ป.ป.ช.สอบพยานเพิ่ม 4 ปาก คดีทุจริตจำนำข้าว หลังมีรายงานความเสียหายถึง 5 แสนล้าน
นายสรรเสริญ พลเจียก เลขาธิการ คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ในฐานะโฆษกสำนักงาน ป.ป.ช. เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะกรรมการ ป.ป.ช. มีมติให้ดำเนินการไต่สวนข้อเท็จจริงบุคคลเพิ่มเติม 4 ราย กรณีทุจริตโครงการรับจำนำข้าวที่อยู่ในความรับผิดชอบของนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ และนายยรรยง พวงราช อดีต รมช.พาณิชย์
บุคคลที่เกี่ยวข้องอีก 4 ราย คือ นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง และผู้จัดการธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร หรือ ผู้แทน
ก่อนหน้านี้ ป.ป.ช. ดำเนินคดีอาญากรณีกล่าวหานางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี ว่าปล่อยปละละเลยให้มีการทุจริตในโครงการรับจำนำข้าวและการระบายข้าวโดยเพิกเฉยไม่ระงับยับยั้งความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่ทางราชการตามที่มี อำนาจหน้าที่ ซึ่งปรากฏข้อเท็จจริงจากการไต่สวนว่า การปิดบัญชีของคณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวของกระทรวงการคลัง ในครั้งที่ 3 มีผลขาดทุนเป็นจำนวนสูงถึง 3.3 แสนล้านบาท และยังมีข้อเท็จจริงเกี่ยวกับปริมาณข้าวจำนวน 2.98 ล้านตัน ที่ไม่สามารถนำเข้ามาสู่กระบวนการปิดบัญชีของคณะอนุกรรมการปิดบัญชี ดังกล่าวได้ เนื่องจากยังไม่สามารถพิสูจน์ได้ว่าจำนวนข้าวดังกล่าวมีอยู่จริงหรือไม่
กรณีรายงานข่าวของสื่อมวลชน ว่าผลการประชุมของ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) กับผู้บริหารระดับสูงกระทรวงการคลัง ปรากฏว่า คณะอนุกรรมการปิดบัญชี โครงการรับจำนําข้าว ซึ่งมีนายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เป็นประธาน ได้ตรวจสอบผลการดําเนินโครงการรับจํานําข้าวในช่วงกว่า 2 ปี (2554/2555, 2555/2556, 2556/2557) พบว่ามีผลขาดทุนสูงขึ้นกว่าเท่าตัว หรือขาดทุนกว่า 5 แสนล้านบาท เนื่องจากราคาขายต่ำกว่าราคาต้นทุน 1.5 หมื่นบาทต่อตัน โดยคณะอนุกรรมการฯ ได้คำนวณต้นทุนข้าวเปลือกที่แปรสภาพเป็นข้าวสารไว้เฉลี่ยที่ราคา 2.3 หมื่นบาทต่อตัน
ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ขายข้าวไปที่ราคา 1.2-1.4 หมื่นบาทต่อตัน และเมื่อเป็นรัฐบาลรักษาการได้ขายข้าวไป ด้วยราคาเพียงตันละ 8 พันบาทเท่านั้น ทําให้มีส่วนต่างราคาขายกับราคาต้นทุนสูงขึ้น ซึ่งทําให้โครงการรับจํานําข้าวขาดทุนเพิ่มขึ้นเป็นเกือบ 5 แสนล้านบาท
นอกจากนี้ ยังพบว่าข้าวสารหายไปจากสต็อกอีกราว 2.8 ล้านตัน โดยปรากฏว่าในสต็อกไม่มีข้าวอยู่จริง เป็นแค่ตัวเลขทางบัญชีเท่านั้น และยังพบว่ามีข้าวเสื่อมคุณภาพอีกเป็นจำนวนมากที่ยังรอให้เซอร์เวเยอร์ตีราคา ซึ่งหากมีการตีราคาแล้ว คาดว่าจะทําให้ผลขาดทุนโครงการรับจํานําข้าว จะเพิ่มมากกว่า 5 แสนล้านบาท นั้น
"คณะกรรมการ ป.ป.ช. เห็นควรให้ขยายผลในเรื่องดังกล่าว โดยจะดําเนินการตรวจสอบรายการทรัพย์สินและหนี้สินของผู้ดํารงตําแหน่งทางการเมืองที่เกี่ยวข้องในโครงการดังกล่าวตามอำนาจหน้าที่ต่อไป"
