วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

วุฒิฯถกแก้วิกฤติชาติ

วุฒิฯเปิดสภาให้"สุเทพ"แจง ส.ว.ล่าชื่อดันทูลเกล้าฯนายกฯใหม่-เปิดเวทีให้คู่ขัดแย้งเจรจา

วุฒิสภา ถกนอกรอบ แก้วิกฤติชาติเสียงแตก บางส่วนเสนอแนะจัดให้คู่ขัดแย้งตั้งวงเจรจาทำความเข้าใจยุติความขัดแย้ง ขณะที่บางส่วนเล็งทำหนังสือยื่น "สุรชัย" ให้นำชื่อว่าที่ นายกฯ มาตรา 7 ทูลเกล้าฯ "ไพบูลย์" รับเป็นแกนนำล่าชื่อ ผลักดัน "สุเทพ" นำมวลชนล้อมสภา ก่อนได้ไฟเขียวเข้าชี้แจง

การประชุมวุฒิสภานอกรอบเพื่อหาทางออกให้ประเทศ สมาชิกวุฒิสภาหลายคนต่างเสนอแนะแนวทางออกในการแก้ไขวิกฤติ โดยบางส่วนเสนอให้จัดเวทีให้คู่ขัดแย้งได้มาเจรจาทำความเข้าใจและยุติความขัดแย้งในประเทศ ขณะที่บางส่วนเสนอให้นำรายชื่อว่าที่นายกรัฐมนตรี ขึ้นทูลเกล้าฯ ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า มีการประชุมสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) นอกรอบเพื่อแก้วิกฤติชาติ บ่ายวานนี้ (12 พ.ค.) มีนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ในฐานะผู้ปฏิบัติหน้าที่แทนประธานวุฒิสภา ทำหน้าที่ประธานการประชุม

ส.ว.หลายคนได้สลับกันขึ้นแสดงความเห็น โดยส่วนใหญ่ได้เสนอแนะแนวทางแก้ไขปัญหา แบ่งเป็น 3 แนวทาง คือ 1.เปิดเวทีรัฐสภาให้คู่ขัดแย้งทางการเมืองเจรจาร่วมกัน เพื่อสื่อสารไปยังประชาชนทุกกลุ่ม

2.วุฒิสภาเป็นตัวแทนสภาผู้แทนราษฎรนำชื่อบุคคลที่เหมาะสมทูลเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นนายกรัฐมนตรี ตามช่องทางของรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 และ 3.ให้วุฒิสภาเป็นองค์กรกลางในการประสานไปยังหน่วยงาน องค์กรต่างๆ รวมถึงคู่ขัดแย้งทางการเมืองในการทำความเข้าใจและยุติความขัดแย้งในประเทศ

พล.ร.อ.สุรศักดิ์ ศรีอรุณ ส.ว.สรรหา เสนอแนะว่า วุฒิฯ ต้องเป็นคนกลางเชิญคู่ขัดแย้งทุกฝ่ายเข้ามาเจรจาอีกครั้ง โดยการเจรจารอบใหม่จะใช้เวทีห้องประชุมรัฐสภา ทั้งนี้เพื่อให้เป็นการสื่อสารไปยังประชาชนทั้งประเทศ แทนการสื่อสารไปยังมวลชนของฝ่ายที่สนับสนุนเท่านั้น

ขณะที่ นพ.เจตน์ ศิรธรานนท์ ส.ว.สรรหา เสนอแนะว่า ปัญหาการเมืองต้องแก้ด้วยการเมือง ดังนั้นตนขอเรียกร้องให้นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกรัฐมนตรี ผู้ปฏิบัติหน้าที่นายกรัฐมนตรี นำรายชื่อบุคคลที่ได้รับเลือกเป็นประธานวุฒิสภาและรองประธานวุฒิสภา คนที่ 2 ขึ้นทูลเกล้าฯ แต่งตั้ง เพื่อให้กระบวนการเดินไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

