วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ณัฐวุฒิ'ย้ำต้องช่วยกันไม่ให้ไปถึงจุดนองเลือด

สัมภาษณ์ "ณัฐวุฒิ":เราต้องช่วยกันระมัดระวังไม่ให้ไปถึงจุดนองเลือด ถ้าทุกฝ่ายพร้อมใจหลีกเลี่ยงมัน เราทำได้

เหตุผลในการปรับทัพของนปช. หลังดันจตุพร พรหมพันธุ์ นั่งตำแหน่งประธาน นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ นั่งเลขาธิการ?

เรื่องตำแหน่งประธานเราพูดคุยกันมาแล้วก่อนหน้านี้ ในการประชุมใหญ่แกนนำนปช. เมื่อปลายปี 2556 เพียงแต่ช่วงนั้นนายจตุพร ให้เหตุผลว่าตัวเองมีปัญหาสุขภาพ อยู่ระหว่างทำกายภาพบำบัดที่โรงพยาบาล ไม่สะดวกในการปฏิบัติหน้าที่ประกอบกับวาระกำหนด 2 ปีของนางธิดา ถาวรเศรษฐ จะหมดลงในเดือนก.พ. 2557 การหารือจึงค้างไว้ที่ตรงนั้น แต่หลังจากสถานการณ์ทางการเมืองที่มีการชุมนุมและมีพัฒนาการมาจนถึงทุกวันนี้ ประกอบกับนายจตุพร มีความพร้อมทั้งร่างกายและจิตใจ และนางธิดา หมดวาระพอดี จึงเป็นจุดที่พวกเราพร้อมใจกันเห็นว่าสถานการณ์เช่นนี้ และนางธิดา แสดงความยินดีที่จะยุติบทบาทประธาน ตั้งแต่ต้น โดยพรรคพวกเพื่อนฝูงที่ร่วมสู้กันมาเห็นว่านายจตุพร มีคุณสมบัติที่เหมาะสมทุกประการ ส่วนตัวผมได้ทำหน้าที่เลขาธิการ มาตั้งแต่ยุคนายวีระ มุสิกพงศ์ เป็นประธานนปช. เพียงแต่เวลานั้นสถานการณ์ไม่อยู่ในห้วงที่แหลมคมแบบตอนนี้ ที่องค์กรอิสระ และกลุ่มกปปส.ของนายสุเทพ เทือกสุบรรณ รวมถึงกลุ่มตรงข้ามอื่นๆ กำลังรุกไล่เข้ามาเต็มที่ โครงสร้างของนปช.จึงได้เป็นที่สนใจ

เหตุผลหนึ่งในการปรับโครงสร้างนปช. เกี่ยวเนื่องกับการปรับรูปแบบการชุมนุมของกปปส. ที่ปักหลักสวนลุมพินีจุดเดียว?

พูดกันตรงๆเราไม่ได้ปรับโครงสร้างเพื่อสู้กับนายสุเทพ เราห็นว่าเครือข่าย หรือองคาพยพที่อยู่เบื้องหลังนายสุเทพ นั่นคือคู่ต่อสู้ที่แท้จริง เราเชื่อว่านายสุเทพ แค่ให้สู้กับตัวเองก็เป็รภาระที่หนักเกินแรงแล้ว การชุมนุมที่เริ่มต้นจากหลักหมื่น พัฒนาเป็นหลักแสน แล้วตอนนี้กลับมาเป็นหลักพัน ก็เป็นคำถามและเป็นโจทย์สำคัญของนายสุเทพ ที่ไปต้องไปจัดการกันเองเป็นการภายใน ดังนั้นเราไม่มีความจำเป็นที่จะต้องปรับองค์กรอย่างมีนัยยะสำคัญ

มีการตั้งข้อสังเกตว่าคดีสำคัญของรัฐบาลที่กำลังจะถูกองค์กรอิสระตัดสิน เป็นเงื่อนไขหนึ่งที่นปช.ระดมกำลัง?

