อันวาร์ อิบราฮิมพลาดโอกาสพบโอบามา ระหว่างเยือน4 ชาติเอเชีย ผิดหวังผู้นำสหรัฐจะไม่ได้รับข้อมูลที่รอบด้านเกี่ยวกับมาเลย์
จี้พญาอินทรีรักษาจุดยืนประชาธิปไตย อย่าเอาแต่หนุนรัฐบาลที่มีพฤติกรรมเผด็จการ เผยอดีตผู้นำโลกแนะอย่ากลับบ้านเกิด หวั่นโดนจับขังคุกอีกรอบ แต่เจ้าตัวประกาศก้าวข้ามความกลัวทุกอย่างแล้ว พร้อมฉะรัฐบาลนาจิบปกปิดข้อมูลเอ็มเอช 370
นายอันวาร์ อิบราฮิม ผู้นำพรรคร่วมฝ่ายค้านมาเลเซีย ให้สัมภาษณ์พิเศษ นายเทพชัย หย่อง บรรณาธิการเครือเนชั่น ณ ที่ทำการพรรคพีเคอาร์ ในรัฐสลังงอร์ ประเทศมาเลเซีย โดยระบุตอนหนึ่งว่า เพิ่งเดินทางกลับจากกรุงลอนดอน ประเทศอังกฤษได้ราว 2 สัปดาห์ โดยขณะปฏิบัติภารกิจที่ลอนดอนได้พบปะกับบุคคลสำคัญและอดีตผู้นำหลายชาติ เช่น นายอัลกอร์ ผู้สมัครชิงตำแหน่งประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกา เป็นต้น ทุกคนที่ได้พบแนะนำว่าไม่ควรเดินทางกลับกัวลาลัมเปอร์อีกแล้ว
ทั้งนี้ บุคคลสำคัญและอดีตผู้นำที่ได้พูดคุยกันหวั่นเกรงว่า หากตนเดินทางกลับมาเลเซียบ้านเกิด จะต้องติดคุกจากคดีการเมืองที่มีการกลั่นแกล้งกันอย่างแน่นอน เพราะเป็นที่ทราบกันดีว่าศาลมาเลเซียไม่ได้เป็นอิสระ ทุกคนจึงแนะนำให้ตนลี้ภัยอยู่ในต่างประเทศ แต่ตนก็ได้ยืนยันว่าจะเดินทางกลับมาเลเซีย เพราะมีภารกิจต่อสู้เพื่อสร้างความเปลี่ยนแปลงให้เกิดขึ้นให้ได้ แม้ที่ผ่านมาจะยังไม่ประสบความสำเร็จ แต่ก็ยืนยันจะต่อสู้ต่อไป ไม่ท้อถอย แม้ว่าประชาชนจำนวนไม่น้อยที่สนับสนุนตนจะยอมรับและเข้าใจได้หากตนตัดสินใจลี้ภัยอยู่ในต่างแดนก็ตาม
“ผมได้ก้าวข้ามความกลัวทุกอย่างแล้ว” นายอันวาร์ กล่าว
ต่อข้อถามถึงกรณีที่ประธานาธิบดีบารัก โอบามา ของสหรัฐอเมริกา ไม่มีกำหนดพบปะนายอันวาร์ตามแผนเดินทางเยือนมาเลเซียในช่วงสุดสัปดาห์นี้นั้น ผู้นำพรรคร่วมฝ่ายค้านมาเลเซีย กล่าวว่า ไม่ได้รู้สึกโกรธ แต่ผิดหวังที่ผู้นำสหรัฐจะไม่ได้รับฟังข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ในมาเลเซียที่รอบด้านเพียงพอ
ทั้งนี้ สหรัฐประกาศตัวเป็นประเทศมหาอำนาจในโลกประชาธิปไตย จึงควรมีจุดยืนเกี่ยวกับประชาธิปไตยที่มั่นคงและมีมาตรฐานเดียว ที่ผ่านมาสหรัฐแสดงท่าทีสนับสนุนรัฐบาลที่มีพฤติกรรมเผด็จการในหลายๆ ประเทศ แต่กลับเพิกเฉยเมื่อประชาชนในประเทศเหล่านั้นเรียกร้องประชาธิปไตยและเสรีภาพ