อคส.ตั้งทีมตรวจซ้ำสต็อกข้าว
ด้าน นายชนุตร์ปกรณ์ วงศ์สีนิล ผู้อำนวยการองค์การคลังสินค้า (อคส.) กล่าวว่าได้ตั้งคณะทำงานเพื่อตรวจสอบทบทวนปริมาณสต็อกข้าวสารของรัฐบาล เพื่อยืนยันความโปร่งใสในการทำงานอีกครั้งว่า โดยมีรองผู้อำนวยการคลังสินค้าเป็นประธานและให้เจ้าหน้าที่คลังที่เกี่ยวข้องในช่วงเวลาการรับจำนำที่ผ่านมาร่วมเป็นกรรมการ คาดว่าจะใช้เวลาตรวจสอบประมาณ 1 สัปดาห์
คณะทำงานดังกล่าวแต่งตั้งโดย อคส.เป็นการตรวจสอบภายในและจำนำผลการตรวจสอบเสนอให้นางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์
อย่างไรก็ตาม คาดว่าตัวเลขปริมาณข้าวในสต็อกรัฐบาลอาจมีความคลาดเคลื่อนทางบัญชีเนื่องจากมีการสีแปรสภาพข้าวอย่างต่อเนื่องก่อนส่งมอบข้าวสารเข้าคลังกลาง อาจทำให้ตัวเลขในแต่ละช่วงเวลาเปลี่ยนแปลงไป แต่ในทางบัญชีอาจต้องยึดตัวเลขใดตัวเลขหนึ่งเพื่อประกอบการคำนวณ ซึ่งเรื่องนี้มั่นใจว่าสามารถชี้แจงได้
“ทาง อคส.ได้เคยทำหนังสือชี้แจงต่อคณะอนุกรรมการปิดบัญชีไปแล้วเมื่อเดือนมิ.ย. 2556 ที่ผ่านมา อาจจะเป็นความเข้าใจผิดจากการลงบัญชีข้าวคลาดเคลื่อนในแต่ละวัน เพราะอยู่ระหว่างการสีแปรและส่งมอบ เนื่องจากโครงการรับจำนำมีข้าวเปลือกจำนวนมากต้องมีการรอคิวสีแปร ไม่ได้หายไปไหน แจงแล้วนี่ก็เป็นก้อนเดียวกัน แต่อยู่ๆ ก็เป็นปัญหาอีก” นายชนุตร์ปกรณ์ กล่าว
สำหรับข้าวที่ค้างส่งมอบตามบัญชี เมื่อวันที่ 26 มิ.ย. 2556 ปริมาณ 2.97 ล้านตันเป็นข้าวจากโครงการรับจำนำเมื่อ 2 ปีก่อน แบ่งเป็นข้าวในส่วนของ อคส. จำนวน 2.6 ล้านตัน ที่เหลือเป็นของ องค์การตลาดเพื่อเกษตรกร (อ.ต.ก.) อีก 0.37 ล้านตัน
พร้อมรายงานคสช.วันนี้
นายชนุตร์ปกรณ์ กล่าวถึงแผนการตรวจสต็อกข้าวของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ว่า ได้สั่งการให้หัวหน้าคลังจังหวัดทุกแห่งเตรียมความพร้อมเพื่อรับหน่วยงานตรวจสอบจากส่วนกลาง เพื่ออำนวยความสะดวกและช่วยให้การดำเนินการเป็นไปด้วยความรวดเร็ว อย่างไรก็ตาม การดูแลสต็อกข้าวของรัฐบาลที่ผ่านมาได้ดำเนินการสุ่มตรวจ โดยกรมการค้าต่างประเทศ กรมการค้าภายใน และ อคส.เอง เพื่อให้แน่ใจว่ามีข้าวทั้งปริมาณและคุณภาพครบถ้วน
ส่วนการที่ พล.อ.ฉัตรชัย สาริกัลยะ ผู้ช่วยผู้บัญชาการทหารบก ในฐานะรองคสช.ด้านเศรษฐกิจ จะเดินทางมาประชุมร่วมกับผู้บริหารกระทรวงพาณิชย์วันนี้ (28 พ.ค.) นั้น อคส.พร้อมนำเสนอข้อมูลและชี้แจงทุกข้อสงสัย ขณะนี้อยู่ระหว่างเตรียมข้อมูลสำหรับแล้ว
นายสุรศักดิ์ เรียงเครือ อธิบดีกรมการค้าต่างประเทศ กล่าวว่า กรมฯ ได้รายงานผลการระบายข้าวนับตั้งแต่ปี 2554 จนถึงปัจจุบัน ในทุกวิธีการ รวมปริมาณ 18-20 ล้านตันข้าวสาร เพื่อให้ทางคสช.รับทราบแล้ว
ส่วนแผนการระบายข้าวในขณะนี้ ได้ปรับให้สอดคล้องกับแนวทางที่คสช.กำหนด กล่าวคือ ยุติการเจรจาขายข้าวแบบรัฐบาลต่อรัฐบาล (จีทูจี) ที่กำลังเจรจาไว้ชั่วคราว โดยหลังจากนี้จะทำหนังสือแจ้งไปยังกลุ่มประเทศที่อยู่ระหว่างการเจรจา เช่น มาเลเซีย แอฟริกา และอีกหลายประเทศ ซึ่งผลการชะลอการขายไม่น่าจะกระทบต่อความสัมพันธ์อันดีกับลูกค้า เพราะเป็นเพียงการชะลอชั่วคราวเท่านั้น