จริงๆ ภารกิจหลักของนปช.ไม่ได้อยู่ที่การปกป้องรัฐบาล ถ้าเป้าหมายของอีกฝ่ายหนึ่งอยู่ที่ล้มรัฐบาล ล้มนายกรัฐมนตรี แล้วปล่อยให้บ้านเมืองเปลี่ยนแปลงไปตามกระบวนการประชาธิปไตย เป็นเรื่องที่เรายอมรับได้ หมายความว่าพอรัฐบาลยุบสภา ก็แข่งกันในสนามเลือกตั้งหรือนายกฯ ถูกชี้มูลหรือตัดสินจากองค์กรอิสระก็จะมีบุคคลอื่นมารักษาการตามลำดับที่กฎหมายบัญญัติไว้ บ้านเมืองไปตามกระบวนการนี้ผมว่าไม่มีปัญหา แต่เราเห็นว่าปลายทางแท้จริงของขบวนการนี้คือต้องการนี้คือต้องการท้าทายอำนาจรัฐที่มาจากประชาชน แล้วสถาปนาอำนาจรัฐขึ้นมาใหม่ โดยไม่ผ่านประชาชน เป็นรัฐสภาลากตั้ง เป็นครม.ลากตั้ง เป็นรัฐบาลลากตั้ง ซึ่งขัดกับบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ ขัดกับหลักการประชาธิปไตย นี่ต่างหากเป็นภาระที่แท้จริงของนปช. ที่ต้องออกมาสู้

คนเสื้อแดงมองบทบาทหน้าที่ของศาล และองค์กรอิสระต่อสถานการณ์บ้านเมืองต่อจากนี้อย่างไร?

องค์กรณ์อิสระของประเทศไทย ต่างกับของประเทศอื่น โดยประเทศอื่นองค์กรอิสระ จะเป็นอิสระจากอำนาจรัฐ หรืออิทธิพลอะไรก็ตามที่จะไปบงการบังคับได้ แต่องค์กรอิสระของประเทศไทย เป็นอิสระจากการตรวจสอบของประชาชน คือจะคิดจะทำอะไรก็ว่ากันไปตามใจท่าน แล้วประชาชนจะเข้าไปตรวจสอบดำเนินการอะไรได้ยากมาก แม้ว่ากฎหมายจะเปิดช่องให้เช่น เข้าชื่อกันถอดถอนแต่ในโลกของความเป็นจริงไม่สามารถทำได้สำเร็จ เพราะกรรมการขององค์กรอิสระกับวุฒิสภา ซึ่งมีหน้าที่ในการดำเนินการถอดถอนเป็นฝ่ายให้กำเนิดกันและกัน การถอดถอนจึงไม่ใช่เรื่องง่ายดังนั้น เราเห็นว่าถ้าการต่อสู้นี้ได้ข้อยุติที่ฝ่ายประชาธิปไตย ประสบชัยชนะ การปฏิรูปองค์กรอิสระ การถพูดคุยอย่างจริงจังถึงที่มาและสถานะขององค์กรอิสระ จึงเป็นเรื่องจำเป็น

การชี้ชะตารัฐบาลในหลายเรื่องครั้งนี้ ถือเป็นอีกจุดเปลี่ยนใหญ่ ของการพูดเรื่องตุลาการภิวัฒน์?

