วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ชัยเกษม'ยันแนวทางม.7หากไร้ทางออก

"ชัยเกษม" ยืนยันแนวทางม.7 หากบ้านเมืองไร้ทางออก แจงไม่ได้เป็นการขอนายกฯ - บอกปชช. มีสิทธิ์ฟ้องกกต.ได้

นายชัยเกษม นิติสิริ ปฏิบัติหน้าที่รมว.ยุติธรรม ให้สัมภาษณ์ก่อนประชุมครม.ถึงกรณีที่วุฒิสภาขอให้รัฐบาลตราพระราชกฤษฎีกาเปิดประชุมวุฒิสภาสมัยวิสามัญ ในวันที่ 24 เม.ย.ว่า ขณะนี้อยู่ระหว่างการประสานงานของสำนักงานเลขาธิการคณะรัฐมนตรี(ครม.) กับสำนักเลขาธิการรัฐสภา ยังไม่ถึงขั้นตอนการเสนอเข้าสู่ที่ประชุมครม. เท่าที่ตนทราบอาจจะมีปัญหาอยู่หลายจุดที่ต้องหารือกัน

ผู้สื่อข่าวถามกรณีที่รัฐบาลรอคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญให้นายกรัฐมนตรีพ้นสภาพจากการโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี พ้นจากเลขาฯสมช. นายชัยเกษม กล่าวว่า รออย่างเดียวว่าศาลจะตัดสินเมื่อไหร่ ดังนั้นนายกฯและครม.จึงทำอะไรไม่ได้มากกว่านี้ แต่ยังทำงานอย่างเต็มที่ แม้ยังไม่มีอะไรที่ชัดเจนว่าอะไรจะเกิดขึ้น

เมื่อถามว่าได้หารือกับนายกฯถึงข้อเสนอขอพระบรมราชวินิจฉัย ตามมาตรา 7 หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยเกินกว่ารัฐธรรมนูญ หรือไม่ นายชัยเกษม กล่าวว่า ที่ผ่านมาเป็นความคิดเห็นส่วนตัวของตนเท่านั้น ยังไม่ได้พูดคุยกับนายกฯหรือครม.แต่อย่างใด

เมื่อถามย้ำว่าวันนี้ยังยืนยันข้อเสนอดังกล่าวหรือไม่ นายชัยเกษม กล่าวว่า "ยืน เพราะถ้าไม่มีทางออก หรือหากศาลรัฐธรรมนูญทำอะไรเกินกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ "

เมื่อถามว่าแต่รัฐบาลเคยระบุการดำเนินการตามมาตรา 7 ไม่สามารถทำได้ แล้วจะเป็นการกลืนน้ำลายตัวเองหรือไม่ นายชัยเกษม กล่าวว่า รัฐบาลเคยบอกว่า การขอนายกฯตามมาตรา 7 ทำไม่ได้เพราะวิธีการได้มาซึ่งนายกฯนั้น รัฐธรรมนูญได้กำหนดไว้เรียบร้อยแล้ว แต่มาตรา 7 ในความหมายของตนคือไม่มีการเขียนในรัฐธรรมนูญว่าหากศาลรัฐธรรมนูญเองผิดกติกาแล้วจะต้องส่งเรื่องไปที่ไหน ต้องขอให้มีพระบรมราชวินิจฉัย แต่ในความจริงแล้วไม่อ้างมาตรา 7 ก็ได้ ถ้ารัฐบาลเห็นว่าประชาชนเดือดร้อนแล้วไม่มีทางออกจริงๆก็ขอพึ่งพระบารมี ดังนั้นตอนนี้จะอ้างหรือไม่อ้างมาตรา 7 ก็ไม่ต่างกัน

ผู้สื่อข่าวถามว่าสามารถดำเนินการโดยมาตราอื่นใช่หรือไม่ รมว.ยุติธรรม กล่าวว่า ไม่มี ถ้ามีทางออกอื่นใครทราบก็ขอให้ช่วยแนะนำ เพราะตนอยากได้ทางออกเช่นกัน ตอนนี้เล่นการเมืองกันมากเกินไปจนบ้านเมืองเสียหายเกินขอบเขตก็อยู่ที่ว่าจะช่วยกันแก้ปัญหาอย่างไร ถ้าฝ่ายหนึ่งฝ่ายใดยอมถอยหรือทั้งสองฝ่ายคุยกันได้ คงทำให้บ้านเมืองเรียบร้อยขึ้น

