"วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์" เชื่อปฏิวัติประชาชนไม่มีจริง ระบุอย่าอย่าตีความ ก.ม.ให้ถึงทางตัน
ปัญหาการเมืองไทยขณะนี้ เป็นปัญหาเกี่ยวกับการตีความกฎหมายและรัฐธรรมนูญเสียกว่าครึ่งค่อน สถานการณ์ที่ฝ่ายหนึ่งบอกว่า "ติดล็อค" หรือ "สุญญากาศ" แล้ว ในขณะที่อีกฝ่ายกลับอ้างว่ายังไม่เห็นอะไรที่เป็นปัญหา แท้ที่จริงเป็นผลมาจากการตีความกฎหมายทั้งสิ้น
"ผู้ตีความกฎหมาย" ที่ถือว่ามีหน้าที่โดยตรง และเป็นหลักของบ้านเมือง ก็คือ ศาลรัฐธรรมนูญ แม้ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญอาจไม่ได้เก่งกฎหมายที่สุดในแผ่นดิน แต่กฎหมายเขียนว่าคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญถือเป็นที่สุดและผูกพันทุกองค์กร ฉะนั้นเรื่องการตีความกฎหมาย จะไม่ฟังคนที่เคยทำหน้าที่ตุลาการศาลรัฐธรรมนูญคงไม่ได้
และตุลาการคนสำคัญที่เคยเป็นทั้งตุลาการและประธานศาลรัฐธรรมนูญ ก็คือ วสันต์ สร้อยพิสุทธิ์ แม้วันนี้หัวโขนที่ศาลรัฐธรรมนูญของเขาจะเป็นอดีตไปแล้ว ทว่าความเห็นของเขา ทุกฝ่ายยังต้องเงี่ยหูฟังเสมอ
เมื่อวาน วสันต์ ไปบรรยายพิเศษในหัวข้อ "รัฐธรรมนูญ : ผลกระทบทุกภาคส่วน?" ที่โรงแรมตวันนา ถนนสุรวงศ์ จัดโดยสโมสรโรตารี บางรัก เนื้อหาการบรรยายหลายตอนนับว่าน่าสนใจและเป็นประโยชน์กับสถานการณ์บ้านเมืองในปัจจุบันอย่างยิ่ง
วสันต์ กล่าวตอนหนึ่งว่า รัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ เป็นเครื่องมือที่ใช้ในการปกครอง ไม่ว่าจะปกครองด้วยระบอบอะไรก็ตาม ถ้าไม่มีกฎหมาย ผู้มีอำนาจก็จะใช้อำนาจตามอำเภอใจ ตัดสินว่าสมควรจะทำอย่างไรกับประเทศ ส่วนการตีความกฎหมายต้องไม่ตีความตามอำเภอใจ
"กฎหมายเขียนอย่างเดียวกัน แต่ตีความกันคนละแบบ พอศาลตัดสิน ฝ่ายไม่พอใจบอกตัดสินผิด ฝ่ายพอใจบอกถูกแล้ว ในที่สุดก็เกิดข้อพิพาทกันระหว่างองค์กร"
วสันต์ บอกต่อว่า ศาลรัฐธรรมนูญเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นเพื่อวินิจฉัยชี้ขาดข้อพิพาทเกี่ยวกับรัฐธรรมนูญ และตรวจสอบนักการเมือง แต่ในการทำงานพบว่าการตรวจสอบนักการเมืองดูจะเป็นปัญหามากกว่า เพราะนักการเมืองมีกองเชียร์เยอะ คิดว่าพวกฉันต้องชนะ ศาลถึงจะยุติธรรม ถ้าแพ้เมื่อไรศาลไม่ยุติธรรม