กลไกตุลาการซึ่งอยู่ในรูปขององค์กรอิสระ เช่นศาลรัฐธรรมนูญอย่างที่เราเห็นกันอยู่ หลายเรื่องที่มีคำวินิจฉัยออกมาก็หาคำอธิบายในทางหลักการไม่ได้ หาข้อยุติเป็นมาตรฐานเดียวกันก็ไม่ได้ แล้วผมเห็นว่าบทบาทเหล่านั้นมีส่วนสำคัญที่ผลักดันสถานะการณ์ให้เราต้องมาเผชิญหน้ากันอยู่วันนี้ ตราบใดก็ตามที่กระบวนการยุติธรรมไม่สามารถถ้าข้อยุติเพราะมันไม่เป็นธรรม ก็จะเกิดความวุ่นวาย เกิดการพิสูจณ์ทราบกันตามท้องถนนกันด้วยวิธีการนอกระบบอื่นๆ อย่างที่เรากำลังเจอ ซึ่งปฏิเสธไม่ได้ว่า 8 - 9 ปีที่ผ่านมาทุกฝ่ายมีส่วนร่วมที่จะต้องรับผิดชอบต่อความเสียหาย และความขัดแย้งนี้ด้วยกัน เพียงแต่การแสดงออกและความรับผิดชอบเบื้องต้น ผมเห็นว่าทุกฝ่ายต้องช่วยกันประคับประคองสถานการณ์ ให้ไปตามกฎกติกาที่เป็นอยู่ก่อน แล้วจะแก้ไขกติกา จะปฏิรูปกันอย่างไรเป็นเรื่องที่มาทำร่งมกันได้อีกทีหนึ่ง แต่ถ้าจะทำลายกฎกติกาที่มีอยู่โดยอ้างว่าเพื่อนำไปสู่การปฏิรูปที่ดีกว่า ไม่มีทางเป็นไปได้

คำพูดของนายจตุพร เมื่อรับตำแหน่งประธานนปช. ที่ว่าจะต่อสู้แนวทางประชาธิปไตย ไม่ใช่ระบอบอำมาตย์ หมายความว่าอย่างไร?

ชัดเจนอยู่แล้วว่าที่ผ่านมาฝ่ายอำมาตยาธิปไตย เป็นคนคุมกลไก คุมโครงสร้างหลักของสังคม แล้วใช้กลไกเหล่านั้นกดทับ กระบวนการต่อสู้ของประชาชน ให้อยู่ในเกมของฝ่ายอำมาตย์ตลอดเวลา ดังนั้นวิธีการที่นายจตุพร บอกรูปธรรมก็เช่น ฝ่ายอำมาตย์ใช้นายสุเทพ ออกมาเป็นหัวหอกในการต่อสู้ แต่เราไม่คิดว่านายสุเทพ คือคู่ต่อสู้ของเรา แต่เราจะมองเป้าถึงโครงสร้างหลัก ที่เป็นปัญหาอยู่จริงๆเวลานี้ เช่นการทำงานขององค์กรอิสระ การเคลื่อนไหวขององค์กรนอกระบบต่างๆ รวมถึงบทบาทท่าทีของกองทัพด้วยก็ตาม

สิ่งที่คนเสื้อแดงกลัวคืออะไร ถ้าไม่ใช่กปปส. หรือนายสุเทพ?

เรากังวลกับทฤษฎีสมคบคิด ที่ทุกฝ่ายร่วมมือกันอย่างแข็งขันทำลายรัฐบาลของประชาชน แล้วตั้งรัฐบาลนอกกฎหมายขึ้นมาใหม่ ถ้ามากันแบบเดี่ยวๆไม่เกี่ยวข้องกันไม่มีอะไรน่ากลัว เช่น ถ้านายสุเทพ ชุมนุมโดยไม่มีใครคอยสนับสนุน ไม่มีการขานรับเป็นทอดๆจากองค์กรต่างๆ ผมให้นายสุเทพ ชุมนุมได้เป็นปี ไม่ใช่เรื่องน่ากังวล แต่พอมาต่อเป็นจิ๊กซอว์เดียวกันทั้งหมด นี่จึงเป็นภาระที่หนักอึ้งในการต่อสู้ของเรา

คนเสื้อแดงอ่านท่าทีของกปปส. ในการปรับยุทธศาสตร์ ว่าถอยเพื่อเปิดทางให้กองทัพเข้ามา?

