วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตั้งฉายาว่าที่ส.ว.'สภาปรีโอลิมปิค'

ตั้งฉายาว่าที่ ส.ว."สภาปรีโอลิมปิค" ภาพสะท้อนจุดตกต่ำการเมืองไทย

นายอรรถสิทธิ์ พานแก้ว อาจารย์คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ในฐานะหัวหน้าศูนย์วิจัยข้อมูลการเมืองไทย เผยสถิติที่น่าสนใจเกี่ยวกับการเลือกตั้งสมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) เมื่อวันที่ 30 มี.ค.ที่่ผ่านมา ในงานเสวนาเรื่อง "ปอกเปลือกสภาสูง: เกมอำนาจ การตรวจสอบและผลประโยชน์" ที่มูลนิธิตาสว่าง และมูลนิธิฟรีดริช เนามัน จัดขึ้นที่สถาบันบัณฑิตบริหารธุรกิจศศินทร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย

นายอรรถสิทธิ์ กล่าวว่า สถิติผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้ง ส.ว. ใน 77 จังหวัด ที่มีเพียงร้อยละ 42.78 นั้นเป็นสถิติที่ต่ำที่สุดในประวัติศาสตร์การเลือกตั้งในประเทศไทย ซึ่งสะท้อนสภาวะประชาชนที่มีต่อการเมืองได้อย่างชัดเจน คือ ประชาชนมาถึงจุด "เบื่อการเมือง"

นายอรรถสิทธิ์ กล่าวต่อว่า สถิติผู้มาใช้สิทธิดังกล่าวยังต่ำกว่าการการออกไปใช้สิทธิของการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (ส.ส.) เมื่อวันที่ 2 ก.พ.ที่ผ่านมา ทั้งที่ไม่มีการคัดค้านหรือขัดขวางการเลือกตั้ง

หัวหน้าศูนย์วิจัยข้อมูลการเมืองไทย กล่าวด้วยว่า ที่สำคัญตัวเลขบัตรเสีย ร้อยละ 5.20 และคะแนนของผู้ไม่ประสงค์ลงคะแนนยังสูงถึงร้อยละ 11.96 ยังเป็นตัวบ่งชี้อาการเบื่อการเมือง ทั้งนี้การออกไปใช้สิทธิน้อยยังส่งผลต่อคะแนนของ ว่าที่ ส.ว.แต่ละคน โดยเมื่อนำคะแนนที่ได้มาเทียบเป็นสัดส่วนกับผู้มีสิทธิเลือกตั้งจะพบว่า ปัญหาของความเป็นผู้แทนของ ส.ว.ที่มีต่อประชาชน หรือที่เรียกอีกอย่างหนึ่งคือความชอบธรรมของการเป็นตัวแทนนั้นได้เกิดขึ้นมาแล้ว

"จากสถิติการเลือกตั้งทั้งหมด 77 จังหวัด พบว่า ทุกจังหวัด ว่าที่ ส.ว.ที่ได้รับเลือก ได้รับเลือกด้วยคะแนนเสียงที่ต่ำกว่าร้อยละ 31 ของผู้มีสิทธิเลือกตั้งทั้งหมด"

สำหรับการเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งล่าสุดนั้นมีจังหวัดที่มีสัดส่วนผู้มาใช้สิทธิเลือกตั้งสูงที่สุด คือ จ.อุดรธานี ร้อยละ 30.15 รองลงมา คือ จ.ปราจีนบุรี ร้อยละ 28.89 และจ.สระแก้ว ร้อยละ 26.36 ขณะที่จังหวัดที่มีสัดส่วนน้อยที่สุดคือ จ.นนทบุรี ร้อยละ 6.37 รองลงมาคือ จ.ภูเก็ต ร้อยละ 6.55 และจ.ปทุมธานี ร้อยละ 8.11

