วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

พท.ชนศาลรธน.คดี'ยิ่งลักษณ์'

"โภคิน"พท.แถลงวานนี้ ยันนายกฯพ้นตำแหน่งซ้ำสองไม่ได้ ฟัดตั้งนายกฯคนกลางไม่ได้ กกต.เผยผู้นำเหล่าทัพพร้อมร่วมถก 8 เม.ย.ประเมินเลือกตั้ง

"เพื่อไทย"ออกแถลงการณ์ชนศาล รธน.กรณีรับวินิจฉัยสถานภาพนายกฯ จากเหตุย้าย"ถวิล"มิชอบ เชื่อมีนัยการเมืองแอบแฝง หวังผลให้มีนายกฯ คนกลาง ดักคออย่าวินิจฉัยเปิดทางให้วุฒิสภาตั้งนายกฯ ใหม่ กกต.เผยคำร้องค้านเลือกส.ว.พุ่ง 25 กรณี ส่วนร้องค้าน"คุณหญิงจารุวรรณ"ส่งฝ่ายสืบสวนกกต.กทม.ดำเนินการ

แกนนำพรรคเพื่อไทย(พท.) พร้อมทีมกฎหมาย นำโดยนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย นายโภคิน พลกุล กรรมการยุทธศาสตร์พรรค นายภูมิธรรม เวชยชัย เลขาธิการพรรค นายชูศักดิ์ ศิรินิล ฝ่ายกฎหมายพรรค นายอุดมเดช รัตนเสถียร นายเรืองไกร ลีกิจวัฒนะ ที่ปรึกษาฝ่ายกฎหมาย ร่วมกันแถลงข่าวเมื่อวานนี้(4 เม.ย.)

โดยได้อ่านแถลงการณ์กรณีศาลรัฐธรรมนูญ รับวินิจฉัยสถานภาพของ นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กรณีแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เปลี่ยนศรี อดีตเลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ(สมช.) โดยมิชอบ

นายโภคิน กล่าวว่า พรรคเพื่อไทยเห็นว่าการยื่นคำร้องและการรับคำร้องไว้พิจารณาของศาลรัฐธรรมนูญมีนัยทางการเมืองแอบแฝง เพื่อหวังผลให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในการตั้งนายกฯคนนอก หรือนายกฯนอกรัฐธรรมนูญ ซึ่งพรรคเห็นว่าไม่อาจกระทำได้

จึงมีความเห็นต่อกรณีดังกล่าว ดังนี้ การที่นายกรัฐมนตรีใช้อำนาจแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิล เป็นการใช้อำนาจตามที่กฎหมายกำหนดไว้ในฐานะที่นายกรัฐมนตรีเป็นผู้บังคับบัญชา ไม่ใช่การก้าวก่ายแทรกแซงการแต่งตั้ง โดยที่ไม่มีอำนาจตามกฎหมาย ซึ่งจะถือว่าเป็นการขัดต่อรัฐธรรมนูญ

อำนาจการแต่งตั้งโยกย้ายนายถวิลนั้น ศาลปกครองสูงสุดมีคำพิพากษาไว้ชัดเจนว่าเป็นอำนาจหน้าที่ของนายกฯ ตามกฎหมาย เพียงแต่ศาลเห็นว่าการแต่งตั้งเป็นการใช้ดุลพินิจโดยไม่ชอบเท่านั้น ไม่ใช่การก้าวก่ายแทรกแซง ซึ่งตามคำร้อง นอกจากมีคำขอให้วินิจฉัยความเป็นนายกฯสิ้นสุดลงแล้ว ยังขอให้วินิจฉัยให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะสิ้นสุดลง และขอให้ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้แต่งตั้งนายกฯคนใหม่ตามมาตรา 172 และ 173 โดยอนุโลมด้วย

ซึ่งเห็นได้ว่าคำขอดังกล่าวเป็นคำขอที่นอกรัฐธรรมนูญ ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัย หากศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตามคำขอเท่ากับศาลรัฐธรรมนูญฉีกรัฐธรรมนูญและกระทำการขัดต่อรัฐธรรมนูญเสียเอง ไม่ต่างกับการใช้อำนาจตุลาการทำการรัฐประหาร

"โภคิน"ชี้ศาลสั่งนายกฯพ้นตำแหน่งซ้ำไม่ได้

นายโภคิน กล่าวว่า เมื่อนายกฯ และคณะรัฐมนตรีพ้นจากตำแหน่งตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 180 (2) เพราะเหตุมีการยุบสภาแล้ว เพียงแต่รัฐธรรมนูญมาตรา 181 กำหนดให้คณะรัฐมนตรีต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปเพื่อรอคณะรัฐมนตรีชุดใหม่เข้ารับหน้าที่เท่านั้น จึงไม่มีเหตุที่ศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯสิ้นสุดลงซ้ำอีกได้ เพราะผลคือการทำให้คณะรัฐมนตรีทั้งคณะพ้นจากตำแหน่ง ซึ่งปัจจุบันพ้นไปแล้วเนื่องจากการยุบสภา

