กกต. ถกหน่วยงานมั่นคง หาทางออกเลือกตั้งส.ส.ไม่คืบ ชี้ต้องรอสถานการณ์สงบ ยันไม่สามารถจัดเลือกตั้งได้ภายใน 45-60วันแน่
นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) แถลงภายหลังหน่วยงานด้านความมั่นคงเข้าหารือ เพื่อประเมินสถานการณ์ก่อนที่จะมีการจัดการเลือกตั้ง ส.ส. ครั้งใหม่ว่า ผู้เข้าร่วมประชุมในวันนี้ประกอบด้วย ปลัดกระทรวงมหาดไทย ตัวแทนปลัดกระทรวงกลาโหม และผู้แทนหน่วยงานด้านความมั่นคงรวมทั้งสิ้น 12หน่วยงาน ซึ่ง กกต. ได้อธิบายให้ตัวแทนหน่วยงานด้านความมั่นคงทราบว่าสาเหตุที่ทำให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญนั้นเนื่องจากสถานการณ์ความไม่สงบทางการเมืองทำให้มี 28 เขตเลือกตั้งไม่มีผู้สมัคร ทำให้การเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร ประชาชนมีความคิดเห็นต่างกันมาก มีการขัดขวางการเลือกตั้ง ทำให้ไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ โดยคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญได้ชี้ถึงความสำคัญของสถานการณ์ในขณะเลือกตั้งว่าหากสถานการณ์ไม่สงบการเลือกตั้งก็สำเร็จได้ยาก
นายภุชงค์ กล่าวต่อว่า ซึ่งกกต.ได้เสนอ 5 ประเด็นที่จะทำให้การเลือกตั้งสำเร็จต่อที่ประชุม โดย 1. ต้องมีการดำเนินการรับสมัครส.ส. ทั้งแบบบัญชีรายชื่อ และแบบแบ่งเขตให้ได้ทั้งหมด 2. ต้องดำเนินการให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งล่วงหน้าทั้งในและนอกเขตจังหวัดให้ครบทุกหน่วยเพราะหากมีปัญหาเพียงหน่วยเดียวก็จะส่งผลกระทบกับการเลือกตั้งทั้งหมด 3. ต้องจัดพิมพ์และส่งบัตรเลือกตั้งให้เรียบร้อยก่อนวันเลือกตั้ง 4. ต้องจัดเตรียมบุคลากรที่ใช้สำหรับการเลือกตั้งให้ครบ และมีชุดสำรองไว้ด้วย และ 5. กกต. ต้องเปิดให้มีการลงคะแนนเลือกตั้งที่หน่วยเลือกตั้งทุกหน่วย
นายภุชงค์ กล่าวต่อว่า ทั้ง 12 หน่วยงานเห็นตรงกันว่าต้องจัดการเลือกตั้งโดยเร็วแต่ต้องประเมินสถานการณ์เป็นสำคัญ จะให้เป็นเหมือนที่ผ่านมาไม่ได้อีก และจากการประเมินในที่ประชุมมีความเห็นตรงกันว่า สถานการณ์ใน 45-60 วันนี้ ยังไม่สามารถจัดการเลือกตั้งที่สงบขึ้นได้ ต้องมีการประเมินสถานการณ์กันแบบวันต่อวัน อีกทั้งที่ประชุมยังได้ข้อสรุปร่วมกัน 5 ข้อประกอบด้วย 1.ที่ประชุมเห็นตรงกันว่าการเลือกตั้งเป็นทางออกของประเทศ เพราะการที่รัฐบาลรักษาการเป็นเวลานานจะกระทบกับเศรษฐกิจและสังคม 2. กกต.และหน่วยงานความมั่นคงยืนยันว่ามีความพร้อมที่จะจัดการเลือกตั้งในสถานการณ์ปกติ ซึ่งหมายถึงสถานการณ์ที่คลี่คลายความขัดแย้งลงไปแล้ว 3. สถานการณ์ในปัจจุบันยังเป็นอุปสรรคที่จะจัดเลือกตั้งให้สำเร็จหากจะจัดเลือกตั้งใหม่เป็นหน้าที่ของทุกภาคส่วนที่ต้องร่วมกันแก้ไขปัญหา 4. ที่ประชุมยังไม่มีการกำหนดวันเลือกตั้งเพราะต้องรอฟังความเห็นจาก 73พรรคการเมืองในวันที่ 22 เม.ย. อีกทั้ง กกต. ขอเชิญชวนให้ ทุกภาคส่วน ทั้ง 7 องค์กรธุรกิจ สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย และสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย มาร่วมหารือเพื่อเอาแนวทางประกอบการตัดสินใจกำหนดวันเลือกตั้ง และ 5. ระหว่างการประเมินสถานการณ์ทางกกต.จะมีการแก้ไขกฎหมายและระเบียบต่างๆเพื่อแก้ไขปัญหาและอุปสรรคการเลือกตั้ง
เมื่อถามว่าที่ประชุมได้วางกรอบการเลือกตั้งไว้เมื่อใด นายภุชงค์ กล่าวว่า ในที่ประชุมยังไม่มีใครกล้าแสดงความคิดเห็นว่าสถานการณ์ความขัดแย้งที่เป็นอยู่จะสงบลงเมื่อใด รู้เพียงแต่ว่าสถานการณ์ขณะนี้ยังไม่เบาลงจึงยังไม่เหมาะสมที่จะจัดการเลือกตั้งใหม่ เพราะกลัวว่าเหตุการณ์จะซ้ำรอยเหมือนวันที่ 2 ก.พ.จนทำให้เสียงบประมาณ 3.8 พันล้านบาท ส่วนกรณีที่หากศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยให้ นายกรัฐมนตรีสิ้นสภาพไปและทำให้เกิดสุญญากาศและกระทบกับการเลือกตั้งหรือไม่นั้น นายภุชงค์กล่าวว่า เรื่องดังยังไม่เกิดขึ้นและไม่เกี่ยวข้องกับกกต. เพราะกกต. มีหน้าที่จัดการเลือกตั้งตามกฎหมาย





