แกะรอย..พาสปอร์ตปลอมเที่ยวบินMH370 ปม"แก๊งลูกแพะ" ไปประเทศที่สาม
ข้อกังขาเกี่ยวกับกรณีการก่อการร้าย อาจเป็นสาเหตุที่ทำให้เครื่องบินของสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบิน MH 370 สูญหาย เนื่องจากมีข้อมูลว่าผู้โดยสารอย่างน้อย 2 คน บนเครื่องบินลำนี้ใช้หนังสือเดินทางปลอมอาจเป็นเพียงเรื่องเข้าใจผิด ล่าสุดชุดสืบสวนสำนักงานตรวจคนเข้าเมืองกลับพบว่า บุคคลที่ใช้หนังสือเดินทางปลอมบนเครื่องบินลำนี้อาจเป็นเพียงแก๊งลูกแพะที่ต้องการเดินทางไปยังประเทศที่สาม
หลังจากทราบเบาะแสว่า นายมาลาดี้ ลุยจิ (MR.Luigi Maraldi) อายุ 37 ปี สัญชาติอิตาลี ซึ่งถูกระบุว่า เป็นหนึ่งในผู้โดยสารบนเครื่องบินลำดังกล่าว แต่กลับพบว่าตัวยังคงอยู่ใน จ.ภูเก็ต ประเทศไทย ซึ่งตำรวจได้เชิญตัวนายมาลาดี้ ลุยจิ มาให้ปากคำ โดยยืนยันว่าหนังสือเดินทางหายไปตั้งแต่ปี 2556 หลังจากได้นำไปใช้เป็นหลักฐานในการขอเช่ารถจักรยานยนต์จากร้าน บีเอ็นมาร์สสาจแอนด์รถเช่า ใน ต.ป่าตอง อ.กะทู้ จ.ภูเก็ต
การให้ปากคำของนายมาลาดี้ ลุยจิ มีข้อสงสัยหลายอย่าง ตำรวจจึงได้เชิญตัว นายสมศักดิ์ สอนสิทธิ์ อายุ 36 ปี เจ้าของร้านรถเช่ามาสอบถามในฐานะพยาน ซึ่งนายสมศักดิ์ ระบุว่า เมื่อปี 2556 นายมาลาดี้ ลุยจิ ได้มาเข้ารถจักรยานยนต์ที่ร้านจริงโดยมีหนังสือเดินทางมาเป็นหลักฐาน แต่ระหว่างที่ตนไม่อยู่ร้านให้ นางถวิล คำประภา อายุ 62 ปี ดูแลร้านแทน นายมาลาดี้ ลุยจิ ได้โทรศัพท์มาหาบอกว่าจะให้คนมารับหนังสือเดินทางเพื่อนำไปใช้เป็นหลักฐานในการแลกเงินกับทางธนาคาร
"นางถวิลอ้างว่าหลังจากได้รับการติดต่อจากนายมาลาดี้ ลุยจิ ได้มีชายชาวต่างชาติสวมหมวกกันน็อกเข้ามาที่ร้านเพื่อขอรับหนังสือเดินทาง ซึ่งนางถวิล ได้หยิบหนังสือเดินทางของชาวต่างชาติที่ใช้เป็นหลักฐานขอเช่ารถจักรยานยนต์ไว้จำนวน 10 เล่ม ยื่นให้กับชาวต่างชาติรายนี้ ซึ่งชายคนดังกล่าวได้หยิบหนังสือเดินทางของนายมาลาดี้ ลุยจิ ไป โดยนำหนังสือเดินทางของ น.ส.BORISOVA DARIA ชาวรัสเซีย เอาไว้ให้แทน ซึ่งได้ตรวจสอบแล้วพบว่าหญิงสาวชาวรัสเซียรายนี้เดินทางเข้าไทยมาเมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2555 และกลับออกไปเมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2555 ซึ่งไม่มีข้อมูลเดินทางกลับเข้ามาอีกตั้งแต่นั้น" แหล่งข่าวในชุดสืบสวนเปิดเผย
