สร้างพื้นที่ปลอดภัย ให้กลุ่มเห็นต่างร่วมพูดคุยเพื่อเข้าใจ.. มุมมอง "กิตติพงษ์ กิตยารักษ์" อดีตปลัดกระทรวงยุติธรรม
ปฏิเสธไม่ได้ว่า "ความขัดแย้ง" เป็นสาเหตุสำคัญของการยึดอำนาจหนนี้ และ "ความปรองดอง" เป็นเป้าหมายที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ตั้งเอาไว้
ขณะที่การ "ปฏิรูปประเทศ" ก็เป็นสิ่งที่คนไทยทุกกลุ่มทุกฝ่ายเรียกร้องต้องการ
โจทย์ข้อยากก็คือ การจะไปถึงจุดหมายนั้น ทำได้อย่างไร และวิธีการที่จะไปสู่จุดนั้นถูกทิศถูกทางหรือไม่ เป็นประเด็นที่น่าสนใจ
ที่สำคัญเมื่อมองผ่านสายตาของผู้มีประสบการณ์อย่าง กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ซึ่งเพิ่งขยับจากตำแหน่งปลัดกระทรวงยุติธรรมไปเป็นที่ปรึกษานายกรัฐมนตรี และเป็นตัวจักรสำคัญในการขับเคลื่อน "เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป" หรือ อาร์เอ็นเอ็น ยิ่งชี้ให้เห็นชัดเจนว่า แท้ที่จริงแล้วการปรองดองกับการปฏิรูปประเทศ เกือบจะเป็นเรื่องเดียวกัน
"เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปได้หารือกันและมีความเห็นตรงกันถึงความสำคัญของการปฏิรูปว่าเป็นหัวใจของการแก้ปัญหาให้ประเทศไทยก้าวออกจากความขัดแย้ง เพราะการปฏิรูปเป็นความหวังร่วมกันของทุกคน อาร์เอ็นเอ็นจึงเห็นว่าการปฏิรูปต้องขับเคลื่อนต่อไป และเราสามารถเป็นตัวช่วยในบางเรื่องได้ พร้อมทำงานคู่ขนานกับองค์กรที่รัฐตั้งขึ้นซึ่งจะมีกรอบเวลาค่อนข้างจำกัด แต่การปฏิรูปจริงๆ ทางอาร์เอ็นมองว่าจะใช้ระยะเวลาต่อเนื่องยาวนานไม่ต่ำกว่า 3 ปี"
เขาบอกว่า จุดยืนของอาร์เอ็นเอ็น คือ สนับสนุนการปฏิรูป พร้อมทำงานคู่ขนานกับองค์กรที่รัฐตั้งขึ้น แต่จะเป็นอิสระจากภาครัฐ
"เมื่อเราเป็นอิสระจากภาครัฐ เราก็จะทำ 2 เรื่องได้ คือ 1.เป็นเวที หรือแพลทฟอร์ม นำประเด็นที่สังคมสนใจมารวบรวมข้อมูล คิดต่อ และนำเสนอแนวทางที่เหมาะสม กับ 2.ทำหน้าที่เป็นหมาเฝ้าบ้าน หรือ watch dog แต่เป็นเชิงสร้างสรรค์ คอยติดตามว่าแนวทางการปฏิรูปไปถูกทางหรือยัง มีอะไรควรเสริมหรือไม่"
กิตติพงษ์ ชี้ว่า ในความเห็นส่วนตัว โรดแมพของ คสช.ในภาพรวมถือว่าถูกต้องแล้ว คือ ช่วงแรกเน้นสร้างบรรยากาศการปรองดองให้เกิดขึ้นก่อน เป็นการเตรียมความพร้อมเพื่อนำไปสู่ช่วงที่สอง คือจัดทำรัฐธรรมนูญชั่วคราว ตั้งสภานิติบัญญัติ มีนายกรัฐมนตรี มีรัฐบาล และมีสภาปฏิรูป เมื่อมีทั้งหมดก็คงต้องใช้เวลาพอสมควรในการทำงาน เพื่อนำไปสู่การเลือกตั้งที่เป็นประชาธิปไตยมากกว่าเดิม ทุกคนสามารถใช้สิทธิและหาเสียงได้โดยไม่มีการเผชิญหน้า ไม่มีความรุนแรง
