มติ "กฤษฎีกา" 68ต่อ7ฟันธง เลือกประธานวุฒิฯไม่ขัดกฏหมาย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า เมื่อวานนี้ (22 พ.ค.) เวลา 13.30 น. ที่ห้องประชุมปรีดี พนมยงค์ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ได้มีประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ โดยมีนายปลั่ง มีจุล อดีตเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ในฐานะประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 3 ซึ่งเป็นผู้มีอาวุโสสูงสุด ทำหน้าที่เป็นประธานการประชุม เพื่อพิจารณาประเด็นข้อกฎหมายกรณีที่นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรีและรมว.พาณิชย์ ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี ให้คณะกรรมการกฤษฎีกาให้ความเห็นประเด็นข้อกฎหมาย
กรณีที่ประชุมวุฒิสภาเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 เมื่อวันที่ 9 พ.ค.ที่ผ่านมา ชอบด้วยพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2557 หรือไม่ ทั้งนี้มีรายงานว่านางนรรัตน์ พิมเสน เลขาธิการวุฒิสภา เข้าชี้แจงประเด็นเกี่ยวกับการประชุมของวุฒิสภาด้วย
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า การประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ ประกอบด้วยคณะกรรมการ 12 คณะ จำนวน 108 คน ซึ่งมีตัวแทนแต่ละคณะตอบรับเข้าร่วมประชุมในครั้งนี้ ประมาณ 80 คน โดยตัวแทนแต่ละคณะที่เดินทางเข้าร่วมประชุม อาทิ นายมีชัย ฤชุพันธุ์ ประธานคณะกรรมกฤษฎีกา คณะที่ 1 นายวิษณุ เครืองาม ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 2 นายสรรเสริญ ไกรจิตติ ประธานคณะกฤษฎีกาชุดที่ 7 นายสวัสดิ์ โชติพานิช ประธานคณะกรรมการกฤษฎีกา คณะที่ 10
นายนรนิติ เศรษฐบุตร อดีตประธานสภาร่างรัฐธรรมนูญ คุณหญิงทิพาวดี เมฆสวรรค์ นายธงทอง จันทรางศุ ปลัดประจำสำนักนายกรัฐมนตรี นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี (ครม.) เป็นต้น นายปรีชา วัชราภัย อดีตเลขาธิการข้าราชการพลเรือน (ก.พ.) นายปัญญา ถนอมรอด อดีตประธานศาลฎีกา เป็นต้น โดยไม่อนุญาตให้สื่อมวลชนรับฟัง
ต่อมา นายดิสทัต โหตระกิตย์ รองเลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา แถลงผลการประชุมใหญ่คณะกรรมการกฤษฎีกา ต่อประเด็นการเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 แทนตำแหน่งที่ว่าง ที่ได้ดำเนินการไปเมื่อวันที่ 9 พ.ค. 2557 ว่า เป็นการดำเนินการที่ชอบด้วยพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญแห่งรัฐสภา พ.ศ. 2557 หรือไม่ เนื่องจากมาตรา 3 แห่งพระราชกฤษฎีกาเรียกประชุมสมัยวิสามัญฯ ได้บัญญัติให้วุฒิสภาดำเนินการประชุม เพื่อพิจารณาให้บุคคลดำรงตำแหน่ง 2 ตำแหน่ง คือ กรรมการผู้ทรงคุณวุฒิในคณะกรรมการตุลาการศาลปกครอง และ กรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)
โดยที่ประชุมได้เชิญผู้แทนหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ สำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา สำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ สำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี มาร่วมชี้แจง โดยในส่วนของผู้แทนสำนักงานเลขาธิการวุฒิสภา ได้ตอบข้อซักถามเยอะที่สุด ถึงข้อเท็จจริงในการดำเนินงานข้อกฎหมายและระเบียบอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง
จากนั้นที่ประชุมที่มีผู้เข้าร่วมทั้งหมด 84 คน ได้ลงความเห็นว่าการดำเนินการของวุฒิสภาต่อเรื่องดังกล่าว เป็นไปโดยชอบเพราะถือเป็นกิจการภายในของวุฒิสภา จำนวน 68 เสียง และเห็นว่าทำไม่ได้ จำนวน 9 เสียงและมีกรรมการที่งดออกเสียง 7 เสียง ส่วนการดำเนินการต่อไปนั้น ทางสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกาจะได้ทำความเห็นส่งไปยังสำนักเลขาธิการนายกรัฐมนตรี (สลค.) อย่างช้าภายในต้นสัปดาห์หน้า
นายดิสทัต กล่าวต่อว่า ในประเด็นของอำนาจการทูลเกล้าฯ รายชื่อ ประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 โดยนายนิวัฒน์ธำรงนั้นที่ประชุมไม่ได้มีการหารือ แต่ด้วยกระบวนการคาดว่าต้องเป็นตามที่กฎหมายกำหนด อย่างไรก็ตาม ต่อเรื่องการปฏิบัติตามความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกานั้น ที่ผ่านมามีมติคณะรัฐมนตรีได้กำหนดแนวปฏิบัติไว้อยู่แล้ว
"ที่ประชุมมีการถกเถียงในแบบวิชาการ ว่า พ.ร.ฎ.เรียกประชุมสมัยวิสามัญที่เป็นกฎหมายของฝ่ายบริหาร มีผลเป็นบทบังคับ หรือ จำกัดอำนาจของ ส.ว. หรือไม่ และได้นำบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญมาตรา 132 พิจารณาประกอบ ว่ามีปัญหาหรือไม่ " นายดิสทัต กล่าว
ผู้สื่อข่าวถามว่า ความเห็นของที่ประชุมใหญ่กฤษฎีกาจะถือเป็นบรรทัดฐานให้วุฒิสภาดำเนินการเรื่องใดๆ ในที่ประชุมได้หรือไม่ นายดิสทัต กล่าวว่า ต้องพิจารณาข้อเท็จจริง ว่าอยู่ในขอบเขตข้อเท็จจริง หรือความต่างอย่างไร และต้องพิจารณาเป็นเรื่องๆ ส่วนกรณีที่วุฒิสภาจะมีอำนาจตั้งนายกฯ โดยอาศัยบทบัญญัติรัฐธรรมนูญมาตรา 132(2) ที่ประชุมใหญ่กรรมการกฤษฎีกาไม่ได้พิจารณา และส่วนตัวไม่มีความเห็นต่อเรื่องนี้
"สุรชัย"ลั่นวุฒิฯไม่มีอำนาจตั้งนายกฯ
เมื่อเวลา 18.45 น. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ฐานะปฏิบัติหน้าที่ประธานวุฒิสภา กล่าวว่า วุฒิสภาคงต้องยุติการนำเสนอโรดแมพทางออกจากวิกฤติความขัดแย้งของบ้านเมือง ภายหลังจากที่ คณะรักษาความสงบแห่งชาติ (คสช.) ทำการรัฐประหารการปกครอง อย่างไรก็ตาม ตนเสียดายการทำงานตลอดสองสัปดาห์ที่ผ่านมา ทั้งนี้เชื่อว่าหากย้อนเวลาได้ นักการเมืองที่ไม่ให้ความร่วมมือต่อการหาแนวทางออกจากวิกฤติของวุฒิสภา น่าจะตัดสินใจใหม่ และเข้ามาให้ความร่วมมือกับวุฒิสภา ส่วนการทำงานของ คสช. หรือคณะทำงานที่จะแต่งตั้งต่อประเด็นการปฏิรูป หรือการแก้ไขปัญหาความขัดแย้งนั้น ตนไม่ขอให้ความเห็น ต้องขอดูการทำงานก่อน
นายสุรชัย ยังกล่าวถึงกรณีที่การประชุมกรรมการกฤษฎีกาชุดใหญ่ระบุให้การเลือกประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ชอบด้วยข้อปฏิบัตินั้น ยอมรับว่าดีใจได้เพียงไม่กี่นาที เพราะทราบผลประชุมคณะกรรมการกฤษฎีกาก่อนที่ พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผบ.ทบ. ในฐานะ ผอ.กอ.รส. จะเข้ายึดอำนาจ
ผู้สื่อข่าวถามว่านาทีนี้ใครจะเป็นผู้แต่งตั้ง นายกฯ นายสุรชัย กล่าวว่าต้องให้ทาง คสช. เพราะถือว่าเป็นองค์รัฏฐาธิปัตย์ ส่วนวุฒิสภาไม่ถือว่ามีหน้าที่





