'รสนา' ส.ว.กรุงเทพฯ ชี้การเมืองไทยไม่เกี่ยวยูเอ็น ซัดพท.แกล้งไม่เข้าใจระบบถ่วงดุล
รสนา โตสิตระกูล สมาชิกวุฒิสภา (ส.ว.) กรุงเทพมหานคร (กทม.) กล่าวถึงหนังสือที่พรรคเพื่อไทยทำถึงเลขาธิการยูเอ็น ว่า ประเด็นแรกเลยคือปัญหาที่เกิดขึ้นในบ้านเราไม่ได้เกี่ยวอะไรกับยูเอ็น เพราะเป็นปัญหาภายในทั้งสิ้น และสิ่งที่เป็นปัญหาก็มาจากการที่ฝ่ายรัฐบาลไม่ยอมฟังศาล ทั้งยังเข้าใจคลาดเคลื่อน คิดว่าเมื่อเลือกตั้งมาแล้วสามารถทำอะไรก็ได้ ถ้าหากจะเปลี่ยนแปลงรัฐบาลก็ต้องใช้การเลือกตั้งอย่างเดียวเท่านั้น
ทั้งนี้ ต้องทำความเข้าใจว่า หลักการประชาธิปไตยของบ้านเราไม่ได้ใช้หลักอำนาจสูงสุดโดยรัฐสภา (Supremacy of Parliament) แต่ใช้หลักอำนาจสูงสุดโดยรัฐธรรมนูญ (Supremacy of Constitution) เพื่อถ่วงดุลกับเสียงข้างมาก ซึ่งหลักการนี้ลอกแบบมาจากเยอรมนีซึ่งมีบทเรียนจากการใช้เสียงข้างมากลากไป (กรณีฮิตเลอร์ที่มาจากการเลือกตั้งโดยเสียงข้างมาก สุดท้ายนำพาประเทศเข้าสู่สงครามโลก) ฉะนั้นการตีความกฎหมายและการปฏิบัติต่างๆ ของฝ่ายบริหารจึงต้องอาศัยศาลรัฐธรรมนูญ
อย่างไรก็ดี สิ่งที่รัฐบาลพรรคเพื่อไทยและเครือข่ายผู้สนับสนุนพยายามใช้ทั้งในและนอกสภาก็คือบอกว่า เมื่อตนเองเป็นเสียงข้างมากจากการเลือกตั้งแล้ว ถ้าจะตรวจสอบหรือเปลี่ยนแปลงต้องใช้การเลือกตั้งเท่านั้น ซึ่งไม่ทราบว่าเป็นความจงใจเข้าใจผิดหรือไม่ เพราะสิ่งที่รัฐบาลทำหลายเรื่องขัดกับหลักกฎหมายทั่วไปและรัฐธรรมนูญ
"ทุกวันนี้มีการไปติดป้ายตามริมถนนว่า กฎหมาย 2 ล้านล้าน (ที่ศาลรัฐธรรมนูญชี้ว่าขัดรัฐธรรมนูญ) เป็นชัยชนะของประชาธิปัตย์ แต่เป็นความพ่ายแพ้ของประชาชน ซึ่งถือเป็นการสร้างความเข้าใจที่ผิดอย่างมาก เพราะหลักการของการมีรัฐสภาก็เพื่อตรวจสอบการใช้เงินของฝ่ายบริหาร เมื่อเรายอมรับหลักการนี้จึงมีประชาธิปไตยในระบบรัฐสภา จึงต้องใช้สภาตรวจสอบถ่วงดุลกับฝ่ายบริหาร แต่ระยะหลังหลักการนี้มันถูกทำลาย เพราะฝ่ายบริหารกับสภาผู้แทนราษฎร หรืออาจจะวุฒิสภาด้วย ได้กลายเป็นเนื้อเดียวกัน กระบวนการตรวจสอบจึงทำไม่ได้ ต้องหันมาใช้หลักการแบบเยอรมนี"
รสนา กล่าวต่อว่า พรรคเพื่อไทยแสดงตัวตลอดว่าไม่ยอมรับอำนาจศาล ไม่ยอมรับองค์กรอิสระที่ตรวจสอบการทุจริต ทั้งๆ ที่กฎหมายกู้เงิน 2 ล้านล้านบาทขัดหลักการกฎหมายหลายฉบับ อ้างว่าเงินกู้ไม่ใช่เงินแผ่นดิน เป็นไปได้อย่างไรที่ทั้งสภาล่างและสภาบนยอมผ่านร่างกฎหมายแบบนี้ แต่ศาลรัฐธรรมนูญลงมติ 9:0 ว่าขัดรัฐธรรมนูญ ซึ่งมีน้อยครั้งที่ศาลรัฐธรรมนูญจะมีมติด้วยเสียง 9:0
