ประชุมสภากลาโหมหลายเรื่อง"ยิ่งลักษณ์-เหล่าทัพ"ถกนอกรอบ ลั่นพร้อมเสียสละเก้าอี้นายกฯ แต่คนนั่งแทนต้องมาตามกฎหมาย
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร รักษาการนายกรัฐมนตรี และรมว.กลาโหมเป็นประธานในการประชุมสภากลาโหมครั้งที่3/57 โดยมีพล.อ.ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รมช.กลาโหม พล.อ.นิพัทธ์ ทองเล็ก ปลัดกระทรวงกลาโหม พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก พล.ร.อ.ณรงค์ พิพัฒนาศัย ผู้บัญชาการทหารเรือ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศ และนายทหารรระดับสูงเข้าร่วมประชุมกันอย่างพร้อมเพียงขาดเพียงพล.อ.ธนะศักดิ์ ปฏิมาประกร ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ที่ติดภารกิจเดินทางไปต่างประเทศ โดยก่อนการประชุมประชุมสภากลาโหมทางน.ส.ยิ่งลักษณ์ ได้มีการหารือนอกรอบร่วมกับพล.อ.ยุทธศักดิ์ พล.อ.นิพัทธ์ และผบ.เหล่าทัพเป็นเวลา 30 นาที
พล.อ.นิพัทธ์ กล่าวถึงการหารือนอกรอบว่า นายกรัฐมนตรีมีความห่วงใยเกี่ยวกับระบบงบประมาณว่า ขณะนี้เป็นรัฐบาลรักษาการ และยังไม่มีสภา ซึ่งตามข่าวที่ปรากฏว่าจะมีการเลือกตั้งประมาณเดือนก.ค. นั้น นายกรัฐมนตรีจึงได้เชิญหน่วยงานเกี่ยวกับงบประมาณมาประชุมกัน เพราะหากมีการเลือกตั้งในเดือนก.ค. กว่าจะมีการจัดทำงบประมาณจะทำให้งบปี 58 หายไปประมาณ 6 เดือน ทางผบ.เหล่าทัพจึงเสนอว่า จะมีวิธีการใดที่จะแก้ปัญหานี้หรือไม่ เพราะงบประมาณด้านความมั่นคงเป็นเรื่องรอไมได้ โดยผบ.เหล่าทัพมีความเป็นห่วงว่า ระบบและกฎระเบียบที่มีอยู่ทำให้แทบใช้งบประมาณอะไรไม่ได้เลย โดยเฉพาะอย่างยิ่งเรื่องที่จะต้องมีการจัดหายุทโธปกรณ์ใหม่มาทดแทนจึงต้องมีการพูดคุยเพื่อหาทางออกว่า จะทำอย่างไร ทางนายกรัฐมนตรีจึงสั่งให้ตนเชิญผบ.เหล่าทัพ และสำนักงบประมาณ สำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา และอาจจะต้องนำเรื่องนี้ไปหารือกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) โดยจะดำเนินการให้เร็วที่สุด
พล.อ.นิพัทธ์ กล่าวว่า ในที่ประชุมมีการพูดถึงความรุนแรงในลักษณะที่มีการลอบทำร้าย ซึ่งทั้งหมดอยู่ในตัวบทกฎหมาย ซี่งเป็นหน้าที่ที่ต้องดำเนินการกันอยู่แล้ว และพูดถึงการลักลอบเข้าเมืองโดยผิดกฎหมายของคนสัญชาติหนึ่ง ซึ่งนายกรัฐมนตรี บอกว่า ต้องให้สภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.)เป็นหน่วยงานหลักเชิญมาประชุมพูดคุยในเรื่องนี้ ส่วนการป้องกันการลับลอบอาวุธสงคราม สิ่งผิดกฎหมายตามแนวชายแดนนั้น เป็นงานที่ทหารทำตามหน้าที่โดยไม่ต้องสั่งอยู่แล้ว ทั้งนี้ในที่ประชุมสภากลาโหมทางกระทรวงกลาโหมได้เสนอให้ที่ประชุมรับทราบถึงพ.ร.บ.ควบคุมอาวุธปี 2530 มาชี้แจงให้ทราบว่า ยุทธภัณฑ์ที่มีกฎหมายควบคุม เช่น เสื้อเกราะกันกระสุน หน้ากากป้องกันแก๊สพิษ กระสุนปืน ที่ถูกนำมาใช้เป็นการส่วนตัวในเหตุการณ์ต่างๆนั้น เป็นเรื่องที่มีกฎหมายควบคุมต้องได้รับอนุญาตจึงจะครอบครองได้ ส่วนการต่อพ.ร.บ.ความมั่นคงนั้น นายกรัฐมตรี ยังไม่ได้พูดถึงเรื่องนี้ สำหรับกรณีที่ศอ.รส.ยังไม่สามารถจ่ายเบี้ยเลี้ยงให้กับกำลังพลที่ปฏิบัติหน้าที่ดูแลรักษาความสงบเรียบร้อยในพื้นที่ได้นั้น ในที่ประชุม ไม่ได้พูดเรื่องนี้ แต่ทราบกันดีว่า ที่ผ่านมายังไม่มีใครได้รับอะไรกัน แต่ขณะนี้เรื่องได้ส่งไปยังกกต.แล้ว ซึ่งขณะนี้เจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารที่ออกมาปฏิบัติหน้าที่ยังไม่ได้เบี้ยเลี้ยงอะไรทั้งสิ้น เพราะจะต้องผ่านกกต.ก่อน
ด้านพล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ผู้บัญชาการทหารบก กล่าวว่า เรื่องมาตรการดูแลชายแดนและป้องกันการนำอาวุธสงครามเข้ามาสร้างสถานการณ์ เป็นเรื่องที่กองทัพปฏิบัติอยู่แล้ว ส่วนสถานการณ์ทางการเมืองเชื่อว่า รักษาการนายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม มีวุฒิภาวะในการหาทางออกให้กับประเทศ และหวังว่าแนวโน้มสถานการณ์ทางการเมืองน่าจะดีขึ้น ส่วนความเห็นต่อกรณีศูนย์อำนวยการรักษาความสงบ (ศอ.รส.) ออกแถลงการณ์เรียกร้องการทำหน้าที่ขององค์กรอิสระก่อนหน้านี้ ก็คงเป็นไปตามที่ พล.อ.อ.ประจิน จั่นตอง ผู้บัญชาการทหารอากาศออกมาให้สัมภาษณ์ไปแล้ว
รายงานข่าวแจ้งว่า ในการหารือนอกรอบระหว่างน.ส.ยิ่งลักษณ์ กับผบ.เหล่าทัพนั้น ทางผบ.เหล่าทัพได้บอกให้น.ส.ยิ่งลักษณ์ ทำใจให้สบาย และทำหน้าที่ของตนเองต่อไป ขณะที่น.ส.ยิ่งลักษณ์ ระบุกับผบ.เหล่าทัพว่า ไม่มีปัญหาและพร้อมเสียสละ หากจะต้องพ้นจากตำแหน่งหรือมีคำสั่งให้หยุดปฏิบัติหน้าที่ แต่นายกรัฐมนตรีที่จะขึ้นมาดำรงตำแหน่งแทนตนเอง จะต้องเป็นนายกฯที่มาตามกระบวนการทางกฎหมาย และตามขั้นตอน