"เราแค่อย่าทำผิดรัฐธรรมนูญ อย่าทำผิดกฎหมาย ผมเคยพูดตั้งแต่มารับตำแหน่งตุลาการศาลรัฐธรรมนูญใหม่ๆ ว่าผมไม่ได้อยากพบหน้านักการเมือง อย่าทำผิดหรืออย่าทำคาบลูกคาบดอกว่าจะผิดหรือไม่ ถ้าไม่ทำผิดกฎหมาย ไม่ต้องขึ้นศาลแล้วไม่ต้องพบกัน ผมก็ไม่ได้อยากเจอหน้านักการเมืองไม่ว่าจะเป็นค่ายไหน"
"เมื่อชนะเลือกตั้ง นักการเมืองมักมีความรู้สึกว่าประเทศนี้เป็นของฉัน จะทำอะไรก็ได้ ทั้งที่จริงๆ แล้วเมื่อชนะเลือกตั้งเท่ากับได้รับเสียงสนับสนุนจากประชาชนให้มาบริหารประเทศตามรัฐธรรมนูญ ไม่ใช่ให้มาบริหารตามอำเภอใจ ใครมาขวางก็หงุดหงิด เมื่อทำผิดก็อ้างว่าทำถูก ศาลรัฐธรรมนูญเป็นแค่ปลายน้ำ ส่วนต้นน้ำ กลางน้ำ ไม่โดนต่อว่า มาโทษปลายน้ำอย่างเดียว" เขากล่าว
วสันต์ บอกอีกว่า เมื่อก่อนรัฐบาลอยากฉีกรัฐธรรมนูญปี 50 ทิ้ง บอกเป็นผลไม้พิษ แต่ตอนนี้เห็นกอดรัฐธรรมนูญแน่น รักษารัฐธรรมนูญเฉพาะในส่วนที่เป็นประโยชน์ทั้งนั้น ตอนนี้ก็นั่งเถียงกันจะปฏิรูปก่อนหรือหลังเลือกตั้ง
"บ้านเมืองเรามีปัญหาเรื่องคอร์รัปชัน สมมติว่าเราจะให้นักการเมืองมาปฏิรูปประเทศ มีข้อเสนอว่ากฎหมายอาญาเรื่องคอร์รัปชัน ให้ระบุว่าถ้าผู้กระทำผิดเป็นผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง ต้องระวางโทษประหารชีวิตสถานเดียว ผมถามว่านักการเมืองจะแก้กฎหมายนี้ไหม ถึงอย่างไรก็ไม่แก้ เพราะเพียรแต่จะโกงกันทั้งนั้น ผมมองไม่เห็นว่านักการเมืองขั้วไหนจะบริสุทธิ์ สะอาด"
วสันต์ ยังแสดงความเห็นถึงบทบาทของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ที่ถูกวิจารณ์จากบางฝ่ายเรื่องไม่จัดการเลือกตั้่งว่า กกต.เป็นเจ้าพนักงานที่มีหน้าที่จัดการเลือกตั้ง การเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 ก.พ.2557 มีปัญหาถูกขวางไม่ให้เข้าไปสมัคร กกต.มีหน้าที่นั่งรอในที่สมัคร และเป็นเรื่องของผู้สมัครที่ต้องเข้ามาเอง ถ้าเข้าไม่ได้ก็เป็นหน้าที่ของตำรวจที่จะรับผิดชอบ
"กกต.ไม่มีอำนาจไปไล่คนขัดขวาง สั่งตำรวจไม่ได้ ทำได้แค่ขอความร่วมมือ แต่รัฐบาลสั่งตำรวจได้ ดังนั้นการที่ผู้สมัครเข้าไปยังที่รับสมัครไม่ได้จึงไม่ใช่ความผิดของ กกต. แต่เป็นความผิดของรัฐบาลที่ไม่สามารถเคลียรพื้นที่ได้ ดังนั้นไม่ต้องถามว่าเงินจัดการเลือกตั้ง 3,800 ล้านบาทใครต้องรับผิดชอบ"