แหล่งข่าวรายนี้ให้ข้อมูลด้วยว่า เหตุการณ์ขึ้นน่าจะเป็นการกระทำของขบวนการปลอมแปลงหนังสือเดินทาง จึงได้ตรวจสอบข้อมูลอย่างละเอียด กระทั่งได้รับข้อมูลจากบริษัทตัวแทนจำหน่ายตั๋วโดยสารเครื่องบินจำนวน 2 แห่ง ในเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ที่ให้ข้อมูลตรงกันว่า ได้รับการส่งแฟกซ์หนังสือเดินทางของ นายมาลาดี้ ลุยจิ เพื่อขอออกตั๋วโดยสารเครื่องบินเดินทางจากมาเลเซียไปยังปักกิ่ง ประเทศจีน ก่อนจะเปลี่ยนเครื่องเดินทางต่อจากปักกิ่งประเทศจีน ไปยังกรุงอัมเตอร์ดัม ประเทศเนเธอร์แลนด์ ซึ่งบริษัทได้ออกตั๋วโดยสารให้ไป
"ผู้ที่โทรศัพท์สั่งซื้อตั๋วโดยสารรายนี้ให้พนักงานของบริษัทตัวแทนจำหน่ายตั๋วเครื่องบินไปเก็บเงินสดจำนวน 25,500 บาท จากนายอาซิม ซึ่งเป็นชาวตะวันออกกลางอายุประมาณ 40 ปี ปัจจุบันเปิดร้านขายกรอบรูปอยู่ในตัวเมืองพัทยา จ.ชลบุรี ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั้งคนไทยและชาวต่างชาติ" แหล่งข่าวในชุดสืบสวนสำนักงานตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ให้ข้อมูล
แหล่งข่าวระดับสูงในสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ให้ข้อมูลด้วยว่า ข้อมูลจากการตรวจสอบที่ได้เชื่อว่า บุคคลที่ใช้หนังสือเดินทางของนายมาลาดี้ ลุยจิ ซึ่งมีชื่อโดยสารอยู่บนเครื่องบิน เที่ยวบิน MH 370 น่าจะเป็นเหยื่อของแก๊งลูกแพะ ซึ่งใช้วิธีการผ่าเล่ม หนังสือเดินทางของนายมาลาดี้ ลุยจิ แล้วเปลี่ยนภาพถ่าย โดยผู้ใช้หนังสือเดินทางเล่มนี้น่าจะมีใบหน้าและรูปพรรณใกล้เคียงกับนายมาลาดี้ ลุยจิ โดยน่าจะเป็นบุคคลในประเทศแถบตะวันออกกลาง (แขกขาว) เนื่องจากมีใบหน้าคล้ายกับชาวยุโรป
แก๊งลูกแพะ กลุ่มนี้ เลือกที่จะเดินทางจากประเทศมาเลเซียไปยังปักกิ่ง เพื่อเปลี่ยนเครื่องไปยังกรุงอัมเตอร์ดัมประเทศเนเธอร์แลนด์ เพื่อต้องการหลีกเลี่ยงขั้นตอนการขอวีซ่า โดยหากเครื่องบินเที่ยวบินนี้ไม่สูญหายเมื่อเดินทางถึงปักกิ่งบุคคลรายนี้ก็ไม่จำเป็นต้องผ่านพิธีการเข้าเมืองของจีน เพียงรอเวลาเปลี่ยนเครื่องต่อไปยังเนเธอร์แลนด์ ซึ่งในเนเธอร์แลนด์หากใช้หนังสือเดินทางของอิตาลีก็ไม่จำเป็นต้องขอวีซ่า หรืออาจมีบุคคลในเครือข่ายของแก๊งลูกแพะไปรอรับที่สนามบินอัมเตอร์ดัม
"จากการตรวจสอบนายอาซิม เชื่อมโยงกับ นายอารี ซึ่งแก๊งปลอมแปลงหนังสือเดินทางชาวอิรักซึ่งมีถิ่นที่อยู่ในมาเลเซีย เป็นเครือข่ายแก๊งลูกแพะรายใหญ่ ลักลอบนำชาวตะวันออกกลางไปยังประเทศที่ 3 โดยผ่านสนามบินสุวรรณภูมิ เข้าไปยัง มาเลเซีย เดินทางต่อไปยังจีน ก่อนจะไปยังประเทศในแถบยุโรป อีกเส้นทางหนึ่งจะเดินทางจากกรุงเทพมหานคร ไปยัง อ.หาดใหญ่ จ.สงขลา เข้ามาเลเซียทางด่านสะเดา แล้วเดินทางต่อไปยังจีนเพื่อต่อไปยังประเทศในแถบยุโรป" แหล่งข่าวเปิดเผย