กปปส.คงไม่อยากถอย แต่จำเป็นต้องถอยอาจจะโดยจำนวนมวลชนที่ลดลง กำลังการสนับสนุนทางเศรษฐกิจที่ลดลง หรือกระทั่งคนที่คุมเกมอยู่ข้างหลังเห็นว่ายิ่งชุมนุมหลายที่ต่อไป แทนที่จะได้กลับสูญเสียเรื่องการยอมรับจากคนในสังคม เลยถอยกลับบทบาทเข้ามาให้อยู่สวนลุมพินีที่เดีนว และหลังจากนั้นก็เป็นบทบาทขององค์กรอิสระ และส่วนอื่นๆมาทำหน้าที่ในการล้มรัฐบาลแทน ใครๆก็เห็นแบบนั้นทั้งหมด ดังนั้นจึงไม่ใช่การปรับยุทธศาสตร์ของกปปส. แต่เพราะจำเป็น อาจจะถึงขั้นจำนน ต่อสถานะการณ์ที่เป็นจริง จึงถอยกลับไปอยู่ตรงนั้น

ปฏิกริยาของกองทัพ ในการออกมาปรามกรณีการแบ่งแยกดินแดน และแนวคิดนี้ถูกโจมตีว่ามาจากคนเสื้อแดง ?

มันเรียกว่าเป็นแนวคิดไม่ได้ เรียกว่าเป็นการระบาย การทะลุการปล้องขึ้นมาของประชนจำนวนหนึ่ง ทีเขารู้สึกว่าถูกกระทำและอึดอัดกับความอยุติธรรมที่เขาต้องพบเห็น เลยแสดงออกมาทางคำพูดเท่านั้นเอง ไม่ม่ขบวนการเคลื่อนไหว ไม่มีรูปธรรมที่จะทำการใดๆ ไปสู่การแบ่งแยกดินแดนได้ คือถ้าเป็นแนวคิด หลังจากแนวคิดต้องมีแนวปฏิบัติ และมีผู้เกี่ยวข้องสำรองรับแนวคิดนี้ว่าเป็นแนวคิดของตนในการขับเคลื่อน แต่นี่ไม่มี

คนเสื้อแดงยืนยันถึงแนวคิดแบ่งแยกประเทศอย่างไร?

มันไม่มี คือผมพูดด้วยซ้ำไปว่า ไม่เห็นด้วยกับการที่ใครคิดจะมาแบ่งแยกดินแดนไทยเป็นสองเป็นสาม แฃ้วถ้าใครทำอย่างนั้นผม ก็ต้องมายืนฝ่ายตรงข้าม ผมพูดต่อหน้าที่ชุมนุมของคนเสื้อแดงชัดเจน แบบนี้ ถ้าเราคุยกันด้วยเหตุด้วยผลก็จะ เห็นว่าไม่ใช่เรื่องที่จะต้องเอามาวิตกกังวล เอามากล่าวหาโจมตีกันทางการเมืองใหญาโตเลย นั่งดูเฉยๆ ก็จะค่อยๆหายไปอยู่แล้วเพราะรากฐานความเคลื่อนไหวมันไม่มี แต่พอเอามาเป็นประเด็น ก็จะมีอีกฝ่ายของคนเสื้อแดง ประชดประชันแดกดันหนักขึ้นไปอีก

ที่ผ่านมาคนเสื้อแดงถูกโจมตีหนักมาก?

ผมเฉยๆ ที่ผ่านมาผมไปสัมภาษณ์รายการโทรทัศน์โดยบอกว่า ผมไม่กังวลเลย เกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะว่าถึงที่สุด มันก็จะกลายเป็นเรื่องเหลวไหลที่สุดในประวัติศาสตร์อีกครั้ง เหมือนกับทีเราเคยเจอกล่าวหาเรื่องผังล้มเจ้าเมื่อปี 2553

อธิบายความหมายของการขึ้นเวทีที่จ.นครราชสีมา ที่มีเนื้อหาถึงการแบ่งแยกประเทศอย่างไร?