"ตวง-ไพบูลย์"เสนอตั้งนายกฯคนกลาง

ส่วน นายตวง อันทะไชย ส.ว.สรรหา เสนอแนะทางออกปัญหาบ้านเมืองว่า วุฒิสภาต้องประสานไปยังหน่วยงานที่ยังคงเหลืออยู่ รวมถึงคู่ขัดแย้งทางการเมือง และเมื่อทุกฝ่ายเห็นร่วมกันและยอมรับว่าสถานการณ์การเมืองปัจจุบันมีความวิกฤติและไม่สามารถหาทางออกได้ ส่วนรัฐบาลรักษาการปัจจุบันไม่สามารถมีอำนาจในการแก้ไขความวิกฤติของบ้านเมืองตามกฎหมายที่กำหนด แล้วให้หารือเพื่อกำหนดให้บุคคลเข้ามาเป็นนายกฯหรือรัฐบาลชั่วคราว จากนั้นให้วุฒิสภาเป็นเครื่องมือเพื่อเดินไปตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ

"สถานการณ์ที่เป็นอยู่ ฝ่ายต้องการเลือกตั้งก็เลือกตั้งไม่ได้ ส่วนฝ่ายที่ต้องการให้ปฏิรูปก็ไม่สามารถเดินหน้าได้ ทั้งนี้สิ่งที่เกิดขึ้นไม่ได้ระบุไว้ในรัฐธรรมนูญ การจะใช้รัฐธรรมนูญ มาตรา 7 จะทำได้หรือไม่ วุฒิสภาไม่ได้ตัดสิน แต่คู่ขัดแย้งต้องยอมรับว่าเป็นวิกฤต ถึงจะเดินไปสู่กระบวนการและเป็นไปตามแก้ไขรัฐธรรมนูญ” นายตวง กล่าว

ด้าน นายไพบูลย์ นิติตะวัน ส.ว.สรรหา เสนอแนะว่า วุฒิสภาไม่ใช่องค์กรวิเศษที่จะไปตัดสินความขัดแย้งภายนอกให้ยุติได้โดยเร็วได้ อย่างไรก็ตาม ต้องยอมรับว่ารัฐบาลขณะนี้ไม่สมประกอบและไม่สามารถบริหารเพื่อแก้ปัญหาได้ ดังนั้นขณะนี้มีประชาชนเรียกร้องให้ประธานวุฒิสภาดำเนินการแทนสภาผู้แทนราษฎร ในการนำเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเป็นนายกรัฐมนตรี

ทั้งนี้ตนจะเป็นผู้ทำหนังสือถึงว่าที่ประธานวุฒิสภาให้พิจารณาดำเนินการเสนอชื่อบุคคลที่เหมาะสมเพื่อแก้วิกฤติ กรณีที่ไม่มีนายกฯ บริหารประเทศ ทั้งนี้เพื่อร่วมรับผิดชอบทางกฎหมาย หลังจากที่ทราบว่าการดำเนินการดังกล่าวมีความเสี่ยงต่อการถูกฟ้องร้องและกล่าวหาในทางกฎหมายได้

"คำนูณ" ชี้ตั้งนายกฯ มาตรา 7 เร็วเกินไป

ขณะที่ นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา เสนอแนะว่า การแก้ไขวิกฤติทางการเมืองต้องใช้ความรอบคอบอย่างยิ่ง ทั้งนี้ตนมองว่าแนวโน้มการแก้ปัญหาจะมี 2 ทาง คือ 1.การเลือกตั้งใหม่ แต่มีปัญหาว่ารักษาการนายกฯ จะมีอำนาจลงนามสนองพระบรมราชโองการ พ.ร.ฎ.เลือกตั้งได้หรือไม่ ทั้งนี้ต้องรอความชัดเจนการหารือระหว่างคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และ นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล รองนายกฯ รักษาการนายกฯ ก่อน และ 2.การเสนอนายกรัฐมนตรีคนใหม่ ที่จะครบกำหนดในวันที่ 6 มิ.ย. เชื่อว่าระหว่างนี้ยังมีประเด็นที่พิจารณาถึงทางออก โดยประเด็นที่วุฒิสภาจะเสนอตั้งนายกรัฐมนตรีตอนนี้ถือว่าเร็วไป และไม่เชื่อว่าการใช้ช่องทางรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ไม่สามารถยุติในวุฒิสภา

ส่วน นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา เสนอแนะให้วุฒิสภาเป็นผู้เดินสายประสานไปยังหน่วยงานและองค์กรต่างๆ