สำหรับสัญญาจีทูจีที่ทำอยู่แล้วในส่วนของรัฐบาลไทยและคอฟโก้ รัฐวิสาหกิจจีน ปริมาณ 1 ล้านตัน เบื้องต้นสามารถดำเนินการส่งมอบต่อไปได้ ส่วนที่ คสช. กำหนดให้กรมระบายข้าวให้ได้เงินเดือนละ 5,000-8,000 ล้านบาทนั้น ซึ่งเป็นกรอบที่ทางกรมสามารถทำได้อยู่แล้ว
เตรียมเสนอมาตรการช่วยเหลือชาวนา
ด้าน นายสมชาติ สร้อยทอง อธิบดีกรมการค้าภายใน กล่าวว่า กรมได้ประชุมหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อกำหนดแนวทางการแก้ไขปัญหาราคาข้าว โดยแบ่งเป็นมาตรการด้านการตลาดและมาตรการช่วยเหลือด้านการผลิต สำหรับมาตรการด้านการตลาด ทางกรมการค้าภายในเสนอแผนจัดทำตลาดนัดข้าวเปลือก 18 จังหวัด ในพื้นที่ 45 แห่ง และเสนอให้เร่งผลักดันการส่งออก
ส่วนมาตรการด้านการผลิตเป็นหน้าที่ของกรมการข้าว และทางสำนักงานเศรษฐกิจการเกษตร ที่จะต้องกำหนดแนวทางปฏิบัติว่าจะช่วยอย่างไร เช่น อาจจะสนับสนุนค่าปัจจัยการผลิต ส่งเสริมการพัฒนาพันธุ์ข้าว การนำข้าวไปแปรรูป เป็นต้น โดยกรมฯ จะสรุปเสนอนางศรีรัตน์ รัษฐปานะ ปลัดกระทรวงพาณิชย์ เพื่อนำไปรายงานต่อคสช.ต่อไป
หัวหน้าคสช.ขอบคุณเร่งจ่ายเงินชาวนา
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) พร้อมด้วย พ.อ.หญิง ศิริจันทร์ งาทอง และ พ.อ.วีรชน สุคนธปฏิภาค รองโฆษก คสช. ร่วมกันแถลงว่า หัวหน้า คสช.ได้มีการประชุมติดตามสถานการณ์ที่กองบัญชาการกองทัพบก โดยได้ขอบคุณทุกหน่วยงานในการดำเนินการเรื่องการจ่ายเงินให้กับชาวนาในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งเป็นไปตามเรื่องเร่งด่วนที่ คสช.ต้องการที่จะแก้ไขปัญหาที่จุดเดือดร้อนเป็นพื้นฐานของเกษตรกรโดยเร็ว โดยให้กำกับดูแลอย่างเต็มที่และต่อเนื่อง
ส่วนเกษตรกรอื่นๆ ที่ยังรอการแก้ไขปัญหานั้นได้มอบหมายหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปดำเนินการเร่งรัดแก้ไขปัญหาให้เหมือนกับโครงการรับจำข้าว ซึ่งถือว่าเป็นการแก้ไขปัญหาที่ตรงจุด
คลัง ชงต่ออายุอนุฯ ปิดบัญชีข้าว
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า กระทรวงการคลัง เตรียมเสนอคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เพื่อพิจารณาอนุมัติให้คณะอนุกรรมการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือกของรัฐบาลที่ผ่านมา สามารถเดินหน้าทำงานต่อไปได้ เพื่อให้การปิดบัญชีโครงการจะสามารถเดินหน้าได้ตามปกติ
ทั้งนี้ เนื่องจาก คณะอนุกรรมการปิดบัญชี ที่ปัจจุบันมี นายกุลิศ สมบัติสิริ ผู้ตรวจราชการ เป็นประธาน ได้ถูกแต่งตั้งโดย คณะกรรมการนโยบายข้าวแห่งชาติ (กขช.) ที่มีอดีตนายกรัฐมนตรี นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร เป็นประธาน เมื่อรัฐบาลยิ่งลักษณ์ ต้องพ้นจากอำนาจ อันเนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองนั้น กระทรวงการคลังเกรงว่า ตามกฎหมาย อาจทำให้คณะอนุกรรมการชุดนี้ จะต้องถูกยุบลงไปพร้อมรัฐบาลชุดที่แล้วด้วย
