เปิดปูมนักธุรกิจโดนคสช.เรียกรายงานตัว

เปิดปูมนักธุรกิจโดนคสช.เรียกรายงานตัว

เปิดปูมนักธุรกิจระดับชาติ โดน คสช.เรียกรายงานตัว!

ตามที่มีคำสั่งคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ฉบับที่ 14-15-16 เรียกบุคคลเข้ารายงานตัวต่อ คสช.เพิ่มเติม ซึ่งมีจำนวนหนึ่งเป็นนักธุรกิจชื่อดังระดับประเทศนั้น "กรุงเทพธุรกิจ" เปิดปูมนักธุรกิจระดับชาติบางส่วนที่ถูก คสช.เรียกตัว

อภิชาต จันทร์สกุลพร (เสี่ยเปี๋ยง)

จาก เพรซิเดนท์อะกริ ถึง สยามอินดิก้า

ชื่อของ อภิชาต จันทร์สกุลพร หรือ "เสี่ยเปี๋ยง" โด่งดังขึ้นมาอีกครั้งหลังจากมีประกาศคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ออกคำสั่งให้ไปรายงานตัว และเป็น อภิชาต เสี่ยใหญ่เจ้าของโรงสีจาก อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร

ไม่น่าแปลกใจมากนักเมื่อ คสช.เรียกอภิชาต เพราะเขาเป็นเจ้าของ บริษัทเพรซิเดนท์อะกริ เทรดดิ้ง ผู้ที่ได้สัญญาการซื้อขายข้าวแบบยกล็อตร่วม 2 ล้านตันจากรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ยุคแรก

ก่อนที่บริษัทเพรซิเดนท์ฯจะล้มละลายในเวลาต่อมา หลัง พ.ต.ท.ทักษิณพ้นตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อปี 2549

แต่ก็เป็น เพรซิเดนท์และอภิชาตคนเดียวกับที่เข้าไปพัวพันการทุจริตโครงการบ้านเอื้ออาทรในช่วงรัฐบาล พ.ต.ท.ทักษิณ ซึ่งคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ปปช.) ไต่สวนชี้มูลความผิดไปแล้ว ขณะนี้อยู่ระหว่างการส่งฟ้องศาล

อภิชาตยังเป็นเจ้าของและผู้ก่อตั้ง บริษัทสยามอินดิก้า โดยถือหุ้นใหญ่ในสยามอินดิก้าอยู่จำนวน 232,560 หุ้น

และเป็น สยามอินดิก้า บริษัทเดียวกับบริษัทที่เข้าไปอุ้มบริษัทเพรซิเดนท์ฯ โดยซื้อหนี้จากธนากรุงไทยกว่าพันล้านบาท โดยบริษัทสยามอินดิก้าได้งานปรับปรุงข้าวรัฐส่งอินโดนีเซีย 3 แสนตันในยุคต้นของรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร

สยามอินดิก้า ยังถูก ป.ป.ช.ไต่สวนร่วมกับ นายบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์และพวก ในคดีขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (จีทูจี) ให้กับประเทศจีนโดยมิชอบด้วยกฎหมายจำนวนกว่า 4 ล้านตัน การไต่สวนขยายผลไปถึงเอกชนรายใหญ่ 17 บริษัทที่รับซื้อข้าวจาก บริษัทสยามอินดิก้า จำกัด อีกทอดหนึ่ง โดยมีหลักฐานเป็นการจ่ายเช็คเงินสดให้กับกรมการค้าต่างประเทศ ไม่ใช่การจ่ายเงินแบบจีทูจีให้กับจีน และข้าวไม่ได้ส่งออกไปจีนจริง แต่ถูกวนขายภายในประเทศ ต่อมาภายหลังมีการไต่สวนบริษัทค้าข้าวเพิ่มร่วม 90 บริษัทที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการจ่ายเช็ค-จ่ายเงินในการซื้อข้าวสต็อกรัฐ

ป.ป.ช.มองเห็นหลักฐานในเบื้องต้นว่า จีทูจีที่อ้างน่าจะเป็นการหลีกเลี่ยงการประมูลด้วยวิธีปกติ แต่เป็นการตั้ง "บริษัทผี" อีกฝ่ายหนึ่งขึ้นมารับข้าวแทน เพื่อนำข้าวไปวนขายกับโรงสีทำกำไรต่ออีกครั้งในราคาถูก

มีตัวละครหลายตัวที่เกี่ยวข้องกับโครงการขายข้าวสต็อกรัฐโดยมิชอบ ล้วนเกี่ยวพันกับอภิชาตและสยามอินดิก้าทั้งสิ้น ในวงการค้าข้าวนับอภิชาตเป็นผู้ทรงอิทธิพลมากที่สุดในรอบ 10 ปีหลัง ใครจะซื้อจะขายข้าวสต็อกรัฐต้องได้รับไฟเขียวจากอภิชาต

การซื้อขายจีทูจีกับจีนนั้น มีบริษัท GSSG IMP AND EXPORT CORP จากเมืองกวางเจา ประเทศจีน เป็นคู่สัญญากับกรมการค้าต่างประเทศ โดยผู้รับมอบอำนาจ คือ นายรัฐนิธ โสติกุล และมอบให้ นิมล รักดี ชาว อ.บางมูลนาก จ.พิจิตร ดำเนินการแทน และแหล่งที่มาของเงินบาวส่วนมาจากภายใน โดย สมคิด เรือนสุภา เป็นผู้ออกแคชเชียร์เช็ค