อย่างไรก็ดี มีข้อมูลจากทางการสหรัฐระบุว่า แผนการเดินทางเยือน 4 ประเทศในภูมิภาคเอเชียรอบนี้ของผู้นำสหรัฐ คือ ญี่ปุ่น เกาหลีใต้ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์นั้น ไม่มีกำหนดการพบปะกับผู้นำฝ่ายค้านคนใดเลย
“ผมเข้าใจบทบาทของสหรัฐอเมริกาเพราะที่ผ่านมาก็ให้การสนับสนุนความเคลื่อนไหวของภาคประชาสังคมในมาเลเซียที่ออกมาเรียกร้องประชาธิปไตย แต่ก็อยากตอกย้ำให้สหรัฐมีจุดยืนที่แน่วแน่ในเรื่องนี้ ขณะเดียวกันก็เชื่อว่ารัฐบาลของนายนาจิบ ราซัค พยายามกดดันไม่ให้ประธานาธิบดีโอบามาได้พบกับผม โดยใช้เรื่องข้อตกลงความเป็นหุ้นส่วนข้ามมหาสมุทรแปซิฟิก (ทีพีพี) เป็นเครื่องมือต่อรอง” นายอันวาร์กล่าว
ส่วนประเด็นเรื่องการสูญหายอย่างเป็นปริศนาของเครื่องบินสายการบินมาเลเซีย แอร์ไลน์ส เที่ยวบินที่เอ็มเอช 370 ระหว่างบินจากกัวลาลัมเปอร์ มุ่งหน้าไปสาธารณรัฐประชาชนจีน ตั้งแต่วันที่ 8 มี.ค. รวมเวลาเกือบ 50 วันแล้วนั้น นายอันวาร์ กล่าวหารัฐบาลนาจิบว่า ปกปิดข้อมูลทุกอย่าง แม้แต่บัญชีรายชื่อสินค้าที่ขนขึ้นไปบนเครื่องบินก็ยังไม่ยอมเปิดเผย ได้แต่บอกว่ามีการนำมังคุดขึ้นเครื่องไปด้วยถึง 4 ตัน ซึ่งถือเป็นเรื่องตลก เพราะช่วงนี้ไม่ใช่ฤดูของมังคุด และการนำผลไม้ล็อตใหญ่ขนาดนี้ขึ้นเครื่องก็ไม่ใช่เรื่องง่าย
“สิ่งที่เห็นได้ชัดคือ รัฐบาลนาจิบไม่ยอมบอกความจริงกับคนมาเลเซียและประชาคมโลก นายนาจิบไม่มีความโปร่งใสและปกปิดข้อมูลอย่างชัดแจ้ง แม้แต่วันที่นายนาจิบออกมาแถลงข่าวว่าเครื่องบินตกในมหาสมุทรอินเดียตอนใต้ ก็ไม่ยอมอยู่ตอบคำถาม แสดงให้เห็นว่าไม่กล้าเผชิญหน้ากับความจริง”
นายอันวาร์ ยังตั้งข้อสังเกตว่า ระบบเรดาร์อันทรงประสิทธิภาพซึ่งติดตั้งและใช้งานตั้งแต่สมัยที่เขาดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรี (ในรัฐบาล นายมหาธีร์ โมฮัมหมัด) น่าจะสามารถตรวจจับความเคลื่อนไหวของอากาศยานทุกประเภทที่บินผ่านน่านฟ้า และเที่ยวบินเอ็มเอช 370 ก็บินย้อนกลับมาผ่านมาเลเซียถึง 5 รัฐ ถ้าระบบเรดาร์ไม่สามารถให้ข้อมูลอะไรได้เลย ก็แสดงว่าระบบมีปัญหา หรือไม่ก็เป็นความพยายามปกปิดข้อมูล