ทั้งนี้เทียบกับกรณีที่มีการร้องให้วินิจฉัยความเป็น ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ สิ้นสุดลง ซึ่งศาลรัฐธรรมนูญให้จำหน่ายคดี โดยวินิจฉัยว่าความเป็น ส.ส.ของนายอภิสิทธิ์ สิ้นสุดลงแล้ว เพราะการยุบสภา

หากนายกฯพ้นตำแหน่ง-ครม.ยังอยู่

"แม้จะมีการวินิจฉัยให้ความเป็นรัฐมนตรีของนายกฯสิ้นสุดลง ย่อมไม่มีผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของรัฐมนตรีคนอื่น ๆ รองนายกรัฐมนตรีย่อมปฏิบัติหน้าที่แทนนายกฯต่อไปได้

ดังที่ศาลรัฐธรรมนูญได้มีคำวินิจฉัยไว้ในคำวินิจฉัยที่ 12-13/2551 กรณีของนายสมัคร สุนทรเวช อดีตนายกฯ ที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าแม้ความเป็นนายกฯ ของนายสมัคร จะสิ้นสุดลงเฉพาะตัว แต่รัฐมนตรีที่เหลือย่อมต้องปฏิบัติหน้าที่ต่อไปตามมาตรา 181”

ยันตั้งนายกฯคนกลางไม่ได้

นายโภคิน กล่าวด้วยว่า การจะนำมาตรา 172 และ 173 มาใช้เพื่อให้มีการแต่งตั้งนายกฯคนใหม่โดยอนุโลมในขณะนี้นั้น ไม่อาจทำได้ เพราะรัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ชัดเจนว่านายกฯต้องเป็น ส.ส.และมีกระบวนการแต่งตั้งได้ให้ความเห็นชอบโดยที่ประชุม ส.ส.ตามที่รัฐธรรมนูญบัญญัติไว้ การจะได้นายกฯคนใหม่ จึงต้องผ่านกระบวนการเลือกตั้งและมีสภาผู้แทนราษฎรแล้วเท่านั้น

"พรรคจึงเห็นว่าศาลรัฐธรรมนูญควรยึดมั่นในบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญและตัดสินให้เป็นไปด้วยความถูกต้องยุติธรรม ไม่ตัดสินเพื่อหวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทางการเมือง โดยวิถีทางนอกรัฐธรรมนูญ เพราะหากกระทำการไปโดยขัดต่อรัฐธรรมนูญและขัดต่อความรู้สึกของประชาชนแล้ว ประชาชนย่อมไม่อาจยอมรับได้”

ส่วนข้อเสนอให้ใช้อำนาจหานายกฯคนกลาง โดยใช้รัฐธรรมนูญมาตรา 3 เป็นไปได้หรือไม่ นายโภคิน กล่าวว่า การใช้มาตรา 3 เป็นการใช้อำนาจอธิปไตยผ่านรัฐสภา ศาล และฝ่ายนิติบัญญัติ กรณีนี้ต้องดูว่าจะใช้อำนาจอย่างไร รัฐธรรมนูญบอกไว้หมดว่าทำอย่างไร กรณีมาตรา 7 ไม่ได้เขียนเอาไว้ บัญญัติไว้เพียงใช้ในการอุดช่องว่าง ซึ่งอุดช่องว่างต้องเป็นไปตามระบอบประชาธิปไตย

"ถ้าเอาตามประเพณี เมื่อไม่มีรัฐสภาจะใช้อำนาจอย่างไร การตรากฎหมายหรือเลือกนายกฯ ต้องเป็นไปตามมาตราอื่นที่มีผลบังคับใช้ เมื่อไม่มีสภาฯก็ต้องทำให้มี คือ การเลือกตั้ง” นายโภคิน กล่าว

เมื่อถามว่าพรรคกำหนดแนวทางรองรับสถานการณ์อย่างไร นายโภคิน กล่าวว่า พรรคติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด เชื่อว่าสิ่งที่เกิดขึ้นเหมือนการรังแกหัวใจคนที่รักประชาธิปไตย ไม่มีครั้งใดที่รัฐบาลหรือพรรคจะไม่รับคำวินิจฉัยของศาล แม้จะวินิจฉัยแล้วเราไม่พอใจ แต่เราก็ยอม

"สุญญากาศถ้าเกิดจากธรรมชาติไม่เป็นไร ถ้าเกิดจากมนุษย์ทำให้เกิด สังคมมันไม่วิปริตกันไปกว่านี้หรือ" นายโภคิน

ดักคออย่าวินิจฉัยให้วุฒิสภาตั้งนายกฯ

ด้านนายชูศักดิ์ ศิรินิล คณะทำงานฝ่ายกฎหมายพรรคเพื่อไทย กล่าวว่า ตามรัฐธรรมนูญแล้วไม่มีช่องให้ยกเว้นการใช้รัฐธรรมนูญเพื่อให้วุฒิสภาดำเนินการตั้งนายกฯ ได้เลย หากจะทำจริงก็ต้องให้มีการเลือกตั้ง มีส.ส.เข้ามาทำหน้าที่แก้ไขรัฐธรรมนูญ