ถ้าไปดูคลิป จะไม่มีแม้สักครึ่งประเด็นที่ผมพูดเรื่องนี้ เวลาคนที่เอามาขยายผลทางการเมืองก็จะบอกว่า ณัฐวุฒิ นี่พูดเลยเรื่องแบ่งแยกดินแดน ซึ่งไม่มี ไปดูได้เลย โดยตั้งแต่เวลา 10.00-17.00 ของวันนั้น เราเปิดเวทีให้กับประชาชน แกนนำระดับจังหวัดได้สะท้อนความเห็น ถูกต้องที่มีบางคนพูดถึงการแบ่งแยกดินแดนบ้าง แต่เป็นความเห็นเป็นความรู้สึกของคนๆหนึ่ง ผมออกไปสรุปประเด็น 11 ข้อเรียกร้องต่อรัฐบาล 15 ข้อเรียกร้องต่อนปช. ไม่มีประเด็นเรื่องแบ่งแยกดินแดนเลย ขอยืนยันด้วยหลักฐานที่เป็นคลิปวิดีโอในวันนั้น และรูปธรรมที่เป็นจริงอยู่แล้วว่าไม่มีขบวนการเคลื่อนไหวแบบนี้

แกนนำอย่าง นายวุฒิพงศ์ กชธรรมคุณ หรือโกตี๋ ที่ออกมาพูดเรื่องนี้ นปช.ยอมรับการออกมาพูดเช่นนี้อย่างไร ?

เป็นความสัตย์จริงว่าการเคลื่อนไหวของโกตี๋ ไม่เกี่ยวข้องกับนปช. ไม่มีการประสานงาน มีการปรึกษาหารืออะไรกัน โกตี๋ เคลื่อนไหวเป็นอิสระ ประกาศตัวเป็นคนเสื้อแดง แต่ว่าไม่ข้องเกี่ยวกับแนวคิด แนวทางของนปช. ดังนั้นวาระแนวทางที่โกตี๋แสดงออกจึงเป็นเรื่องเฉพาะกลุ่ม ขณะเดียวกันผมมองดูก็ไม่มีรูปลักษณ์ความเคลื่อนไหวอื่น นอกจากการเขียนป้าย การให้สัมภาษณ์กระแทกแดกดัน กับผบ.ทบ. หรือหน่วยงานความมั่นคงต่างๆ มีเพียงเท่านี้จริงๆ ถ้าเราจะอธิบายว่าปรากฎการณ์แบบนี้ทำให้เกิดการแบ่งแยกดินแดนแล้วในประเทศไทย สังคมไทยก็น่าสงสาร

แล้วถ้าจะบอกว่าป.ป.ช.ต้องตั้งกรรมการไต่สวนนายกฯ เพราะผม กับนายจารุพงศ์ เรืองสุวรรณ รมว.มหาไทย ในฐานะหัวหน้าพรรคเพื่อไทย ขึ้นเวทีขบวนการแบ่งแยกดินแดน ผมว่าเราพูดกันเบาๆ อย่าให้ออกไปนอกประเทศอายเขา ที่ไหนในโลกจะมีการถ่ายทอดสดแบ่งแยกดินแดนออกโทรทัศน์

มีการติติงไปที่โกตี๋ ถึงการเคลื่อนไหวเช่นนี้หรือไม่?

