วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศาลปค.ฟันคดีสตช.จัดลำดับอาวุโสปี54ไม่ชอบ

"พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตภัลลภ" ชนะคดีศาลปกครอง ฟ้องสตช.จัดลำดับอาวุโสปี 2554 ไม่ชอบ เหตุลดอาวุโส "ผช.ผบ.ตร." จากที่ 6 เป็น 10

เมื่อเวลา 10.00 น. นายอิทธิพร จิระพัฒนะกุล ตุลาการศาลปกครองกลางเจ้าของสำนวน และองค์คณะคดีหมายเลขดำ 2265/2554 มีคำพิพากษาคดีที่ พล.ต.ท.วุฒิ ลิปตพัลลภ ผู้ช่วย ผบ.ตร. ขณะฟ้องปี 2554 ยื่นฟ้อง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ ( สตช.) , ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบ.ตร.) , คณะกรรมการข้าราชการตำรวจ (ก.ตร.) , พล.ต.อ.อัมรินทร์ อัครวงษ์ ที่ปรึกษา (สบ.10 ) ขณะฟ้องปี 2554 และนายกรัฐมนตรี เป็นผู้ถูกฟ้องที่ 1-5 เรื่องหน่วยงานทางปกครองหรือเจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมาย กรณีที่มีการจัดลำดับอาวุโส ตามประกาศลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจระดับผู้ช่วยผบ.ตร.ในวาระประจำปี 2554 ลงวันที่ 15 และ24 สิงหาคม 54 ไม่ถูกต้องตามระเบียบก.ตร.ว่าด้วยการกำหนดลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจในการรักษาราชการแทน พ.ศ.2550 ข้อ 3 (5)

เนื่องจากในการจัดลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจระดับผู้บัญชาการที่จะได้รับการพิจารณาเลื่อนตำแหน่งเป็นผู้ช่วยผบ.ตร.ประจำปี 53 นั้น ผู้ฟ้องมีอาวุโสอยู่ในลำดับที่ 5 แต่เมื่อมีการจัดลำดับอาวุโสประจำปี 54 ลำดับอาวุโสของผู้ฟ้องกลับอยู่ในลำดับที่ 10 โดยลำดับอาวุโสต่ำกว่าบุคคลที่ผู้ฟ้องเคยมีอาวุโสสูงกว่าทั้งที่ไม่ได้มีข้อเท็จจริงใดเปลี่ยนแปลงไป หรือมีระเบียบ หรือหลักเกณฑ์ใดเพิ่มเติม หรือแตกต่างไปจากการพิจารณาในวาระประจำปี 53 ที่จะเป็นเหตุให้มีการเปลี่ยนแปลงลำดับอาวุโสไปจากเดิม ผู้ฟ้องจึงมีหนังสือถึงผู้ผบ.ตร. ผู้ถูกฟ้องที่ 2 เมื่อวันที่ 7 กันยายน 54 เพื่อให้ทบทวนการประกาศลำดับอาวุโส ข้าราชการตำรวจดังกล่าว แต่ต่อมาสำนักงานกำลังพลได้มีหนังสือแจ้งผู้ฟ้องว่าการจัดลำดับอาวุโสนั้น สอดคล้องกับแนวทางปฏิบัติตามข้อกำหนด ก.ตร.แล้ว ผู้ฟ้องจึงร้องทุกข์เพื่อขอความเป็นธรรม ต่อ ก.ตร. ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ซึ่งก.ตร. ได้ยกคำร้องทุกข์ ผู้ฟ้องจึงขอให้ศาลมีคำพิพากษาเพิกถอนมติ ก.ตร. ในวันที่ 5 ตุลาคม 54 และเพิกถอนประกาศลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจระดับผู้ช่วยผบ.ตร.วาระประจำปี 54 รวมทั้งให้ผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 นำประกาศลำดับอาวุโสใหม่ มาใช้แต่งตั้งข้าราชการอาวุโสประจำปี และให้เพิกถอนประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 21 พ.ย. 54 เป็นการเฉพาะราชในส่วนที่เกี่ยวข้องและกระทบกับผู้ฟ้อง เพื่อให้ผู้ฟ้องได้รับสิทธิดังกล่าว