ส.ว.อนุญาตให้"สุเทพ"เข้าชี้แจงนอกรอบ

จากนั้น เวลา 17.45 น. นายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย รองประธานวุฒิสภา คนที่ 1 ว่าที่ประธานวุฒิสภา ได้แจ้งต่อที่ประชุมว่า ได้รับจดหมายจากนายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส. ซึ่งนำมวลชนมาปิดล้อมรัฐสภา จะขอเข้ามาชี้แจงต่อที่ประชุม ส.ว. จึงอยากทราบความเห็นจากสมาชิกว่ามีความเห็นอย่างไร

ปรากฏว่า นายสมชาย แสวงการ ส.ว.สรรหา แกนนำกลุ่ม 40 ส.ว. เห็นด้วยให้นายสุเทพเข้ามาชี้แจงในห้องประชุม เนื่องจาก ส.ว.ต้องรับฟังความคิดเห็นจากทุกฝ่ายอยู่แล้ว รวมถึง นายอภิชาติ ดำดี ส.ว.กระบี่ นายทวี ภูมิสิงหราช ส.ว.พัทลุง นายสุนทร วัฒนาพร ส.ว.สมุทรสาคร ต่างเห็นด้วยที่จะให้นายสุเทพมาชี้แจงต่อที่ประชุม โดยให้เหตุผลว่า ไม่ต้องเสียเวลาไปพบนายสุเทพอีก

นายคำนูณ สิทธิสมาน ส.ว.สรรหา กล่าวว่า หากที่ประชุมให้นายสุเทพเข้าชี้แจงต้องพิจารณาให้กลุ่มการเมืองฝ่ายอื่นๆ ได้สิทธิการเข้าชี้แจงด้วยเช่นกัน

ขณะที่ นายสุรชัย กล่าวว่า เมื่อที่ประชุมส่วนใหญ่เห็นด้วยก็จะอนุญาตให้นายสุเทพ มาชี้แจง จากนั้นสั่งพักการประชุม 15 นาที

ขณะที่ เมื่อเวลา 18.43 น. นายสุเทพ และคณะได้เข้าไปยังภายในอาคารรัฐสภา เพื่อพบหารือกับนายสุรชัย

"บิ๊กป.ป.ช."พร้อมร่วมถกหาทางออก

ด้าน นายปานเทพ กล้าณรงค์ราญ ประธานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) กล่าวถึงกรณีที่ กปปส. เสนอให้ประธานศาลปกครอง ประธานศาลรัฐธรรมนูญ และประธานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ร่วมกันเสนอนายกรัฐมนตรีคนกลาง ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 7 ว่า เรื่องนี้ไม่เกี่ยวกับป.ป.ช. แต่ถ้าทุกภาคส่วนมามีส่วนร่วมช่วยกันหาทางออกให้ประเทศก็จะดี อย่างไรก็ตาม วุฒิสภาได้มีการประชุมหารือกันคาดว่าจะได้ข้อสรุปเร็วๆ นี้

ผู้สื่อข่าวถามว่า หากวุฒิสภาเชิญให้เข้าร่วมหารือเพื่อช่วยหาทางออกให้กับประเทศจะยินดีหรือไม่ นายปานเทพ กล่าวว่า ส่วนตัวตนก็ยินดี แต่หากมีการเชิญมา ทางป.ป.ช.จะต้องนำเรื่องเข้าสู่ที่ประชุม ป.ป.ช.เพื่อลงมติว่าจะเข้าร่วมหารือหรือไม่ ตนเห็นว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกัน เพื่อให้ประเทศชาติเดินต่อไป

"อภิสิทธิ์"แนะครม.ลาออกยกก๊วนเสียชาติ

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ ให้สัมภาษณ์ผ่านสถานีโทรทัศน์บลูสกายแชนแนล ถึงการแก้ปัญหาสถานการณ์ในประเทศ ว่า อยู่ที่นักการเมืองและพรรคการเมือง จะเอาประชาธิปไตยบังหน้า รักษาอำนาจตัวเอง หรือจะพยายามให้บ้านเมืองกลับไปเดินบนเส้นทางประชาธิปไตยที่ราบรื่นได้โดยเสียสละเพียงชั่วคราว

