สภาทนายความ ออกแถลงหนุน วุฒิสภา ทำหน้าที่ตาม รธน.มาตรา132(2) แต่งตั้งตำแหน่งนายกฯใหม่
ภายหลังจากที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และรักษาการรัฐมนตรีบางส่วน ถูกวินิจฉัยให้สิ้นสภาพไปโดยศาลรัฐธรรมนูญ ซึ่งขณะนี้คงมีเพียง ครม.รักษาการที่มีนายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล ปฏิบัติหน้าที่แทนนายกรัฐมนตรีรักษาการนั้น เมื่อวันที่ 12 พ.ค.57 ที่ผ่านมา นายเดชอุดม ไกรฤทธิ์ นายกสภาทนายความ ได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 10/2557 เรื่องความชอบด้วยรัฐธรรมนูญกรณีประธานวุฒิสภาหรือรองประธานวุฒิสภาทำหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา ในการกราบบังคมทูลให้ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ภายใต้สถานการณ์ที่ราชอาณาจักรไทยไม่มีนายกรัฐมนตรีและสภาผู้แทนราษฎร ระบุว่า
ตามที่สภาทนายความได้ออกแถลงการณ์ฉบับที่ 9/2557 เผยแพร่ความเห็นทางกฎหมายให้แก่ประชาชนเป็นการทั่วไป เมื่อวันที่ 9 พ.ค.57 นั้น เนื่องจากสถานการณ์ที่เกิดจากปัญหาของการหมดอำนาจการบริหารของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง คือรักษาการนายกรัฐมนตรีและรักษาการรัฐมนตรีทั้งคณะ ที่ต้องยุติอำนาจหน้าที่ของตนตามคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญไปแล้ว
กับกรณีที่สภาผู้แทนราษฎรโดยอดีตนายกรัฐมนตรี มีพระราชกฤษฎีกายุบสภาไปแล้วเมื่อวันที่ 9 ธ.ค.56 จึงปรากฏความจริงแน่นอน ว่าการใช้อำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ ของสภาผู้แทนราษฎรได้ยุติลงแล้วโดยสิ้นเชิง วุฒิสภาจึงมีหน้าที่อย่างสำคัญในการสร้างสมดุลย์ของอำนาจนิติบัญญัติ กับอำนาจบริหารที่จะต้องปฏิบัติหน้าที่ตามรัฐธรรมนูญ ฯ เพื่อให้เกิดความมั่นคงของชาติอย่างต่อเนื่องตลอดไป
โดยอำนาจหน้าที่ของวุฒิสภา ได้ถูกกำหนดไว้ชัดเจน ในรัฐธรรมนูญ ฯ ปี 2550 ม. 132 (2) ซึ่งประธานวุฒิสภาหรือรองประธานวุฒิสภาผู้ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่พิจารณาผู้มาดำรงตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญได้ ซึ่งทั้งตำแหน่งนายกรัฐมนตรี และตำแหน่งอื่น ก็เป็นตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ ดังนั้นเพื่อปฏิบัติให้เป็นไปตามระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข จึงชอบที่จะนำมาตรา 7 ของรัฐธรรมนูญมาวินิจฉัยกรณีนี้ได้ เพราะทางนิติศาสตร์นั้น การใช้รัฐธรรมนูญและกฎหมายต้องให้มีผลบังคับ ตามหลักนิติธรรมและหลักเกณฑ์สากล เหตุผลดังกล่าวข้างต้นแล้ว จึงไม่มีกรณีใดที่จะให้ประเทศชาติตกอยู่ในสภาวะไร้ฝ่ายบริหาร และสภาผู้แทนราษฎร ดังนั้นประธานวุฒิสภา หรือรองประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา จึงต้องปฏิบัติดังนี้
1.ขณะที่ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร และไม่มีนายกรัฐมนตรี ประธานวุฒิสภา หรือ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ซึ่งมีหน้าที่ ตาม ม. 132 (2) ประกอบกับ ม. 7 ของรัฐธรรมนูญ ต้องกราบบังคมทูล ฯ ขอพระราชทาน แต่งตั้งนายกรัฐมนตรี ตามประเพณีการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือการแต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี และสภาผู้แทนราษฎร
2. รองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 ซึ่งทำหน้าที่ประธานวุฒิสภา ตามข้อ 11 ของข้อบังคับการประชุมวุฒิสภา พ.ศ. 2551 ต้องรีบหารือประธานองคมนตรี เพื่อขอให้แต่งตั้ง นายกรัฐมนตรี และขอพระราชทานให้เป็นผู้รับสนองพระบรมราชโองการ ประกาศพระราชกฤษฎีกาเพื่อคัดสรรและแต่งตั้งสภานิติบัญญัติแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่แทน สภาผู้แทนราษฎร ในช่วงระยะเวลาเปลี่ยนถ่ายอำนาจบริหาร และอำนาจนิติบัญญัติ ก่อนจะมีการเลือกตั้ง
3. สถาบันพระมหากษัตริย์นั้น อยู่เหนือความขัดแย้งทางการเมืองตลอดเวลา เพราะกลไกของการแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี และสภานิติบัญญัติแห่งชาติ ที่จะเป็นไปตามบทบัญญัติรัฐธรรมนูญ และประเพณีการปกครอง ตาม ม. 7 ซึ่งสถาบันพระมหากษัตริย์ไม่ได้มีส่วนร่วม และไม่ได้ทรงเข้ามาวินิจฉัยในข้อเท็จจริงหรือข้อกฎหมายใด แต่เป็นหน้าที่ของประธานวุฒิสภา หรือรองประธานวุฒิสภา ในขณะนี้ที่ต้องกระทำเพื่อเติมเต็มสุญญากาศของการไม่มีนายกรัฐมนตรี และสภาผู้แทนราษฎร ประกอบกับภารกิจที่ต้องสร้างความมั่นคงของชาติ และความเชื่อมั่นในทางเศรษฐกิจ การเงิน การคลัง และการลงทุนของภาคธุรกิจทั้งประเทศ รวมทั้งการขจัดการทุจริตคอร์รัปชั่นรวมถึงการได้มาซึ่งสภาผู้แทนราษฎร และนายกรัฐมนตรี ตามรัฐธรรมนูญ ฯ ในโอกาสต่อไปให้สอดคล้อง กับวิธีการเลือกตั้ง การได้มาซึ่ง ส.ส. และรัฐบาล ตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยในโอกาสต่อไปให้สอดคล้องกับวิธีการเลือกตั้ง การได้มาซึ่งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรและรัฐบาลในระบบรัฐสภาที่สมบูรณ์ สอดคล้องกับมาตรฐานของนานาอารยประเทศ ป้องกันระบบการซื้อเสียงและดำเนินการปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวกับการเลือกตั้งเพื่อให้การเลือกตั้งเป็นไปโดยความโปร่งใสและเป็นธรรมอย่างสมบูรณ์