ศาลพิเคราะห์ข้อเท็จจริงและข้อกฎหมายแล้วเห็นว่า ระเบียบก.ตร. ว่าด้วยการกำหนดลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจ ในการรักษาราชการแทน พ.ศ.2550 ข้อ 3 กำหนดว่า กรณีที่มีผู้ดำรงตำแหน่งรองผบ.ตร.หรือผู้ช่วยหลายคน ให้ถือลำดับอาวุโสดังกล่าว 1.ผู้มียศสูงกว่าเมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่า ตามประกาศลำดับอาวุโสฯวาระประจำปี 53 ลงวันที่ 19 ส.ค. 53 ประกาศให้ผู้ฟ้องซึ่งดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง มีอาวุโสลำดับที่ 5 และให้พล.ต.อ.อัมรินทร์ ผู้ถูกฟ้องที่ 4 ซึ่งดำรงตำแหน่งผบ.โรงเรียนนายร้อยตำรวจอยู่ลำดับที่ 6 พล.ต.ท.ดนัยธร วงศ์ไทย ผบช.พฐ. อยู่ลำดับที่ 7 พล.ต.ต.รชต เย็นทรวง จเรตำรวจ (สบ.8) เป็นลำดับที่ 8 และ พล.ต.ท.ชัชวาลย์ สุขสมจิตร ผบช.ศ. เป็นลำดับที่ 9

โดยจะให้ทั้งหมดดำรงตำแหน่งผบ.ตร.พร้อมกัน ในวันที่ 1 ต.ค.53 แต่ต่อมามีการประกาศลำดับอาวุโสฯ เพื่อใช้ในการแต่งตั้งผู้ช่วยผบ.ตร. วาระประจำปี 54 ลงวันที่ 15 ส.ค. 54 กลับให้ พล.ต.อ.อัมรินทร์ พล.ต.ท.ดนัยธร พล.ต.ต.รชต ซึ่งมีอาวุโสลำดับที่ 6 , 7 , 8, 9 และให้ผู้ฟ้องอยู่ในลำดับที่ 10 ที่มีผลให้ผู้ถูกฟ้องซึ่งมีอาวุโสต่ำกว่าเดิม โดยผู้ถูกฟ้องที่ 1 ,2 ,4 อ้างว่ากฎก.ตร.ว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการแต่งตั้ง และโยกย้ายข้าราชการตำรวจระดับสารวัตรถึงจเรตำรวจแห่งชาติ และรองผบ.ตร. พ.ศ.2549 ข้อ 3 กำหนดว่าลำดับอาวุโสให้เป็นไปตามระเบียบตร.ว่าด้วยการกำหนดลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจในการรักษาราชการแทนฯ ซึ่งการจัดลำดับอาวุโสประจำปี 53 ขณะนั้นผู้ฟ้องดำรงตำแหน่งผู้บัญชาการ โดยตำแหน่งถัดไปคือรอง

โดยตำแหน่งที่มียศและระยะเวลาในการราชการโดยเงินเดือนเท่ากัน ให้ผู้ที่ได้รับตำแหน่งถัดลงไปก่อน หากเป็นรองผบช.พร้อมกัน ก็ให้พิจารณายศถัดไปคือยศ พล.ต.ต. มิใช่การพิจารณาว่าผู้ใดดำรงตำแหน่งรองผบช. , ผู้ช่วยผบช. , ผบก. , รองผบก. , ผกก. , รองผกก. , สว. หรือรองสว. ซึ่งศาลเห็นว่าแม้ระเบียบก.ตร. ว่าด้วยการกำหนดลำดับอาวุโสของข้าราชการตำรวจในการรักษาราชการแทนฯ ที่ใช้ในการจัดลำดับอาวุโสที่ได้กำหนดหลักเกณฑ์การจัดลำดับไว้ก็ตาม แต่การจัดลำดับอาวุโสเพื่อใช้ในการแต่งตั้งเพื่อให้ดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น ไม่อาจจะพิจารณาเฉพาะหลักเกณฑ์ที่กำหนดไว้ในระเบียบก.ตร.ดังกล่าว ที่มีวัตถุประสงค์ในการจัดลำดับอาวุโสในการรักษาราชการแทนอย่างเดียวได้ โดยการจัดลำดับแต่ละตำแหน่งควรจะพิจารณาประกาศลำดับอาวุโสครั้งที่ผ่านมาด้วย คือข้าราชการตำรวจรายใดที่เคยได้ประกาศลำดับอาวุโสสูงกว่ารายอื่นมาแล้ว ในการประกาศลำดับอาวุโสครั้งต่อไปก็ไม่ควรจะมีอาวุโสต่ำกว่า ในการประกาศลำดับครั้งที่ผ่านมา

