มูลนิธิพฤษภาประชาธรรม-คกก.ญาติวีรชนพฤษภา 35 จัดงานรำลึก 22 ปี สดุดีวีรชนพฤษภา 35 วอนทุกฝ่ายใช้เป็นบทเรียน-หยุดใช้ความรุนแรงซ้ำรอย
ที่สวนสันติพร อนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ถ.ราชดำเนิน คณะกรรมการจัดงาน 22 ปีพฤษภาประชาธรรม มูลนิธิพฤษภาประชาธรรม คณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กรุงเทพมหานคร(กทม.) พร้อมญาติวีรชน ร่วมจัดงานรำลึก 22 ปี พฤษภาประชาธรรม เพื่อรำลึกถึงเหตุการณ์พฤษภาทมิฬ 2535 โดยในช่วงเช้าตั้งแต่เวลา 08.00 น. - 09.00 น. มีการวางพวงมาลา เพื่อสดุดีวีรชนเดือนพฤษภา 2535 จากนั้นเวลา 09.00 น. - 09.30 น. มีการบรรเลงดนตรีเพลงพฤษภาประชาธรรม พร้อมบทกวี 22 ปีพฤษภา
นายปรีชา เตียสุวรรณ์ ประธานคณะกรรมการจัดงาน กล่าวต้อนรับผู้เข้าร่วมงาน และรายงานการจัดงาน ว่า เหตุการณ์พฤษภาคมปี 35 เป็นเหตุการณ์ 1 ใน 3 ที่เป็นเหตุการณ์เปลี่ยนแปลงความเป็นประชาธิปไตย ซึ่งมีผู้เสียสละเพื่อให้ประเทศเข้าสู่ถนนของประชาธิปไตย และเข้าสู่ระบอบประชาธิปไตยที่สมบูรณ์แบบที่สุด
นายโคทม อารียา ประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 รายงานความคืบหน้าอนุสรณ์สถานพฤษภาประชาธรรม ว่า ขณะนี้มีการออกแบบเรียบร้อยแล้ว มีการวางเสาเข็มที่ฐานราก โดยสิ่งที่กำลังสร้างจะเป็นอนุสาวรีย์สูง 10 เมตร ด้านบนสุดมีรูปนกเพื่อแสดงถึงสันติภาพ มุ่งมั่นว่าจะสร้างเพื่อเป็นสัญลักษณ์เพื่อญาติวีรชน โดยหวังว่ากทม.จะออกใบอนุญาติการก่อสร้างให้พวกเราโดยเร็ว และหวังว่าจะให้กทม.ช่วยปรับภูมิทัศน์บริเวณนี้เพื่อให้เป็นพื้นที่สาธารณะ ซึ่งเป็นแรงดลใจของพวกเราที่จะทำเรื่องนี้ให้สำเร็จ
ด้านนายอดุลย์ เขียวบริบูรณ์ ประธานคณะกรรมการญาติวีรชนพฤษภา 35 กล่าวว่า 22 ปีมานี้ ตนขอขอบคุณที่สังคมเมตตาพวกเรามาตลอด โดยสิ่งที่คณะกรรมการประธานมูลนิธิพฤษภาประชาธรรม ได้ทำมาตั้งแต่ปี 2546 ยังมีความยากลำบาก เพื่อก่อสร้างสิ่งนี้เพื่อเป็นเครื่องเตือนใจว่าสังคมไทยเคยใช้ความรุนแรงจนสูญเสียเลือดเนื้อ และพัฒนามาถึงขีดที่จะเปลี่ยนแปลงสังคมได้ โดยวันนี้ก็ยังเห็นเพื่อนพ้องน้องพี่ และบุคคลสำคัญของประเทศไม่ขาดหายไปจากปัญหาความคิดแตกต่างของสังคมในขณะนี้ โดยเฉพาะแกนนำจากเหตุการณปี 2535 ยังมีตำแหน่งสำคัญๆ ทั้งนปช. และกปปส. ในขณะนี้
"การรำลึกในวันนี้จะมีบทเรียนว่าหากมีสิ่งใดนำไปสู่ความรุนแรง ให้มองบทเรียนจากการจัดงานว่า ความรุนแรงจากการสูญเสียไม่ได้เป็นผลดีกับใคร ญาติต้องสูญเสีย ส่วนฝ่ายพล.อ.สุจินดา (คราประยูร อดีตนายกรัฐมนตรี และอดีตผู้บัญชาการกองทัพบก) ก็เห็นว่าสังคมยังลงโทษ ทำให้ทุกฝ่ายเป็นเหยื่อความรุนแรงทั้งนั้น จึงขอให้ทุกฝ่ายมองเหตุการณ์พฤษภาคม 2535 เป็นตัวอย่าง เพื่อให้ช่วยหาทางออกโดยไม่ใช้ความรุนแรงต่อกัน" นายอดุลย์ กล่าว
นางผุสดี ตามไท รองผู้ว่าฯกทม. ได้วางพวงมาลา พร้อมกล่าวสดุดีญาติวีรชน ว่า ขอสดุดีกับวีรชน และขอแสดงความเสียใจต่อการสูญเสียเมื่อ 22 ปีที่แล้วที่ประเมินค่าไม่ได้ สังคมไทยต้องนำเป็นบทเรียน แต่วันนี้ก็ยังมีผู้เสียชีวิตไปแล้ว 25 คน บาดเจ็บอีกจำนวนมาก ดังนั้นสังคมไทยอาจต้องมีวิธีการอะไร เพื่อให้สังคมเข้มแข็งกว่านี้ เพื่อไม่มีใครสูญเสียเพิ่ม แต่วันนี้ยังลำบากใจเพราะในความพยายามยังไม่ประสบความสำเร็จ
