"พีระศักดิ์" ย้อนวัน ส.ว.ถก "นิวัฒน์ธำรง" ระบุ "รัฐบาลก็ยอมรับว่าไม่มีอำนาจเต็ม!"
หลายฝ่ายให้ความสนใจทิศทางการเมืองหลังการยึดอำนาจของคณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) เมื่อวันที่ 22 พ.ค.ที่ผ่านมา โดยจับตาไปที่บทบาทของ "วุฒิสภา" ซึ่งเป็นองค์กรผู้ใช้อำนาจนิติบัญญัติที่เหลืออยู่ ไม่ได้ถูกยุบเลิกไปด้วยคำสั่งของ คสช.
มีการคาดการณ์กันว่า คสช.อาจใช้วุฒิสภาซึ่งมีทั้ง ส.ว.สายสรรหากับเลือกตั้งผสมกัน เป็นสภาสำหรับตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ เพื่อให้มีความยึดโยงกับประชาชน
ความเป็นไปได้มีแค่ไหน เป็นประเด็นที่น่าสนใจ...
อย่างไรก็ดี ช่วงหลังการยึดอำนาจแล้ว คสช.สั่งห้ามการขอสัมภาษณ์หรือนำเสนอข่าวที่อาจกระทบกับ คสช.และการรักษาความสงบเรียบร้อยในบ้านเมือง จึงไม่ค่อยมีการสัมภาษณ์แหล่งข่าวปรากฏในหน้าสื่อมากนัก
"กรุงเทพธุรกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์ นายพีระศักดิ์ พอจิต ว่าที่รองประธานวุฒิสภา ตั้งแต่ช่วงก่อนการยึดอำนาจ ซึ่งเขามีบทบาทสูงในกลุ่ม ส.ว.เลือกตั้ง และมีส่วนในการผลักดันประเด็น "นายกฯคนกลาง" แม้ปัจจุบันสถานการณ์บ้านเมืองจะเปลี่ยนไปแล้ว แต่แนวคิดแนวทางเกี่ยวกับนายกฯคนกลาง น่าจะพออธิบายความเป็นไปได้ของการทำหน้าที่ฝ่ายนิติบัญญัติในการตั้งนายกรัฐมนตรีใหม่ภายหลังการรัฐประหาร
พีระศักดิ์ เริ่มต้นด้วยการย้ำว่า วุฒิสภาเป็นองค์กรตามรัฐธรรมนูญที่ชอบธรรม ถูกต้องตามกฎหมาย และยึดโยงกับประชาชนทุกจังหวัดทั่วประเทศ บทบาทของวุฒิสภามีเป้าหมายสุดท้ายเหมือนกับองค์กรอื่นๆ รวมทั้งกองทัพ คือ ประโยชน์สูงสุดเพื่อบ้านเมือง
ส่วนที่มีความเห็นของผู้ประกอบการภาคธุรกิจต่างๆ ที่อยากให้มี "นายกรัฐมนตรีอำนาจเต็ม" ก่อนถึงเดือน มิ.ย. เพราะหากปล่อยให้ช้านานจะยิ่งก่อความเสียหายให้กับเศรษฐกิจนั้น พีระศักดิ์ กล่าวในตอนนั้นว่า "ผมว่าทัน ถ้าทำได้ ถ้าทำไม่ได้ก็มอบหมายให้องค์กรอื่นทำต่อ ใจจริงเราก็อยากทำให้จบเร็วๆ แต่การจะได้ชื่อนายกฯคนกลางต้องมีกระบวนการนอกเหนือจากกระบวนการของวุฒิสภาอีก"
ต่อข้อถามว่าชื่อที่เสนอจากวุฒิสภาอาจจะมีบางภาคส่วนหรือบางพรรคการเมือง ตลอดจนกลุ่มประชาชนบางกลุ่มไม่พอใจ จะทำอย่างไร พีระศักดิ์ กล่าวว่า ส.ว. ที่เสนอชื่อคงเป็นการเสนอในฐานะบุคคล ไม่ได้เสนอชื่อในฐานะวุฒิสภา แต่ ส.ว.ควรรับชื่อจากองค์กรอื่น ไม่ควรเสนอชื่อนายกฯเอง เพราะอาจกลายว่า สิ่งที่ทำมาทั้งหมดเพื่อจะเสนอชื่อนายกรัฐมนตรีคนที่เราชอบ
"ผมและสมาชิกส่วนใหญ่เห็นว่า เราจะเป็นเพียงแค่คนกลาง ส่วนชื่อนายกรัฐมนตรีเราจะไม่แตะ"
อีกประเด็นหนึ่งที่น่าสนใจไม่แพ้กัน คือ พีระศักดิ์ เป็นตัวแทนของ นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย ว่าที่ประธานวุฒิสภา ไปพบปะหารือกับ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี เมื่อวันที่ 19 พ.ค. อะไรเกิดขึ้นบ้างในวงพูดคุยวันนั้น หลายคนยังคงสงสัยใคร่รู้ เพราะเชื่อว่าเป็นหนึ่งในหลายๆ เหตุผลที่ทำให้ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) ตัดสินใจประกาศกฎอัยการศึก
"ท่านสุรชัยมอบหมายให้ผมไปแทน บรรยากาศการพูดคุยก็ดี เริ่มต้นทางรัฐบาลก็ยอมรับว่ารัฐบาลไม่ได้มีอำนาจเต็มในการบริหารราชการแผ่นดิน ซึ่งก็ตรงกับที่ ส.ว.ได้สรุปกัน แต่กระบวนการสรรหานายกรัฐมนตรีที่มีอำนาจเต็มมีความเห็นแตกต่างกัน"
"รัฐบาลมองว่าต้องมีการเลือกตั้งเพื่อให้ได้นายกรัฐมนตรีเข้ามาบริหารราชการแผ่นดินในภาวะปกติ ฉะนั้นจึงควรช่วยให้การเลือกตั้งสำเร็จ แล้วจะปฏิรูปอย่างไร ส.ว.ก็เข้าไปช่วยในการปฏิรูปได้ รัฐบาลยินดี แต่แนวทางที่ขอให้รัฐบาลลาออก รัฐบาลคงทำไม่ได้ สรุปคือรัฐบาลเห็นด้วยที่จะต้องหานายกรัฐมนตรีอำนาจเต็ม แต่วิธีการไม่ตรงกัน"
ส่วน "นายกรัฐมนตรีคนกลาง" ที่ ส.ว.หลายคนเสนอ ควรอยู่ในตำแหน่งยาวนานขนาดไหนนั้น พีระศักดิ์ บอกว่า เบื้องต้นต้องมีการตกลงกันก่อน เพราะเราต้องยอมรับข้อเท็จจริงว่า นายกรัฐมนตรีคนกลางคือผู้คลี่คลายปัญหาเฉพาะหน้า ไม่ได้มาจากการเลือกตั้ง แต่สุดท้ายต้องคืนอำนาจให้กับกระบวนการเลือกตั้ง ซึ่ง ส.ว.ก็เห็นตรงกันกับรัฐบาลว่า หากจัดการเลือกตั้งได้ เราก็ยินดีที่จะยุติบทบาท แต่เรามีข้อสรุปว่าขณะนี้ยังจัดการเลือกตั้งไม่ได้ ก็ต้องมีกระบวนการที่เราออกมาเป็นตัวแทนหาทางออกประเทศ
และแน่นอนว่านายกรัฐมนตรีคนกลางไม่ควรอยู่ในตำแหน่งนาน!