เมื่อข้อเท็จจริงปรากฏว่าการจัดลำดับเพื่อแต่งตั้งข้าราชการตำรวจปี 53 ผู้ฟ้องมีลำดับที่ 5 แล้ว แต่ในการแต่งตั้งปี 54 ผู้ฟ้องกลับถูกจัดอยู่ในลำดับที่ 10 ทั้งที่ควรจะมีอาวุโสลำดับสูงกว่าผู้ถูกฟ้องที่ 4 จึงยังไม่สมเหตุสมผลและเป็นธรรมกับผู้ฟ้อง ซึ่งแม้ว่าผู้ฟ้องและผู้ถูกฟ้องกับข้าราชการตำรวจทั้ง 3 ราย จะมีชั้นยศพล.ต.ท.และดำรงตำแหน่งผู้ช่วยผบ.ตร.พร้อมกัน เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 53 และดำรงตำแหน่งผบช.พร้อมกันเมื่อวันที่ 1 ต.ค. 50 แต่เมื่อพิจารณาการดำรงตำแหน่งถัดลงไปคือรองผบช.ก็ปรากฏว่าผู้ฟ้องได้ชั้นยศพล.ต.ต.ตำแหน่งรองผบช. เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 46

ส่วนผู้ถูกฟ้องที่ 4 และข้าราชการตำรวจอีก 3 ราย ได้ชั้นยศพล.ต.ต. ตำแหน่งรองผบช. เมื่อวันที่ 15 ก.พ. 47 ซึ่งแม้ในการรับชั้นยศ พล.ต.ต.ตำแหน่งผบก. ผู้ฟ้องได้รับเมื่อวันที่ 14 ต.ค. 42 ส่วน พล.ต.อ.อัมรินทร์ ผู้ถูกฟ้องที่ 4 ได้รับเมื่อวันที่ 4 ต.ค. 39 ขณะดำรงตำแหน่งผบก.กองการศึกษา ส่วนพล.ต.ท.ดนัยธร ได้เป็นผบก.สำนักงานวิทยาการตำรวจ วันที่ 4 ต.ค. 39 ส่วนพล.ต.ท.รชต ได้เป็นผบก.ประจำสตช. และ พล.ต.ท.ชัชวาลย์ เป็นผบก.กองคดีอาญา เมื่อวันที่ 2 ต.ค. 41 พร้อมกัน ซึ่งหากการพิจารณาจะดูเฉพาะการได้รับชั้นยศ พล.ต.ต.เพียงประการเดียว โดยไม่พิจารณาตำแหน่งพล.ต.ต.อื่นประกอบด้วย ผู้ฟ้องก็จะมีอาวุโสต่ำกว่าข้าราชการตำรวจทั้ง 4 ราย

แต่ถ้าจะให้เกิดความเป็นธรรมกับทุกรายในการจัดลำดับอาวุโส ที่ใช้แต่งตั้งการดำรงตำแหน่งที่สูงขึ้น ก็จะต้องพิจารณาผู้ได้รับยศถัดลงไปควบคู่กับตำแหน่งสูงสุดในชั้นยศนั้นด้วย เมื่อพ.ร.บ.ตำรวจแห่งชาติ พ.ศ. 2547 มาตรา14 วรรค 1 บัญญัติลำดับตำแหน่งรองผบช. ไว้เหนือกว่า ผบก. ผู้บังคับการ ถือว่าตำแหน่งรองผบช. สูงกว่า ผบก. ทั้งที่สองตำแหน่งมีชั้นยศ พล.ต.ต. ผู้ฟ้องได้ชั้นยศ พล.ต.ต. เมื่อวันที่ 1 ต.ค. 46 ส่วนผู้ถูกฟ้องที่ 4 และข้าราชการตำรวจอีก 3 นาย ได้ยศพล.ต.ต.พร้อมกันเมื่อวันที่ 15 ต.ค. 47 ถือว่าผู้ฟ้องมีอาวุโสตำแหน่งระดับรองผบช. สูงกว่าทั้ง 4 ราย ดังนั้นในการจัดลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจระดับผู้ช่วยผบ.ตร. วาระประจำปี 2554 ผู้ฟ้องจึงควรจะมีลำดับอาวุโสที่ 6 ไม่ใช่ที่ 10 การที่สตช.ประกาศลำดับอาวุโสฯ ประจำปี 54

โดยให้ พล.ต.อ.อัมรินทร์ กับข้าราชการตำรวจอีก 3 ราย มีอาวุโสกว่าผู้ฟ้องจึงเป็นการประกาศที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย และมีผลให้มติของก.ตร. ในการประชุมเมื่อวันที่ 5 ต.ค. 54 ให้ยกคำร้องทุกข์ของผู้ร้องไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน รวมทั้งมติก.ตร. ในการประชุมครั้งที่ 11/54 เมื่อวันที่ 25 ต.ค. 54 เห็นชอบแต่งตั้ง พล.ต.อ.อัมรินทร์ ไปเป็นที่ปรึกษาสบ.10 ด้านกฎหมายและสอบสวน จึงไม่ชอบด้วยกฎหมายเช่นกัน