นายชัยเกษม กล่าวว่า ตนเป็นห่วงวงการกฎหมายมาก เพราะมีการนำกฎหมายมาใช้ในทางไม่ปกติ เพราะกฎหมายจะเอียงซ้ายหรือขวาอยู่ที่คนใช้กฎหมายเองและอยู่ที่ความถูกต้องของการใช้กฎหมายนั้น ถ้าความถูกต้องมี 80 เปอร์เซ็นต์ก็รับได้เลย แต่ถ้า 50-60 เปอร์เซ็นต์ ก็กล้ำกลืนรับได้ แต่ถ้ามีแค่10-20 เปอร์เซ็นต์ แล้วบอกว่านั่นคือความถูกต้องก็รับไม่ได้ เมื่อเกิดความแตกต่างต้องให้สังคมและประชาชนช่วยกันออกความเห็น เพื่อให้ทุกฝ่ายรับฟัง และในเชิงลึกตนคิดว่านักกฎหมายทุกคนรู้อยู่แล้วว่าอะไรถูกหรือผิด อะไรควรทำหรือไม่ควรทำ แต่จะทำหรือไม่และทำเพื่ออะไรตามที่มีอยู่ในใจก็ห้ามใจกันไม่ได้ แต่ถ้าผลออกมาแล้วไม่ได้ก่อเกิดความเสียหายแก่บ้านเมืองก็ต้องคุยกัน

นายชัยเกษม กล่าวถึงกรณีที่กกต.เชิญพรรคการเมือง หาทางออกเรื่องการเลือกตั้ง ว่า อำนาจทั้งหมดเป็นของกกต.ทั้งหมด แต่กกต.จะต้องมุ่งมั่นทำการเลือกตั้งให้สำเร็จ เพราะถ้ากกต.ทำให้การเลือกตั้งช้าไปเท่าไหร่ก็ยิ่งทำให้การเลือกตั้งเสียหาย ในเมื่อ กกต.บอกว่าการเลือกตั้งเมื่อวันที่ 2 เม.ย.เป็นโมฆะ แล้วจะกำหนดเลือกตั้งภายในกี่วันก็ได้ ถ้า 90 วันไม่เรียบร้อย ก็ให้เป็นปีหน้าไปเลย

เมื่อถามกรณีที่ศอ.รส.ออกแถลงการณ์ ว่ากกต.ไม่มีความจริงใจในการจัดการเลือกตั้ง จะดำเนินการฟ้องร้องกกต.หรือไม่ นายชัยเกษม กล่าวว่า ศอ.รส.ไม่มีหน้าที่ดำเนินการฟ้องร้องใคร แต่ถ้าประชาชนหรือนักการเมืองเห็นว่ากกต.ดำเนินการไม่ถูกต้องก็ไปดำเนินการเอาได้ แต่ต้องดูให้ละเอียดเพราะโดยหลัก กกต.เป็นผู้มีอำนาจดำเนินการเลือกตั้งทั้งหมด ศอ.รส.เพียงแต่กระตุ้นว่ากกต.ควรทำหน้าที่ให้ดีที่สุดเท่านั้น ไม่ได้ก้าวก่าย ไม่ได้สั่งว่าจะต้องเลือกตั้งภายในวันใด

เมื่อถามย้ำว่าประชาชนสามารถเข้าชื่อหรือรวบตัวฟ้องร้องกกต.ได้หรือไม่ นายชัยเกษม กล่าวว่า "อันนี้ต้องเป็นดุลพินิจ ผมไปแนะนำไม่ได้ เดี๋ยวสื่อก็จะไปบอกว่าผมยุให้ประชาชนฟ้องกกต.อีก อย่าเลย แค่นี้ผมก็ช้ำพอแล้ว"