"เรื่องบรรยากาศเป็นเรื่องสำคัญ ตอนทำ คอป. (คณะกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ) พบว่าความยากของการทำงาน คือการสร้างบรรยากาศการปรองดอง เพราะปัญหาความขัดแย้งในบ้านเรายังไม่จบลง แตกต่างจากประเทศอื่นที่ทะเลาะกันมายาวนาน จนความขัดแย้งจบลงแล้ว มีความสูญเสียขนาดใหญ่เกิดขึ้นแล้ว ชาติเสียหายจนทุกคนตระหนักแล้ว บรรยากาศของผู้คนทั้งประเทศอยากให้หยุดใช้ความรุนแรงและต้องการความปรองดอง แต่ของไทย บรรยากาศตรงนั้นยังไม่มี ฉะนั้นเมื่อ คสช.มุ่งสร้างบรรยากาศตรงนี้ให้เกิดขึ้น จึงถือว่ามาถูกทาง"
"แต่การสร้างบรรยากาศการปรองดองต้องมีหลายวิธีการ เพราะความขัดแย้งของเราเกิดขึ้นมายาวนาน และมีผู้เกี่ยวข้องหลายฝ่าย ไม่สามารถตัดเสื้อตัวเดียวที่ใช้กับทุกคนได้ วิธีการจึงต้องมีความหลากหลาย การสร้างบรรยากาศให้คู่ขัดแย้งได้เจอกัน จับไม้จับมือกัน พบกันในบรรยากาศที่เป็นมิตร เหล่านี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับช่วงเริ่มต้น เชื่อว่าในช่วงต่อไป คสช.น่าจะเตรียมการเอาไว้แล้วสำหรับกลุ่มเป้าหมายอื่นๆ โดยใช้วิธีที่แตกต่างกันไป" กิตติพงษ์ในฐานะกรรมการ คอป.กล่าว
เขายกตัวอย่างถึงกลุ่มที่มีความสำคัญในบริบทความขัดแย้ง เช่น กลุ่มที่เป็นแกนนำทางความคิดที่อาจมีประเด็นติดใจในความขัดแย้ง ไม่ว่าจะเป็นเรื่องกระบวนการยุติธรรม ความรู้สึกไม่ได้รับความเป็นธรรม ระบบประชาธิปไตยที่ไม่สมบูรณ์ หรือความเหลื่อมล้ำ ซึ่งต้องแก้ปัญหาของแต่ละกลุ่มไป หรือคนที่อยู่เหนือกว่าแกนนำที่เป็นคู่ขัดแย้งจริงๆ อาจมีความต้องการที่แตกต่างออกไปอีก อาจจะไม่เป็นประโยชน์ต่อประเทศชาติด้วยซ้ำ จึงต้องมีอีกวิธีการดำเนินการอื่นเพื่อแก้ไขปัญหา
เขาเสนอว่า สิ่งที่ต้องทำและ คสช.น่าจะคิดไว้อยู่แล้ว คือ การสร้าง "พื้นที่ปลอดภัย" ให้ผู้ที่มีความแตกต่างทางความคิดสามารถแสดงความเห็นได้อย่างสร้างสรรค์โดยเสรี โดยอาจจะต้องมีการกำหนดพื้นที่ใหม่ กติกาใหม่ อาจจะมีกลุ่มที่คุยกันอยู่แต่เดิม ทว่าต่อไปจะมีพื้นที่ปลอดภัยใหม่ ต้องกำหนดกติกาให้ชัดเจน และคุยอย่างเปิดอก เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างถ่องแท้