แต่ที่ผู้ฟ้องขอให้ศาลมีคำพิพากษาให้สตช.และผบ.ตร. สั่งการให้สำนักงานกำลังพลประกาศลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจระดับผู้ช่วย ผบ.ตร. วาระประจำปี 54 ใหม่ โดยให้ผู้ฟ้องมีอาวุโสลำดับที่ 6 และมีสิทธิใช้ในการแต่งตั้งเลื่อนตำแหน่งระดับรองผบ.ตร.หรือเทียบเท่านั้น ศาลเห็นว่าตามพ.ร.บ.จัดตั้งศาลปกครองและวิธีพิจารณาคดีปกครอง พ.ศ. 2542 มาตรา 72 วรรค 1 บัญญัติว่า

การพิพากษาคดีให้ศาลปกครองมีอำนาจสั่งเพิกถอนกฎหรือการกระทำทั้งหมดหรือบางส่วน , สั่งให้หัวหน้าหน่วยงานปกครองปฏิบัติตามหน้าที่ภายในเวลาที่ศาลกำหนด , สั่งให้ใช้เงินหรือส่งมอบทรัพย์สินหรืองดการกระทำตามระยะเวลาและเงื่อนไข , สั่งให้ปฏิบัติต่อสิทธิหรือหน้าที่ต่อบุคคลที่เกี่ยวข้องและสั่งให้บุคคลกระทำหรือละเว้นการกระทำอย่างใดอย่างหนึ่งเพื่อให้เป็นไปตามกฎหมาย เมื่อเหตุแห่งการฟ้องคดีคือการประกาศลำดับข้าราชการตำรวจอาวุโสกับมติของก.ตร.ผู้ถูกฟ้องที่ 3 ที่ยกคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องและประกาศสำนักนายกฯเรื่องแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 21 พ.ย.54 ที่แต่งตั้ง พล.ต.อ.อัมรินทร์ ผู้ถูกฟ้องที่ 4 เป็นที่ปรึกษา สบ. 10

คดีจึงเป็นข้อพิพาทเกี่ยวกับการที่เจ้าหน้าที่ของรัฐออกคำสั่งโดยไม่ชอบด้วยกฎหมายตามมาตรา 9 ของพ.ร.บ.จัดตั้งศาลฯ ซึ่งหากศาลมีคำพิพากษาหรือมีคำสั่งเพิกถอนที่เป็นเหตุแห่งการฟ้องคดีแล้ว ก็ย่อมเป็นหน้าที่ของผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 และ 5 จะต้องดำเนินการตามหลักเกณฑ์ เงื่อนไขที่กฎหมายและระเบียบซึ่งเกี่ยวข้องกำหนดไว้ต่อไป ดังนั้นคำขอที่ให้ผู้ถูกฟ้องที่ 1-2 สั่งการให้สำนักงานกำลังพลประกาศลำดับอาวุโสใหม่นั้น จึงเป็นคำขอที่ศาลไม่มีอำนาจจะกำหนดคำบังคับได้

จึงพิพากษาแต่เพียงว่า ให้เพิกถอนประกาศลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจระดับผู้ช่วยผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เพื่อใช้ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจวาระประจำปี 54 เฉพาะในส่วนของลำดับอาวุโสลำดับที่ 6 ถึง ที่ 10 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 15 ส.ค. 54 และมติของผู้ถูกฟ้องคดีที่ 3 ในการประชุมครั้งที่ 10/2554 เมื่อวันที่ 5 ต.ค. 54 ที่ให้ยกคำร้องทุกข์ของผู้ฟ้องคดีและประกาศสำนักนายกรัฐมนตรี เรื่องแต่งตั้งข้าราชการตำรวจ ลงวันที่ 21 พ.ย. 54 เฉพาะในส่วนที่แต่งตั้งผู้ถูกฟ้องคดีที่ 4 ให้ ดำรงตำแหน่งที่ปรึกษา (สบ.10) ด้านกฎหมายและสอบสวน โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 18 พ.ย. 54

โดยศาลยังมีข้อสังเกตเกี่ยวกับแนวทางหรือวิธีการดำเนินการให้เป็นไปตามคำพิพากษา ให้ผู้ถูกฟ้องที่ 1-3 ดำเนินการประกาศลำดับอาวุโสข้าราชการตำรวจระดับผู้ช่วยผบ.ตร. เพื่อใช้ในการแต่งตั้งข้าราชการตำรวจในวาระประจำปี 54 เฉพาะในส่วนของลำดับอาวุโสในลำดับที่ 6 - 10 ใหม่ คำขออื่นนอกจากนี้ให้ยก

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า คดีนี้เป็นเพียงคำพิพากษาของศาลปกครองชั้นต้น ซึ่งสตช.และผู้ถูกฟ้องหากมีคำโต้แย้งคำพิพากษา ยังสามารถยื่นอุทธรณ์ต่อศาลปกครองสูงสุดได้ 30 วัน ตามกฎหมาย