กับสถานการณ์การเมืองในภาพรวม วสันต์ บอกว่า คงฟันธงไม่ได้ว่าปัญหาที่เกิดขึ้นตอนนี้จะจบอย่างไร แต่อยากบอกว่าไม่ว่าจะเป็นกฎหมายอะไรมีหลักการแปลอยู่อย่างเดียว คือ การแปลกฎหมายต้องแปลให้บังคับใช้ได้ ไม่ใช่แปลกฎหมายให้มีแต่ทางตัน ต้องแปรให้เกิดผลบังคับในทางปฏิบัติให้บ้านเมืองเดินหน้าได้
ถ้าพบกันครึ่งทางได้ก็ดี ถ้าพบกันไม่ได้ก็เลือกเอาทางที่ดีทีสุดก็พอรับได้ ก็ขึ้นอยู่กับว่าใครจะมีความคิดอย่างไร
ทุกคนหวังดีต่อบ้านเมืองทั้งนั้น ขออย่าให้ความหวังดีนั้นแอบซ่อนไว้ด้วยความเห็นแก่ตัว อย่าใช้การเลือกตั้งเป็นการแสดงว่าเป็นประชาธิปไตยอย่างเดียว เพราะผู้นำเผด็จการหลายคนก็มาจากการเลือกตั้ง
เมื่อถามว่า นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรี สามารถทูลเกล้าฯ หรือรับสนองพระบรมราชโองการกฎหมายใดๆ ได้หรือไม่นั้น วสันต์ ตอบว่า การปฏิบัติหน้าที่แทนตำแหน่งที่รักษาการอยู่ โดยทั่วไปมีพระราชบัญญัติระเบียบบริหารราชการแผ่นดิน พ.ศ.2534 ระบุรับรองไว้ว่ารองนายกรัฐมนตรีที่ปฏิบัติหน้าที่นายกฯ ทำอะไรได้บ้าง ส่วนตัวเห็นว่าน่าจะมีอำนาจได้ระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้มีอำนาจทุกอย่าง เช่น เวลานี้รัฐบาลอยากออกพระราชกำหนด คงทำไม่ได้ แต่ถ้างานปกติเห็นว่าน่าจะทำได้
"การทูลเกล้าฯ ร่างพระราชกฤษฎีกาแก้ไขเพิ่มเติมกำหนดวันเลือกตั้งใหม่ฯ น่าจะทำได้ เพราะขณะนี้อยู่ระหว่างยุบสภา รอให้มีการเลือกตั้งใหม่ แต่ใครจะตีความว่าไม่ได้ก็แล้วแต่ ในทำนองเดียวกันเมื่อตีความแบบนี้ การที่วุฒิสภามีมติเลือกประธานวุฒิสภา และรองประธานวุฒิสภา ก็เป็นหน้าที่ที่รัฐบาลต้องทูลเกล้าฯ เช่นเดียวกัน เพราะเป็นงานปกติ"
เมื่อถามอีกว่า ข้อเสนอของสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) บางกลุ่มที่ต้องการให้แต่งตั้งนายกฯคนกลาง ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 7 สามารถทำได้หรือไม่ วสันต์ บอกว่า เป็นเรื่องทางความคิด แต่จะได้หรือไม่คงไม่ทราบ เพราะเป็นเรื่องใหญ่ และยังไม่เคยปรากฎมาก่อนในประเทศไทย ถ้าทำไปแล้วจะเกิดอะไรขึ้นก็ไม่ทราบ
ส่วนที่ กปปส.บอกจะจัดการเองถ้าแต่งตั้งนายกฯไม่ได้ มีกฎหมายอะไรรองรับหรือไม่ วสันต์ บอกว่า น่าจะไม่มี และยังมองไม่เห็นว่าการปฏิวัติโดยประชาชน ถ้าไม่มีอาวุธแล้วใครจะกลัว ดังนั้นคนที่จะยึดอำนาจได้มีหน่วยงานเดียว การปฏิวัติโดยประชาชนจึงเป็นไปไม่ได้ ออกคำสั่งอะไรก็ไม่มีใครปฏิบัติตาม เหมือนเล่นละคร ไม่สามารถเป็นจริงเป็นจังได้





