วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'ปรีดิยาธร'ชี้การเมืองใกล้จบห่วง6เดือนไร้รบ.

"ปรีดิยาธร"เชื่อปัญหาการเมืองใกล้จบ ห่วงการเมืองไร้รัฐบาลอำนาจเต็มนานเกิน 6 เดือน กระทบการขยายตัวทางเศรษฐกิจ เหตุการลงทุนชะงัก

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร เทวกุล อดีตผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) กล่าวในการสัมมนาหัวข้อ "การพัฒนาศักยภาพผู้นำ : องค์กรภาครัฐ รัฐวิสาหกิจ และภาคเอกชน" จัดโดยมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์

โดยม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า ควรจะต้องมีรัฐบาลใหม่ที่มีอำนาจเต็มเข้ามาบริหารบ้านเมืองโดยเร็ว เพื่อที่จะบริหารประเทศและขับเคลื่อนโครงการลงทุนที่จำเป็น เพราะหากภายใน 6 เดือนแรกปีนี้ยังไม่มีรัฐบาลใหม่การลงทุนจะชะลอตัวลงมากกว่านี้ โดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่เริ่มเห็นการชะลอตัวลงแล้ว และยังกระทบต่ออัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ (จีดีพี) ด้วย แม้ว่ายังไม่ติดลบ แต่ถือว่าก็ไม่ค่อยดี ซึ่งเชื่อว่าปัญหาทางการเมืองใกล้จะจบ เนื่องจากคดีที่เกี่ยวข้องกับรัฐบาลเริ่มเข้าสู่กระบวนการตามกฎหมาย ซึ่งเรื่องไหนผิดก็ว่าไปตามกฎหมาย หากรัฐบาลยอมรับก็จบ สังคมยอมรับได้ อย่าคิดอะไรวุ่นวาย ส่วนเรื่องที่ 6 องค์กรอิสระตามรัฐธรรมนูญประกาศแผนโรดแมปทางออกประเทศไทยนั้น เห็นว่าเนื้อหาไม่มีอะไรใหม่

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวแนะนำบทบาทของผู้นำองค์กรภาครัฐวิสาหกิจท่ามกลางสถานการณ์ทางการเมืองที่ไม่ปกติว่า ผู้บริหารรัฐวิสาหกิจต้องวางตัวให้ดีมากๆ อย่าแสดงออกว่าเข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ต้องใช้ไหวพริบ และต้องระวังเรื่องการตัดสินใจ เรื่องที่จะมีผลกระทบต่อชื่อเสียงขององค์กร เพราะการเปลี่ยนแปลงทางการเมืองในปัจจุบันอาจชักนำทำให้เราเสียคนได้ ยกตัวอย่างเช่น กรณีธนาคารออมสินปล่อยกู้อินเตอร์แบงก์ให้กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร (ธ.ก.ส.) ในโครงการรับจำนำข้าวส่งผลให้มีประชาชนแห่ถอนเงินออกจากออมสินจำนวนมาก ซึ่งถือว่าเป็นอุทาหรณ์ที่สำคัญในการตัดสินใจของผู้บริหารรัฐวิสาหกิจ

"เราต้องให้สังคมรู้ว่าเราไม่ได้เข้าข้างเขาด้วย แม้จะเสี่ยงต่อการถูกปลด แต่ถ้ารักษาชื่อเสียงขององค์กรไม่ได้ ก็เสี่ยงที่จะอยู่อย่างไม่มีความสุขเช่นกัน" ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าว

ม.ร.ว.ปรีดิยาธร กล่าวว่า แม้ว่าร่างพระราชบัญญัติให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน วงเงิน 2.2 ล้านล้านบาท ขัดต่อรัฐธรรมนูญ ก็ไม่อยากให้นักธุรกิจกังวล เพราะเชื่อว่ารัฐบาลชุดใหม่ ต้องสานต่อโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน และเดินหน้าต่อได้ด้วยการใช้งบประมาณตามปกติ โดยรัฐบาลใหม่ควรเร่งโครงการที่จำเป็นก่อน เช่น ท่าเรือปากบารา รถไฟฟ้า 10 เส้นทาง รถไฟทางคู่ ถนน วงเงินลงทุน 1,220,000 ล้านบาทใช้เวลาลงทุน 6 ปี สามารถกู้เงินภายใต้ พ.ร.บ.หนี้สาธารณะไม่เกิน 20%ของวงเงินงบประมาณ และบางมาตรายังเปิดช่องให้กู้เพิ่มได้อีก 10%ในกรณีมีความจำเป็นกับประเทศ ซึ่งเชื่อว่าจะไม่เกินกรอบวินัยการคลัง ที่กำหนดหนี้สาธารณะไม่เกิน 60% ของจีดีพี

ส่วนโครงการที่ไม่จำเป็นควรชะลอหรือตัดออกไปก่อน เช่น โครงการรถไฟความเร็วสูงวงเงิน 780,000 ล้านบาท โดยเฉพาะเส้นทางกรุงเทพฯ-เชียงใหม่ เป็นเส้นทางที่ไม่จำเป็น เนื่องจากมีสายการบินต้นทุนต่ำให้บริการ ค่าโดยสารถูกกว่ารถไฟความเร็วสูง และ รถไฟที่จำเป็นต่อการขนส่ง คือรถไฟที่มีหัวรถจักรที่ประสิทธิภาพ และ พ่วงขบวนตู้จำนวนมาก เพื่อลดต้นทุน ไม่ใช่รถไฟความเร็วสูง ที่ใช้ขนคนมากกว่า

"ภาคเอกชนไม่ควรกังวลมากเกินไปว่าความสามารถการแข่งขันของประเทศจะด้อยลง เพราะเชื่อว่าเมื่อมีรัฐบาลใหม่จะเร่งดำเนินการลงทุนด้านระบบขนส่งที่จำเป็นอย่างแน่นอน"ม.ร.ว. ปรีดิยาธร กล่าวทิ้งท้าย