ทั้งนี้ ตนเข้าใจเจตนาในคำร้องเพื่อต้องการให้ศาลเขียนคำสั่งวิธีการให้ใช้กระบวนการวุฒิสภาในการตั้งนายกฯ ออกมาในคำวินิจฉัย ซึ่งที่จริงแล้วตามหลักกฎหมายก็ทำไม่ได้ ถ้าศาลทำอย่างนั้นจริงๆ ก็เท่ากับว่าบ้านเมืองนี้ไม่มีกฎหมาย ไม่มีรัฐธรรมนูญ ไม่มีประเทศไทย มีแต่ศาลเท่านั้น

"เหล่าทัพ"พร้อมถกกกต.ประเมินเลือกตั้ง

นายภุชงค์ นุตราวงศ์ เลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.) เปิดเผยว่า ขณะนี้กกต.ได้ส่งหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการไปยังผู้นำเหล่าทัพและหน่วยงานความมั่นคง เพื่อเข้าหารือประเมินสถานการณ์ก่อนจัดการเลือกตั้งส.ส. ในวันที่ 8 เม.ย.แล้ว โดยเบื้องต้นได้รับรายงานว่า ผู้บังคับบัญชาของแต่ละหน่วยงานได้รับทราบเรื่องดังกล่าวและยินดีที่จะเข้าร่วมหารือกับทางกกต. ด้วยตัวเอง หากไม่ติดภารกิจใด

ทั้งนี้กรอบในการหารือร่วมกัน กกต.จะรายงานถึงสถานการณ์ต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในการดำเนินการจัดการเลือกตั้งส.ส.เมื่อวันที่ 26 ม.ค.และวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ว่าเกิดเหตุขัดข้องอย่างไรจนนำไปสู่การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ซึ่งการจัดเลือกตั้งครั้งต่อไปกกต.จำเป็นต้องสอบถามและขอให้ทางเหล่าทัพและหน่วยงานความมั่นคงช่วยประเมินสถานการณ์และกำหนดแนวทางในการจัดการเลือกตั้งส.ส. ครั้งใหม่ที่จะเกิดขึ้นต่อไป โดยเฉพาะเรื่องของการรักษาความปลอดภัยระหว่างที่มีการจัดการเลือกตั้ง

ส่วนการหารือกับ 73 พรรคการเมือง ในวันที่ 22 เม.ย. ขณะนี้กกต.ยังไม่ได้ส่งหนังสือเชิญอย่างเป็นทางการไปยังพรรคการเมือง เพราะต้องรอฟังผลการประเมินสถานการณ์จากผู้นำเหล่าทัพและหน่วยงานความมั่นคงก่อน

คำร้องค้านเลือกส.ว.พุ่ง25กรณี

สำหรับความคืบหน้าการพิจารณาคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งส.ว.นั้น นายภุชงค์ กล่าวว่า ขณะนี้มีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งส.ว.จำนวน 25 คำร้อง แต่ตัวเลขยังไม่นิ่งเพราะยังมีคำร้องคัดค้านการเลือกตั้งทยอยเข้าสู่การพิจารณาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะต้องรอดูอีกครั้งในวันที่ 8 เม.ย.ว่ากกต.จะสามารถประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ว.แก่ผู้ที่ไม่มีเรื่องร้องคัดค้านได้จำนวนกี่คน

ส่วนที่กลุ่ม 24 มิถุนาประชาธิปไตย ยื่นคำร้องต่อกกต.เพื่อขอระงับการประกาศรับรองผลการเลือกตั้งส.ว.กทม. คุณหญิงจารุวรรณ เมณฑกา นั้น ได้ส่งเรื่องให้ฝ่ายสืบสวนสอบสวนไปดำเนินการตามกระบวนการ รวมทั้งส่งให้ผู้อำนวยการการเลือกตั้งประจำกรุงเทพฯ นำไปพิจารณาโดยกกต.กลางจะไม่เข้าไปก้าวก่าย

พท.จี้กกต.เชิญนายกฯ-พรรคการเมืองถกด้วย

นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย กล่าวถึงกรณี กกต.จะเชิญผู้บัญชาการเหล่าทัพ และหน่วยงานความมั่นคง หารือวันที่ 8 เม.ย.เพื่อประเมินการจัดการเลือกตั้งใหม่ ว่า กกต.ต้องทบทวนเพื่อหาข้อยุติการเลือกตั้ง โดยควรนัดหารือกับนายกฯ พรรคการเมือง และฝ่ายความมั่นคงในคราวเดียวกัน

"กกต.มีความรับผิดชอบที่จะหาทางออกจากวิกฤติการเมือง ด้วยการจัดการเลือกตั้ง แต่ กกต.ไม่ทำ ยังคงนิ่งเฉย ปล่อยให้สังคมมีความขัดแย้ง หากสถานการณ์ลุกลามบานปลาย กกต.ต้องรับผิดชอบ” นายพร้อมพงศ์ กล่าว