ทั้งนี้ในประเทศมาเลเซียปัจจุบัน มีปัญหาการปลอมแปลงหนังสือเดินทางไม่แตกต่างจากไทย โดยก่อนหน้านี้มีการจับกุมเครือข่ายโจรกรรมใบปะแผ่นลงตราวีซ่าของประเทศไทย ซึ่งในครั้งนั้นพบว่ามีเจ้าหน้าที่ในสถานทูตบางคนเข้าไปมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย
ขณะที่ พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผบ.ตร. ได้สั่งการให้ พล.ต.อ.วัชรพล ประสารราชกิจ รองผบ.ตร. เป็นหัวหน้าทีมในการตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีการปลอมแปลงหนังสือเดินทางครั้งนี้ โดยเร่งด่วน และให้
หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เช่นสำนักงานตรวจคนเข้าเมือง ตำรวจสันติบาล กองการต่างประเทศ รวมทั้งกองบัญชาการในพื้นที่ทุกแห่ง ติดตามสืบสวนสอบสวนเกี่ยวกับคดีปลอมแปลงหนังสือเดินทาง ทั้งที่เคยมีการแจ้งความหรือมีการจับกุมแล้ว ทำการขยายผลเพื่อเป็นการป้องกันปราบปรามต่อไป นอกจากนี้ให้ศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ วางระบบเรื่องการรับแจ้งหนังสือเดินทางหายของทุกสถานีตำรวจ โดยให้เชื่อมโยงผ่านระบบ CMIS ของศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ เพื่อจะได้เชื่อมโยงกับระบบ PIBICS ซึ่งเป็นระบบฐานข้อมูลเกี่ยวกับหมายจับของตำรวจสากล
สำหรับการตรวจสอบหนังสือเดินทาง ของผู้โดยสาร 2 ราย บนสายการบินมาเลเซียแอร์ไลน์ เที่ยวบิน MH 370 ซึ่งจากการตรวจสอบพบว่า ผู้ที่โดยสวมพาสปอร์ตทั้งสองราย เป็นชาวอิตาเลียน และออสเตรีย ซึ่งเคยเข้ามาท่องเที่ยวในประเทศไทย และแจ้งพาสปอร์ตหายที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อปี 2555 และ 2556
โดยรายแรกชื่อ MR.Luigi Maraldi อายุ 37 ปี สัญชาติอิตาเลียน เคยเดินทางเข้าประเทศไทย เมื่อวันที่ 27 มิถุนายน 2556 เที่ยวบิน ทีจี 945 ใช้หนังสือเดินทางหมายเลข YA3189197 ได้มีการแจ้งหายที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเดือนมิถุนายน 2556 จากนั้นได้เข้ามาเมืองไทยอีกครั้งเมื่อวันที่ 1 มี.ค.57 ที่ผ่านมาโดยให้พาสปอร์ตหมายเลขYA4884202 ส่วน Mr.Christion kozel สัญชาติออสเตรีย เคยเดินทางเข้าประเทศไทย เมื่อวันที่ 8 มีนาคม 2555 เที่ยวบิน ทีจี 925 จากเมืองมิวนิค ประเทศเยอรมนี ใช้หนังสือเดินทางหมายเลข B2979523 ได้มีการแจ้งหายที่จังหวัดภูเก็ต เมื่อเดือนมีนาคม 2555