"วันนี้ถ้ารัฐมนตรีที่เหลืออยู่นี้ลาออกทั้งหมด ก็มีความจำเป็นที่จะต้องมาตกลงกันว่า ในสถานการณ์อย่างนี้รัฐธรรมนูญ ไม่ได้เขียนไว้นี้จะเดินอย่างไร ไม่จำเป็นต้องเอาตามแผนที่ผมเสนอก็ได้ แต่หลักใหญ่ๆ คือว่า มีคนกลางที่ทุกฝ่ายยอมรับเข้ามา เพื่อเริ่มต้นกระบวนการปฏิรูป ทำกระบวนการปฏิรูปให้มั่นคง แล้วก็ไปเลือกตั้ง ตอนนี้สถานการณ์ไม่ปกติ แต่เราก็พยายามทำเงื่อนไขให้มันเปิดทาง แล้วก็ตีความกฎหมายในทางที่ให้ปฏิบัติได้ และที่สำคัญคือถ้าเกิดจากความยินยอมพร้อมใจของทุกฝ่าย มันไม่มีอะไรขัดกับหลักรัฐธรรมนูญ และเราก็จะได้หยุดภาวะที่มาโต้เถียงกันแบบนี้"

ปชป.ชี้"สุรชัย"มีอำนาจทูลเกล้าฯนายกฯใหม่

นายวิรัตน์ กัลยาศิริ หัวหน้าทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ (ปชป.) กล่าวถึงผู้มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ตำแหน่งประธานวุฒิสภา และนายกรัฐมนตรีคนกลางว่า ทีมกฎหมายของพรรคเห็นว่าผู้ที่มีอำนาจในการทูลเกล้าฯ ชื่อนายสุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย เป็นประธานวุฒิสภา คือ เลขาธิการวุฒิสภา ที่ปฏิบัติหน้าที่เป็นผู้บริหารสูงสุดฝ่ายนิติบัญญัติอยู่ในขณะนี้ เนื่องจากตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 171 บัญญัติไว้ชัดว่า พระมหากษัตริย์ ทรงแต่งตั้งนายกรัฐมนตรี 1 คน และรัฐมนตรีอีกไม่เกิน 35 คน ขึ้นเป็นคณะรัฐมนตรี (ครม.)

ดังนั้น เมื่อขาด นายกรัฐมนตรี เท่ากับว่าไม่สามารถเป็น ครม.ได้ คือ ไม่มีอำนาจกราบบังคมทูล นายนิวัฒน์ธำรง บุญทรงไพศาล จึงเป็นเพียงผู้ทำหน้าที่นายกรัฐมนตรี ไม่ใช่รักษาการหรือปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯ เพราะวันที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร หมดไป ความเป็นครม.ก็ต้องหมดไปตั้งแต่นาทีนั้น นายนิวัฒน์ธำรง มีหน้าที่แค่ทำงานประจำเท่านั้น

นายวิรัตน์ กล่าวอีกว่า ส่วนผู้ที่มีอำนาจในการเสนอชื่อนายกฯ คนกลาง ทีมกฎหมายพรรคประชาธิปัตย์ เห็นว่าเมื่อครม.ไม่มีอำนาจตามมาตรา 171 แล้ว จะเหลือ 2 องค์กร คือฝ่ายนิติบัญญัติและฝ่ายตุลาการ จึงสมควรที่ประธานศาลฎีกาและประธานวุฒิสภา คือนายสุรชัย จะร่วมหารือกัน

ทั้งนี้ หากประธานศาลฎีกาเห็นว่าเป็นเรื่องของฝ่ายการเมือง นายสุรชัย ก็ควรเสนอให้มีการตั้งคณะกรรมการ ประกอบด้วย ประธานศาลรัฐธรรมนูญ ประธาน กกต. ผู้ว่าการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) ประธานศาลปกครองสูงสุด ร่วมกันหารือเพื่อเสนอชื่อนายกฯ คนกลาง เมื่อได้ชื่อนายกฯ แล้ว ผู้ที่จะมีอำนาจทูลเกล้าฯ คือ นายสุรชัย ในฐานะประธานวุฒิสภา เพื่อให้ นายกฯ คนกลางเดินหน้าปฏิรูปประเทศ

"แม้ว่าคนเสื้อแดงจะข่มขู่ว่าจะคัดค้านการดำเนินการตามมาตรา 7 แต่ดูจากกำลังของคนเสื้อแดงแล้ว เชื่อว่าไม่มีกำลังมาทำลายการขับเคลื่อนของมวลมหาประชาชนได้"