"ต้องตระหนักว่าความปรองดองจะเกิดขึ้นได้ ต้องมีความเข้าใจร่วมกันเกี่ยวกับสภาพความขัดแย้งที่เกิดขึ้นจริงๆ จากประสบการณ์การทำงานของ คอป. ถ้าคุยกันลึกๆ จริงๆ จะก้าวข้ามความขัดแย้งของตัวบุคคลและกลุ่มบุคคลได้ เพราะเป้าหมายของทุกคน ทุกกลุ่มเหมือนกันคือการปฏิรูปประเทศ อยากเห็นประเทศดี สังคมดี"
กิตติพงษ์ ย้ำว่า สังคมไทยกำลังปฏิรูปท่ามกลางความขัดแย้ง แน่นอนว่าเป็นปัจจัยหนึ่งที่ทำให้การปฏิรูปทำได้ยากขึ้น เพราะทำกับคนที่มีความไม่พอใจกันอยู่ แต่ถ้ามองในแง่ดี การปฏิรูปอย่างสำคัญในเรื่องโครงสร้างอำนาจของประเทศจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยถ้าไม่มีปัญหา มันต้องมีปัญหา จึงจะเกิดการเปลี่ยนแปลง
เพราะฉะนั้นถ้ามองมุมบวก ปัญหายิ่งลึก การเปลี่ยนแปลงอาจจะยิ่งไปได้ดี ตัวอย่างที่มองเห็นได้ เช่น อินโดนีเซีย ยุคหนึ่งมีความกังวลว่าประเทศอาจต้องแตกเป็นเสี่ยงๆ มีปัญหามากเรื่องความมั่นคง ทำให้ผู้มีอำนาจยอมสละอำนาจ หรือประเทศที่ฆ่ากันตายเป็นหมื่นเป็นแสน ทำให้เกิดกระแสของคนในประเทศว่าชาติอยู่ไม่ได้แน่ถ้าไม่คิดถึงประโยชน์สูงสุดของบ้านเมือง อย่างนี้เป็นต้น
"บ้านเรามีความขัดแย้งก็จริง แต่ก็เป็นโอกาสที่ทำให้เราได้เห็นว่าการใช้ประชาธิปไตยที่มีการผูกขาดรวบอำนาจ กำกับได้โดยคนไม่กี่คน ไม่ได้สนองตอบความต้องการของประชาชน และการเลือกตั้งแบบเดิมๆ สร้างความเลวร้ายได้ขนาดไหน ตรงนี้ต้องไม่ลืม แต่ความยากก็คือ จะออกแบบอย่างไรให้ทุกคนรู้สึกว่าเป็นเจ้าของร่วมกัน เป็นเจ้าของวาระการปฏิรูป"
"อาจารย์สุรเกียรติ์ (ดร.สุรเกียรติ์ เสถียรไทย อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ) พูดบนเวทีของอาร์เอ็นเอ็นว่า รถไฟปฏิรูปขบวนนี้จะต้องไม่ทิ้งใครไว้ที่ชานชลา อันนี้สำคัญมาก ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องต้องเข้ามาปรึกษาหารือและพูดคุยร่วมกันว่าถึงเวลาหรือยังที่เราจะเดินไปข้างหน้าด้วยกัน มองประเด็นลงลึกกว่าการทะเลาะกันระหว่างบุคคลหรือกลุ่มบุคคล อะไรที่เป็นสาเหตุ ค้นได้ในรายงาน คอป. ของสถาบันพระปกเกล้า ตรงนี้คือภาพใหญ่ของการออกแบบ"
"ถ้าเข้าใจตรงนี้จะนำไปสู่การออกแบบกระบวนการที่ดึงเอาทุกฝ่ายเข้ามาเกี่ยวข้อง ออกแบบกลไกไปสู่การทำงานร่วมกับภาคประชาสังคมและชุมชนอย่างเป็นระบบ แน่นอนว่าเป้าหมายสูงสุดของการปฏิรูปคงไม่ใช่แค่กฎหมาย 5 ฉบับ รัฐธรรมนูญ 1 ฉบับ แต่คือคนไทยทุกฝ่ายได้คุยกัน เข้าใจปัญหาประเทศ และมุ่งไปข้างหน้าร่วมกันอย่างไร นี่คือการเรียนรู้ของสังคมไทยที่มีคุณค่ามหาศาล"