"ผลการเลือกตั้งแสดงให้เห็นว่า การออกแบบวุฒิสภาที่ต้องเป็นกลางและปลอดการเมือง รวมทั้งความพยายามลดภาวะสภาผัวเมีย ระหว่าง ส.ว. และ ส.ส. ที่รัฐธรรมนูญกำหนดที่มาของ ส.ว.ว่ามาจากการเลือกตั้งและสรรหา โดยไม่อนุญาตให้ผู้สมัครที่เป็นบุพการี คู่สมรส หรือบุตรของผู้ดำรงตำแหน่ง ส.ส.ลงรับเลือกตั้งนั้นล้มเหลวอีกครั้งหนึ่ง"

นายอรรถสิทธิ์ บอกด้วยว่า การเลือกตั้ง ส.ว.ครั้งนี้ มีว่าที่ส.ว.เลือกตั้ง 18 คน คิดเป็น ร้อยละ 23.38 มีพื้นเพภูมิหลังความสัมพันธ์ที่จัดได้ว่าเป็น "ครอบครัวการเมือง" แต่เมื่อดูอย่างละเอียดแล้วจะพบว่ามีว่าที่ ส.ว.เกือบ 50 คน (ร้อยละ 64.93) เป็นส่วนหนึ่งของ "เครือข่ายทางการเมือง" ในจังหวัด

"สภาวะที่จะเกิดขึ้นในการต่อสู้กันในเกมอำนาจของวุฒิสภา และการต่อสู้ต่อรองกับสภาผู้แทนราษฎร์ซึ่งในอดีตเปรียบได้กับ สภาผัวเมียก็จะเปลี่ยนไปในสภาวะและรูปแบบใหม่ที่เครือข่ายไม่อาจเห็นได้ด้วยตาเปล่า"

ทั้งนี้ในความขัดแย้งทางการเมืองที่เกิดขึ้นซึ่งวุฒิสภาชุดนี้จะต้องพิจารณาถอดถอนนายนิคม ไวยรัชพานิช ออกจากตำแหน่งประธานวุฒิสภา รวมถึงการพิจารณาถอดถอนนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม กรณีโครงการรับจำนำข้าวนั้น อรรถสิทธิ มองว่า ว่าที่ ส.ว.ชุดนี้ไม่ต่างจาก "สภาปรีโอลิมปิค"

"การต่อสู้ของขั้วอำนาจที่ไม่อาจทำได้ในสภาผู้แทนราษฎร์โดยผู้เล่นชุดใหญ่จึงทำให้ ส.ว.ต้องลงมาต่อสู้กันในเกมการเมืองแทน ส.ส.ในฐานะผู้เล่นชุดปรีโอลิมปิค" ซึ่งบทบาทที่กำลังจะเกิดขึ้นนั้นเป็นการต่อสู้ในเกมการเมืองมากกว่าบทบาทการตรวจสอบและถอดถอน

อรรถสิทธิ์ เห็นว่า การต่อสู้ในเกมการเมืองและการต่อรองของส.ว.นั้นมักอยู่ในเรื่องการแต่งตั้ง ถอดถอน ผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมืองที่เป็นการลงคะแนนลับและไม่เปิดเผยผลการลงมติรายบุคคล แต่ประชาชนก็เดาได้ว่าเป็นเรื่องของการต่อสู้ในเกมทางการเมืองซึ่งสิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดวิกฤติศรัทธาในการทำงานของวุฒิสภาในอนาคต

"การที่ประเทศในขณะนี้ไม่มีสภาผู้แทนราษฎร การต่อสู้ทางการเมืองในระบบทั้งหมดก็จะอยู่ในวุฒิสภา ประชาชนควรต้องจับตามองการทำงานของนักการเมืองเหล่านี้เพื่อที่จะไม่ปล่อยให้คนเพียงไม่กี่คนนำพาประเทศไปในทางใดทางหนึ่ง"

ในช่วงท้าย อรรถสิทธิ์ เสนอว่า อยากให้มีการเปิดเผยการทำหน้าที่ของ ส.ว. โดยเฉพาะการลงคะแนนเสียงถอดถอน เพราะถ้าไม่มีการเปิดเผยก็จะเสื่อมเสียภาพลักษณ์ เพราะจะไม่มีใครรู้วว่าใครเป็นใคร หรือคนไหนเข้าประชุมบ้าง หากมีการเปิดเผยข้อมูลแล้วคำว่าสภาผัวเมียก็จะหายไป