ไม่มี เพราะเขาไม่ได้เป็นส่วนหนึ่งของนปช. เราก็รักษาท่าทีในการที่จะไม่เข้าไปก้าวก่าย หรือว่าจะไปติง ไปเบรคไปปราม เราไม่มีวัฒนธรรมองค์กรอย่างนั้น แม้แต่แกนนำทั้งหลาย ใครเป็นประธาน เป็นเลขาธิการ ก็ไม่ได้หมายความว่ามีอำนาจเหนือแกนนำคนอื่นๆ ที่จะไปสั่งการชี้นิ้วได้

หลายฝ่ายกังลว่าคนเสื้อแดงยึดแนวทางรุนแรงต่อสู้อย่างเช่นกรณีของนายโกตี๋ หรือการตั้งกลุ่มเครือข่ายอาสาสมัครพิทักษ์ประชาธิปไตยแห่งชาติ (อพปช.) ของนายสุภรณ์ อัตถาวงศ์?

เราไม่ทราบเรื่องอพปช. มาก่อน ทราบจากข่าว ส่วนตัวผมกับนายสุภรณ์ ยังไม่ได้คุยกันเรื่องนี้ สิ่งที่เราเป็นห่วงคือคำพูดที่ออกมาให้สัมภาษณ์ในช่วงแรกๆ มันเปิดทางให้ฝ่ายตรงข้ามเอาไปขยายผลได้ และเมื่อเขาไปขยายผลว่ากำลังจะมีการตั้งกองกำลังติดอาวุธ กระบอกปืนจริงๆทั้งหลายมันจะหันมาหาขบวนใหญ่คือนปช. ที่กำลังขับเคลื่อนกันอยู่เราเป็นห่วงตรงนี้ ซึ่งนายสุภรณ์ ก็พยายามอธิบายว่าไม่ใช่องกำลังติดอาวุธ เป็นการจัดตั้งอาสาสมัครปกป้องประชาธิปไตยก็ว่าไป ก็เป็นหน้าที่ของแกนนำที่จะให้ความชัดเจนต่อสังคม แต่อะไรที่มันกระทบต่อคนเสื้อแดงที่กำลังต่อสู้อยู่ พวกผมก็ต้องส่งเสียงให้ระมัดระวัง จะเคลื่อนไหวแตกต่างนั้นเป็นเสรีภาพ แต่ถ้ากระทบต่อขบวนใหญ่มันต้องมากด้วยความรับผิดชอบ

มีการวิพากษ์วิจารณ์ว่านายจตุพร ขึ้นเป็นประธานนปช. เป็นการส่งสัญญาณใช้ความรุนแรง?

เป็นเรื่องของท่าทีบนเวทีปราศรัย บุคคลิกของนายจตุพร เวลาแสดงออกต่อสาธารณะมากกกว่า ไม่ใช่เรื่องภาวะจิตใจ หรือแนวทางทางการเมือง ที่จะต้องให้เกิดความรุนแรง ผมยืนยันว่าไม่มี เพราะเท่าทีคลุกคลีต่อสู้ด้วยกันมานายจตุพร เป็นนักต่อสู้ที่เดินตามหลักการประชาธิปไตยอย่างเข้มแข็งมาโดยตลอด สิ่งที่เราเห็นเหมือนกันก็คือต้องพยายามอย่างยิ่งในการหลักเลี่ยงความรุนแรงเพื่อป้องกันความสูญเสียของประชาชนในทุกกรณี การที่เราไม่ออกมาเผชิญหน้ากับกลุ่มนายสุเทพ ไม่ออกมาชุมนุมใหญ่ในกทม. เหล่านี้น่าจะเป็นข้อยืนยันได้ประการหนึ่งว่าเราไม่ประสงค์ให้สถานการณ์บานปลาย ถ้าพวกเราฮาร์ดคอร์จริงต้องลุยให้แหลกไปข้างหนึ่ง แต่ไม่มีทางพวกเราไม่ไปต่ออายุให้นายสุเทพ

ศาลรัฐธรรมนูญ วินิจฉัยให้การเลือกตั้ง 2 ก.พ. เป็นโมฆะ นำไปสู่การเลือกตั้งครั้งใหม่ ประเมินว่าแก้ปัญหาได้หรือไม่?

