุตฯ-กยน.-กยอ.'

ศาลปกครองกลางพิพากษายกฟ้อง"สมาคมต้านโลกร้อน"ฟ้อง"นิคมอุตสาหกรรมฯ-กยน.-กยอ.กับพวกรวม7คน ให้สร้างเขื่อนรอบนิคม

ศาลอ่านคำพิพากษาคดีที่สมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กับพวกซึ่งเป็นชาวบ้านรวม 39 คน ยื่นฟ้อง การนิคมอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย , กรมโรงงานอุตสาหกรรม , รมว.อุตสาหกรรม , รวม.คลัง , ผู้อำนวยการธนาคารออมสิน , คณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อวางระบบการบริหารจัดการทรัพยากรน้ำ (กยน.) และคณะกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อการฟื้นฟูและสร้างอนาคตประเทศ (กยอ.) เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1 - 7 เรื่องกระทำการโดยมิชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่ผู้ฟ้อง ระบุว่า ผู้ถูกฟ้องทั้งเจ็ด สนับสนุนและอนุญาตให้ผู้ประกอบการนิคมอุตสาหกรรม หรือเขตประกอบการอุตสาหกรรม หรือสวนอุตสาหกรรม ดำเนินการสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำถาวรรอบนิคมอุตสาหกรรม โดยไม่ผ่านกระบวนการ ขั้นตอนและหลักเกณฑ์ ตาม บทบัญญัติรัฐธรรมนูญ ฯ ปี 2550 , พ.ร.บ.ส่งเสริมและรักษาคุณภาพสิ่งแวดล้อมแห่งชาติ พ.ศ.2535 , พ.ร.บ.สุขภาพแห่งชาติ พ.ศ. 2550 และไม่คำนึงว่าจะส่งผลกระทบต่อประชาชน ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม หรือชุมชนโดยรอบนิคมต่างๆ ซึ่งการดำเนินการต้องให้เป็นไปตามระเบียบขั้นตอนของกฎหมาย และรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย และการจัดทำแผนหรือมาตรการรองรับผลกระทบที่อาจเกิดขึ้น

โดยศาลปกครองกลาง พิเคราะห์ข้อเท็จจริงประกอบข้อกฎหมายแล้ว เห็นว่า การก่อสร้างเขื่อนหรือพนังกั้นน้ำ ไม่ใช่โครงการ หรือกิจการที่อาจก่อให้เกิดผลกระทบต่อชุมชนอย่างรุนแรง ทั้งทางคุณภาพสิ่งแวดล้อม ทรัพยากรธรรมชาติ และสุขภาพที่จะต้องจัดทำรายงานการวิเคราะห์ผลกระทบสิ่งแวดล้อม จึงไม่ต้องจัดทำรายงานการประเมินผลกระทบคุณภาพสิ่งแวดล้อม และสุขภาพประชาชน และจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนและผู้มีส่วนได้เสีย

อีกทั้งโครงการดังกล่าว ไม่ใช่การวางแผนพัฒนาสังคม เศรษฐกิจ การเมืองและวัฒนธรรม ที่อาจมีผลกระทบต่อส่วนได้เสียสำคัญของประชาชนที่รัฐจะต้องจัดให้มีกระบวนการรับฟังความคิดเห็นของประชาชนอย่างทั่วถึงก่อนที่จะดำเนินโครงการ

ส่วนที่ผู้ฟ้อง ขอให้ศาลสั่งผู้ถูกฟ้องร่วมกันจัดทำแผนการระบายน้ำอย่างเป็นรูปธรรม รอบนิคมอุตสาหกรรม เขตอุตสาหกรรม และส่วนอุตสาหกรรมทั้ง 11 แห่ง โดยให้ประชาชนโดยรอบมีส่วนร่วม รวมทั้งให้ร่วมกันกำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยเยียวยาและฟื้นฟูสิ่งแวดล้อม และคุณภาพประชาชนโดยรอบ อย่างเป็นรูปธรรม และจัดตั้งกองทุนพัฒนาคุณภาพชีวิตและชดเชยประชาชนนั้น ศาลเห็นว่า การจะมีการจัดทำแผนระบายน้ำดังกล่าว รวมทั้งการกำหนดหลักเกณฑ์การชดเชยเยียวยาฟื้นฟู สิ่งแวดล้อม และ คุณภาพชีวิตประชาชน เป็นเรื่องการใช้ดุลพินิจในการบริหารงานของฝ่ายบริหาร ศาลปกครองไม่มีอำนาจก้าวล่วงเข้าไปกำหนดคำบังคับดังกล่าวได้ ตาม พ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2552 จึงพิพากษายกฟ้อง

ภายหลังนายศรีสุวรรณ จรรยา นายกสมาคมต่อต้านสภาวะโลกร้อน กล่าวว่า จะยื่นอุทธรณ์คดีภายใน 30 วันเพื่อเป็นบรรทัดฐานว่าต่อไปการนิคมฯ จะทำอะไรต้องให้ประชาชนมีส่วนร่วม และที่สำคัญในอนาคตหากมีวิกฤติการน้ำท่วมอีกแล้วมวลน้ำไปท่วมพื้นที่ชุมชนใครจะรับผิดชอบ ถ้าเป็นอย่างนั้นตนคิดว่าองค์คณะศาลปกครองจะต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ได้วินิจฉัยและพิพากษาด้วย

นายศรีสุวรรณ กล่าวต่ออีกว่า การยื่นฟ้อง สมาคมฯ ได้พยายามเสนอในเรื่องข้อเท็จจริง ตัวอย่างเช่นในพื้นที่จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีหลายนิคม ฯ ซึ่งใช้พื้นที่หลายพันไร่ หากมีการสร้างพนังกันน้ำ แล้วถ้ามีน้ำท่วมแล้วจริงน้ำไม่เข้านิคม ก็จะไปท่วมบ้านเรือนประชาชนให้ได้รับความเดือดร้อนโดยที่ไม่มีการวางมาตรการรองรับหรือแก้ไขปัญหาไว้ล่วงหน้า ดังนั้นการฟ้องร้องครั้งนี้จึงเป็นป้องกันเหตุล่วงหน้า ไม่ใช่เกิดปัญหาแล้วค่อยเข้าไปแก้ไข