ส่วนเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะ รัฐธรรมนูญระบุชัดว่าการเลือกตั้งทั่วไปต้องจัดวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร แต่เมื่อไม่สามารถจัดได้ ศาลก็มีอำนาจเข้าไปตรวจสอบ เพราะการจะทำอะไรก็ตามต้องมี Due process of law ด้วย (หมายถึงวิธีการขั้นตอนที่ถูกต้องตามกฎหมาย) แต่การเลือกตั้งและการสมัครรับเลือกตั้งมีวิธีการและขั้นตอนที่ไม่ถูกต้อง การที่ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยให้เป็นโมฆะจึงสามารถทำได้ เพราะขั้นตอนการจัดการเลือกตั้งไม่เป็นไปตามรัฐธรรมนูญ ถ้าศาลไม่มีอำนาจวินิจฉัย แล้วใครจะมีอำนาจวินิจฉัย
"พรรคเพื่อไทยไม่ดูข้อกฎหมาย อ้างแต่ว่าทำไมจึงกลั่นแกล้งเขาซ้ำซาก คำตอบก็คือคุณทำผิดซ้ำซาก ไม่ยอมรับหลักการหลักเกณฑ์ใดๆ ซ้ำยังดิสเครดิตศาลตลอดเวลา การไม่ยอมรับอำนาจศาล ก็คือการไม่ยอมรับรูปแบบการปกครองที่เป็นอยู่ คนในพรรคเพื่อไทยต้องได้รับการอบรมว่าระบบการปกครองของบ้านเราเป็นอย่างไร จะอ้างว่าศาลไม่ได้มาจากการเลือกตั้งเหมือนคุณไม่ได้ เพราะเป็นคนละเรื่องกัน ตกลงว่าคุณทุจริตแล้วตรวจสอบไม่ได้อย่างนั้นหรือ"
ส่วนที่อ้างถึงคดี นายสมัคร สุนทรเวช รสนา บอกว่า คนที่ร้องให้ตรวจสอบนายสมัครจนต้องหลุดจากตำแหน่ง วันนี้อยู่ในพรรคเพื่อไทย ทำให้คิดว่าเหตุผลของการร้องจริงๆ แล้วต้องการกำจัดนายสมัครหรือไม่ เพราะแม้นายสมัครจะพ้นจากตำแหน่งไป ก็สามารถตั้งกลับเข้ามาใหม่ได้ แต่กลับไม่ตั้ง
"ในจดหมายของพรรคเพื่อไทยมีการอ้างถึงคำว่าตุลาการภิวัตน์ ส่วนตัวคิดว่าไม่มีตุลาการภิวัตน์ และไม่ควรพูดถึง เพราะศาลก็ตัดสินคดีไปตามกฎหมาย แต่สิ่งที่ต้องทบทวนคือเสียงข้างมากไม่ควรมีสิทธิกำหนดนโยบายสาธารณะอะไรก็ได้ โดยเฉพาะนโยบายที่ใช้เงินภาษีจำนวนมากเพื่อมุ่งให้ได้เสียงสนับสนุนจากประชาชนบางกลุ่ม เช่น โครงการจำนำข้าว รถคันแรก"
"การที่รัฐบาลใช้เงินภาษีเป็นแสนล้านเพื่อให้คนมีรถส่วนตัว ควรถูกตรวจสอบ หรืออย่างโครงการจำนำข้าว ทำให้ข้าวในตลาดกับข้าวที่รัฐบาลรับจำนำมีราคาต่างกันเกวียนละ 6 พันบาทขึ้นไป มีคนในวงการข้าวพูดว่า คุณยิ่งลักษณ์จะซื้อข้าวเกวียนละ 2-3 หมื่นบาทก็ได้ เพราะไม่ใช่เงินของคุณยิ่งลักษณ์เอง แต่เป็นเงินของประชาชนคนไทยทั้งประเทศ"
รสนา กล่าวทิ้งท้ายว่า มีนักวิชาการชื่อดังกล่าวเอาไว้ว่า ประชาธิปไตยหลังยุคสงครามเย็น คือการจับมือกันระหว่างนายทุนกับนักเลือกตั้งเพื่อเข้าสู่อำนาจรัฐ และเมื่อยึดอำนาจรัฐได้แล้ว ก็สามารถยึดครองทรัพยากรและงบประมาณของทั้งประเทศ ส่วนตัวคิดว่า พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร กับพรรคเพื่อไทย ก็คือนักเลือกตั้งที่จับมือกับกลุ่มทุน
"พวกเขาถึงต้องการ การเลือกตั้ง เพราะรู้ว่าเมื่อใดที่ขึ้นสู่สายพานการเลือกตั้งแล้วเขาชนะแน่นอน หลังจากนั้นจะกำหนดทิศทางของประเทศอย่างไรก็ได้ ซึ่งเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง"