"รัฐนิธ" ชื่อเล่นว่า "ปาล์ม" เรียนหลักสูตรวุฒิบัตรผู้ช่วยและผู้ปฏิบัติงานของสมาชิกรัฐสภารุ่นที่ 6 รวมทั้งเป็นนักศึกษาของสถาบันพระปกเกล้า และเป็นผู้ช่วย ส.ส.ในลำดับที่ 3 ของนางรพิพรรณ พงศ์เรืองรอง อดีต ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย (ภรรยาของนายอริสมันต์ พงศ์เรืองรอง แกนนำคนเสื้อแดง) ขณะที่ "นิมล" เรียกกันว่า "เสี่ยโจว" เป็นมือขวา "เสี่ยเปี๋ยง" ส่วน "สมคิด" เป็นคนของบริษัทสยามอินดิก้า โดยได้รับมอบอำนาจจากเสี่ยเปี๋ยงไปจดทะเบียนจัดตั้ง บริษัทสยามอินดิก้า เมื่อวันที่ 13 ม.ค.2547

ยังคงเป็นอภิชาต หรือ เสี่ยเปี๋ยง ที่ปรากฏในคลิปในห้างสรรพสินค้าในฮ่องกงที่ยืนเคียงข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ในคราวแวะไปฮ่องกงเมื่อเดือน ต.ค.55 ทั้งยังปรากฏภาพริมสระน้ำในงานเลี้ยงส่วนตัวให้เห็นอีกด้วย

เศรษฐา ทวีสิน แห่งแสนสิริ

คนใกล้ชิด "กิตติรัตน์-ยิ่งลักษณ์"

นายเศรษฐา ทวีสิน กรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ.แสนสิริ เป็นหนึ่งในรายชื่อนักธุรกิจที่คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เรียกรายงานตัว ก่อนหน้านี้ยังปรากฏชื่อ เศรษฐา อยู่ในข่ายหนึ่งในท่อน้ำเลี้ยงให้กับการชุมนุมของกลุ่มการเมือง โดยระบุว่ามีความสนิทสนมกับอดีตนายกรัฐมนตรี ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และ นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง อดีตรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

เศรษฐายังเป็นหนึ่งในกุนซือที่เคยช่วยวางแผนการจัดทำโครงการฟลัดเวย์ในรัฐบาลพรรคเพื่อไทย ทำให้ถูกมองเป็นกลุ่มทุนอสังหาริมทรัพย์ที่ได้ประโยชน์จากการประกาศโครงการสร้างสาธารณูปโภค "เมกะโปรเจค 2 ล้านล้านบาท" รู้ข้อมูลวงใน นำมาเกี่ยวโยงการแผนธุรกิจ อย่างไรก็ตาม ข้อเท็จจริงเป็นอย่างไรนั้นยังต้องพิสูจน์กันต่อไป

ด้านผลกระทบทางธุรกิจ การปรากฏชื่อเศรษฐาว่าเป็นหนึ่งในท่อน้ำเลี้ยง บวกกับภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวต่อเนื่อง น่าจะมีส่วนทำให้ยอดขายของแสนสิริในไตรมาสแรกของปี 2557 ลดลงเหลือ 388 ล้านบาท คิดเป็น 1.3% ของเป้ายอดขายที่ตั้งไว้ 30,000 ล้านบาท และลดลงถึง 98% เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปี 2556

อนันต์ อัศวโภคิน

สัมพันธ์ลึกกับเพื่อไทย

นายอนันต์ อัศวโภคิน เจ้าของธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ยักษ์ใหญ่ของเมืองไทย อย่าง "แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์" มีชื่อปรากฏในเว็บไซต์สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ได้เปิดเผยยอดเงินบริจาคพรรคการเมืองประจำเดือนก.พ. 2556 ว่า เป็นผู้บริจาคเงินให้กับพรรคเพื่อไทย จำนวน 5 ล้านบาท จากยอดรับบริจาคทั้งหมด 19 ล้านบาทเศษ

ขณะนั้นมีพรรคการเมืองที่ยังดำเนินการอยู่ทั้งหมด 55 พรรค และมีพรรคการเมืองที่ได้รับเงินบริจาคตั้งแต่ 5,000 บาทขึ้นไปทั้งหมด 12 พรรค

สำนักข่าวอิศรา รายงานว่า เป็นครั้งแรกที่ นายอนันต์ เปิดเผยตัวเป็นผู้บริจาคเงินให้พรรคการเมือง

ขณะที่ในการชุมนุมประท้วงต่อต้านเผด็จการของกลุ่มแนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ (นปช.) ก่อนการยึดอำนาจเพียงไม่กี่วัน ได้ปรากฏภาพของนายอนันต์ ไปปรากฏตัวในที่ประชุมบริเวณถนนอุทยาน (อักษะ) ซึ่งเมื่อมีสื่อมวลชนจับภาพได้และนำมารายงานข่าว นายอนันต์ ได้ชี้แจงเหตุผลว่า ก่อนหน้านี้เขาไปดูการชุมนุมของ กปปส.ด้วย เนื่องจากอยู่หน้าบ้าน ส่วนที่ถนนอักษะนั้น อยู่หน้าโครงการอสังหาริมทรัพย์ของเขา