ผมไม่ได้กังวลอะไรกับตรงนี้มากนัก เพราะเห็นว่าพรรคการเมืองที่มีหน้าที่ทำงานการเมืองในระบบก็ต้องว่ากันไป ประชาธิปัตย์พรรคเดียวออกมาขัดขวางจนการเลือกตั้งต้องล้ม พรรคการเมืองอีก 53 พรรคต้องทำหน้าที่ต่อ ประชาธิปัตย์จะลงเลือกตั้งหรือไม่ก็เรื่องของเขา แต่คนไทยจะได้เห็นว่าพรรคการเมืองทั้งหลาย ประชาชน 20 ล้านคนที่ตกลงใจทำตามระบบ เพื่อรักษากติกาประชาธิปไตยไว้ เขาได้ทำแล้ว แต่ประชาธิปัตย์ ซึ่งเป็นพรรคการเมืองเก่าแก่ที่สุดในประเทศ ทำอะไรบ้างหรือยัง หรือจะเลือกทำตามที่นายสุเทพ ประกาศไว้บนเวทีว่าเลือกตั้งใหม่ก็จะขัดขวางอีกครั้ง ก็จะได้เห็นกันไป แล้วถ้าขวาอีก โมฆะอีก ก็ไม่เป็นไร ประเทศไทยจะเลือกตั้งใหม่ 10 หน เพราะประชาธิปัตย์ขัดขวาง ก็ให้คนได้เห็นกัน

ถ้าเหตุการณ์ซ้ำรอยเลือกตั้ง 2 ก.พ. อีก คนเสื้อแดงจะเคลื่อนไหวอย่างไร?

เราประสงค์ให้มีการเลือกตั้ง และยินดีสนับสนุนการเลือกตั้ง เพราะการเลือกตั้งคือสัญญาณสำคัญว่ากระบวนการประชาธิปไตยในประเทศ ยังเดินหน้าต่อไปได้ ตราบใดที่กระบวนการประชาธิปไตยยังเดินหน้าต่อไปได้ ความหวังแห่งสันติภาพ มันก็ยังมีอยู่ แต่ถ้าพรรคประชาธิปัตย์หรือกปปส.ออกมาขัดขวาง แล้วยังทำได้อีก ผมคิดว่านี่ไม่ใช่คำถามของนปช.อย่างเดียวแล้ว ต้องเป็นคำถามสำหรับคนไทยทั้งประเทศ ว่าเรายินดีที่จะอยู่ในสังคมแบบนี้หรืออย่างไร อยู่กับสังคมที่ว่าพรรคการเมืองหนึ่ง หรือคนกลุ่มหนึ่งสามารถที่จะทำอะไรตามอำเภอใจได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบทางกฎหมาย แล้วส่งผลกระทบกับคนส่วนใหญ่ของประเทศในการไม่ได้ใข้สิทธิของตัวเอง ซึ่งก็จะส่งผลกระทบทางการเมือง เศรษฐกิจ สังคม มีรัฐบาลตัวจริงมาช้า การบริหารจัดการงบประมาณ ความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจ ก็เป็นปัญหา สภาพสังคมที่ขัดแย้งก็ยังไม่มีหนทางที่จะคลี่คลายหรือไปสู่สถาณการณ์ที่ดีกว่าเหล่านี้เป็นเรื่องที่คนไทยต้องเผชิญ แลรับผิดชอบร่วมกันทั้งหมด

แนวทางเคลื่อนไหวอย่างเป็นรูปธรรมจากนี้?