"วันนี้ไม่ว่ากลุ่มใครจากไหนที่จะแสดงความคิดเห็น กทม.ต้องดูแลผู้มาชุมนุมที่มาแสดงสิทธิการแสดงความเห็น รวมถึงต้องดูแลประชาชนที่ได้รับผลกระทบต่อการชุมนัม ซึ่งกทม.ยืนยันจะดูแลโดยไม่เลือกปฏิบัติ จะขอดูแลประชาชนที่ดีที่สุดไม่ว่าจะเป็นกลุ่มไหน" นางผุสดี กล่าว
ด้านนายองอาจ คล้ามไพบูลย์ อดีตส.ส.พรรคประชาธิปัตย์ ได้วางพวงมาลา พร้อมกล่าวสดุดีญาติวีรชน ว่า หวังว่าทุกปีจะไม่มีความสูญเสียเหมือนปี 2535 แต่ประชาชนที่ต้องการเปลี่ยนแปลงบ้านเมืองยังเกิดขึ้นอยู่ เมื่อปี 2535 ไม่มีใครอยากเสียชีวิต แต่มีคนกลุ่มหนึ่งมาทำร้ายประชาชน การสูญเสียจึงเกิดขึ้น จึงหวังว่าจากนี้จะไม่มีความสูญเสียเกิดขึ้นอีก ทั้งนี้ ไม่ว่าเวลาจะผ่านไปอีกกี่ปี คนรุ่นหลังจะจดสิ่งเหล่านี้ขอให้ความดีงามอยู่ในใจของเราตลอดไป
ขณะที่น.ส.สุภิญญา กลางณรงค์ กรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ(กสทช.) ได้วางพวงมาลา พร้อมกล่าวสดุดีญาติวีรชน ว่า เรายังไม่เคยลืมเหตุการณ์เมื่อ 22 ปีที่แล้ว แม้ว่าการเมืองไทยก็ยังเสี่ยงกับการปะทะ เพราะการต่อสู้วันนี้ยังมีดาวคนละดวง เพื่อจะต่อสู้ในสิ่งที่ตัวเองอยากเห็น แต่ไม่มีใครอยากเห็นความรุนแรง และการสูญเสีย จึงหวังว่าทางออกจะเกิดขึ้นได้ ซึ่งกสทช. ก็เกิดขึ้นจากเหตุการณ์ปี 2535 จนถึงขณะนี้สื่อสารมวลชนมีบทบาทต่อประชาธิปไตย และความขัดแย้ง วันนี้ยังเห็นบทบาทของสื่อใช้เสรีภาพอย่างเต็ม แต่ยังมีบางสื่อก็ถูกรัฐครอบคลุม
"จึงอยากขอร้องสื่อมวลชนทุกแขนง ทั้งสื่อกระแสหลัก และสื่อเรียกข้างให้คิดว่าจะเสนอความจริงให้ประชาชน พร้อมให้ทางออกกับสังคมไม่ให้มีทางเลือกบอด จึงหวังว่าการเมืองไทยจะเปลี่ยนแปลงอีกครั้งโดยปราศจากความรุนแรง" น.ส.สุภิญญา กล่าว
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนจากวุฒิสภา ผู้แทนจากมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ผู้แทนมูลนิธิ 14 ตุลา ผู้เเทนองค์กรประชาธิปไตยและแรงงาน ผู้แทนคณะกรรมการสมานฉันท์แรงงานไทย ผู้แทนภาคธุรกิจเอกชน ผู้เเทนเครือข่ายธุรกิจเพื่อสังคมและสิ่งแวดล้อม ผู้เเทนสหภาพแรงงานรัฐวิสาหกิจการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ร่วมวางมาลา พร้อมกล่าวสดุดีวีรชน แต่ไม่พบว่ามีตัวแทนจากรัฐบาลเข้ามาร่วมงานดังกล่าวแต่อย่างใด
นายปรีชา เป็นประธานจุดธูปเทียนบูชาพระรัตนตรัย พร้อมเจริญพุทธมนต์ และถวายภัตตาหารเพล ขณะเดียวกันมีการบรรเลง ดนตรีพฤษภาประชาธรรม ก่อนจะเสร็จสิ้นกำหนดการจัดงานภาคเช้าในเวลา 11.45 น.
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า สำหรับกำหนดการภาคบ่ายตั้งแต่เวลา 13.00 น. จะมีการจัดเสวนา หัวข้อ “บทเรียนประชาธิปไตยในต่างประเทศ ทางออกจากความขัดแย้งและความรุนแรงทางการเมือง” ที่ห้องประชุมจิตติ ติงศภัทริย์ คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ท่าพระจันทร์ โดยมีศ.วิทิต มันตาภรณ์ ศาสตราภิชานประจำคณะนิติศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย United Nations Special Rapporteur และที่ปรึกษาของสหประชาชาติหลายองค์กร นายสมชาย หอมลออ ประธานองค์การ Amnesty International Thailand และนายสุณัย ผาสุก ที่ปรึกษา Human Rights Watch ประจำประเทศไทย เป็นคณะผู้บรรยาย