ดังนั้นเพื่อความชัดเจนว่า คณะอนุกรรมการชุดนี้ ยังมีอำนาจดำเนินการต่อไป กระทรวงจึงได้เสนอให้ คสช.ในฐานะที่มีอำนาจบริหารอยู่ในขณะนี้ ลงนามอนุมัติแต่งตั้งคณะอนุกรรมการชุดนี้อีกครั้ง
รายงานข่าวกล่าวด้วยว่า ที่ผ่านมา กระทรวงการคลังได้เชิญผู้แทนจากสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน หรือ สตง. เข้ามาร่วมเป็นผู้สังเกตการณ์ในคณะอนุกรรมการชุดนี้เพิ่มเติม รวมทั้งได้ตั้งคณะทำงานอีก 1 ชุด ที่ประกอบด้วย เจ้าหน้าที่จากกรมบัญชีกลาง และ กรมสรรพากร เพื่อให้เข้ามาช่วยกลั่นกรองการปิดบัญชีโครงการนี้ให้เป็นไปตามมาตรฐานการบัญชีแห่งชาติ
"ที่ผ่านมา คณะอนุกรรมการปิดบัญชีดังกล่าว ได้เริ่มประชุมเพื่อรวบรวมข้อมูลการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าว ในระยะ 2 ปีที่ผ่านมาไปบ้างแล้ว โดยขอข้อมูลทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะมีความคืบหน้าของการรับจำนำในปีการผลิต 2556/57 ร่วมด้วย เพราะการรับจำนำปีดังกล่าวได้เริ่มมาระยะหนึ่งแล้ว จึงควรมีข้อมูลเพื่อทำการปิดบัญชีไปส่วนหนึ่ง โดยจะเป็นข้อมูลการปิดบัญชี ณ สิ้นเดือนธ.ค. 2556"
ส่วนกรณีประเด็นเรื่องข้าวในสต็อกที่มีการระบุว่า ได้หายไปประมาณ 2.98 ล้านตันนั้น รายงานข่าวกล่าวว่า กระทรวงพาณิชย์ ระบุว่า ข้าวจำนวนดังกล่าวมีอยู่จริง เพียงแต่ยังไม่ลงบัญชี และข้อบันทึกเพิ่มเติมเข้าไปในบัญชี แต่อดีตประธานคณะอนุกรรมการปิดบัญชี นางสาวสุภา เคยระบุว่า หากข้าวปริมาณดังกล่าวมีอยู่จริง กระทรวงพาณิชย์ต้องแสดงหลักฐาน ซึ่งที่ผ่านมากระทรวงพาณิชย์ยังไม่สามารถแสดงหลักฐานได้
ปลัดคลังชี้ขาดทุนสูง แต่ไม่ถึง 5 แสนล้าน
ด้าน นายรังสรรค์ ศรีวรศาสตร์ ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า สำหรับการปิดบัญชีโครงการรับจำนำข้าวเปลือก กระทรวงการคลัง ได้มอบหมายให้ นายกุลิศ สมบัติศิริ ผู้ตรวจราชการกระทรวงการคลัง เร่งสรุปตัวเลขให้เสร็จในเร็วๆ นี้
"ยอมรับว่า ยอดการขาดทุนจะสูงกว่าปีที่ผ่านมา แต่คงไม่สูงถึง 5 แสนล้านบาท โดย คสช.ไม่สนใจเรื่องผลการขาดทุนของโครงการจำนำข้าว แต่ขณะนี้ต้องการเร่งหาเงินจำนำข้าว จ่ายให้ชาวนาที่ค้างใบประทวน"
ส่วนกรณีที่มีปริมาณข้าวหายนั้น องค์การคลังสินค้า (อคส.) ดูแลปริมาณข้าว หากหายไปจริงต้องมีผู้รับผิดชอบ เพราะเป็นคดีอาญา สำหรับการดูแลเกษตรกรและผู้ประกอบการนั้น ได้ให้หลายหน่วยงานเสนอแผนเข้ามาในเที่ยงวันนี้ จากนั้นจะเสนอต่อคณะ คสช.พิจารณาพร้อมกับกระทรวงด้านเศรษฐกิจหลายแห่ง หวังเร่งนำไปแก้ปัญหาในหลายด้านเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ
ขณะที่ ธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) รายงานผลการจ่ายเงินจำนำข้าว ปีการผลิต 2556/57 ที่ยังค้างอยู่ 9.2 หมื่นล้านบาท
ล่าสุด เมื่อวันที่ 26 พ.ค. ที่ผ่านมาว่า ได้จ่ายไป 3,544 ราย เป็นเงิน 311.94 ล้านบาท และในวันที่ 27 พ.ค. ที่ผ่านมา ได้จ่ายไป 35,943 ราย เป็นเงิน 4,000.21 ล้านบาท รวมยอดจ่ายสะสม 39,487 ราย เป็นเงิน 4,312.15 ล้านบาท