การชุมนุมใหญ่เราเตรียมการอยู่ตบอดเวลาเพียงแต่ขณะนี้เราเห็นว่าการเคลื่อนขบวนตามต่างจังหวัดเป็นรูปแบบที่ถูกต้องกับสถานการณ์ และได้ผลในแง่ของการแสดงพลังอยู่ พร้อมกันนั้นเราก็ได้จัดตั้งกระบวนการต่อสู้ในระดับจังหวัดของประชาชนให้แข็งแรง เพื่อรองรับสถานการณ์ไม่คาดฝันเช่นการรัฐประหาร โดยการรัฐประหารคราวนี้ การต่อสู้จะไม่อยู่ที่กทม.เท่านั้นแต่จะมีการต่อสู้พร้อมกันทุกจังหวัดทั่วประเทศ

ผมเชื่อว่าการเมืองไทยอะไรก็เกิดขึ้นได้ ดังนั้นวิธีรัฐประหารเป็นเครื่องมือหนึ่งที่อีกฝ่ายใช้มาตลอด ผมคิดว่าก่อนหน้านี้อาจจะเกิดมาแล้วหลายรอบด้วยซ้ำไปตั้งแต่การชุมนุมของกปปส. เพียงแต่เมื่อดูบรรยากาศของประชาชน ขององค์กรหรือรัฐบาลจากหลายๆประเทศ ก็ทำให้ฝ่ายก่อการขาดความมั่นใจ และเกรงว่าจะไม่สามารถจัดการกับผลกระทบหลังการยึดอำนาจได้ ซึ่งผมถือว่าการตัดสินใจแบบนั้นเป็นเรื่องดี

มองสถานการณ์ครั้งนี้จะไปถึงจุดนองเลือดหรือไม่?

ต้องระมัดระวัง และช่วยกันอย่าให้มันเกิดขึ้น ถ้าทุกฝ่ายพร้อมใจที่จะหลีกเลี่ยงมันเราทำได้ การตัดสินเลือกตั้งโมฆะ ของศาลรัฐธรรมนูญน่าจะเป็นจุดเริ่มสำคัญ ถ้ามองอีกมิติหนึ่งว่าเอาพรรคประชาธิปัตย์มาลงเลือกตั้งซะ ส่วนนายสุเทพ จะชุมนุมต่อก็ไม่เป็นไรแต่อย่าออกมาสกัดขัดขวางปล่อยให้การเลือกตั้งไปตามกระบวนการ เสร็จแล้วใครได้เสียงข้างมากก็ตั้งรัฐบาล รัฐบาลชุดนั้นจะทำหน้าที่ปฏิรูปประเทศ ทำบ้านเมืองให้อยู่ในระบบกติกาที่ทุกฝ่ายพอรับกันได้ ไม่เกินหนึ่งปีแล้วยุบสภาเรื่องตั้งกันใหม่ภายใต้กติกาปฎิรูป กรอบเวลาประมาณ 1 ปีจากนี้บ้านเมืองก็เดินได้ประชาธิปไตยก็เดินได้ สันติภาพก็ยังอยู่ แม้ความขัดแย้งไม่คลี่คลาย แต่ถ้าสู่ในกติกาสงครามมันไม่เกิด

ประเมินอุบัติเหตุทางการเมืองของนายกฯ อย่างเช่นคดีทุจริตจนำข้าว?

เราก็ตามเรื่องนี้อยู่ แต่มั่นใจว่าทีงานฝ่ายกฎหมายจะมีหลักฐานไปชี้แจงข้อเท็จจริงกับป.ป.ช. นอกจากนั้นเรื่องของการระบายข้าวที่เป็นประเด็นกล่าวหากันอยู่ ก็เป็นการปฏิบัติหน้าที่ภายใต้กลไกบริหาร ซึ่งผู้ที่มีบทบาทรับผิดชอบโดยตรงทำไม่ได้อยู่ในการรับผิดชอบของนายกฯ โดยตรงเช่นเดียวกัน นอกจากนั้นยังมีแง่มุมกฎหมายอื่นๆ ซึ่งผมเชื่อไม่เหมือนคนอื่น ผมยังเชื่อว่ากรณีรับจำนำข้าวนายกฯ จะผ่านสถานการณ์นี้ไปได้โดยไม่ถูกชี้มูลความผิด