วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ตีแผ่เบื้องหลังแก๊งหลอกสาวไทยขนยาข้ามชาติ

ตีแผ่เบื้องหลังแก๊งแอฟริกัน หลอกหญิงไทยขนยาข้ามชาติ

ยาเสพติดกับสังคมไทย เป็นปัญหาที่เรื้อรังจนยากจะเยียวยา เพราะไทยเป็นทั้งแหล่งนำเข้า ส่งออก และเป็นตลาดใหญ่ของยาเสพติด ระยะหลังสถานการณ์การลักลอบค้ายาเสพติดของขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติที่เข้ามาใช้ไทยเป็นฐานบัญชาการจึงมีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น

ที่น่าวิตก คือ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมามี "คนไทย" เข้าไปพัวพันกับเครือข่ายค้ายาเสพติดข้ามชาติมากขึ้น โดยเฉพาะในขบวนการค้ายาชาวแอฟริกัน แต่ที่น่าตกใจกว่านั้นคือในกลุ่มคนไทยที่ตกอยู่ในวังวนนี้เป็น "ผู้หญิง" มากที่สุด! (ดูกราฟฟิกประกอบ)

พล.ต.ต.พุทธิชาต เอกฉันท์ รองผู้บัญชาการตำรวจปราบปรามยาเสพติด (บช.ปส.) รับผิดชอบงานปราบปราม เผยว่า ในช่วง 3 ปีที่ผ่านมามีหญิงไทยเข้าไปเกี่ยวข้องกับเครือข่ายยาเสพติดชาวแอฟริกันเป็นจำนวนมาก โดยของกลางยาเสพติดที่พบนั้นส่วนใหญ่จะเป็นยาไอซ์ โคเคน และเฮโรอีน

"กลุ่มขบวนการเหล่านี้ใช้คนไทยเป็นคนลักลอบลำเลียงยาเสพติด เพราะจะได้ไม่ต้องแตะของกลาง ซึ่งเป็นวิธีหนึ่งในการหลบเลี่ยงการถูกดำเนินคดี"

ตัวอย่างคดีล่าสุดเกิดขึ้นเมื่อปลายเดือน ม.ค.ที่ผ่านมา ตำรวจปราบปรามยาเสพติด ร่วมกับตำรวจตรวจคนเข้าเมือง ด่านท่าอากาศยานกรุงเทพ หรือ สนามบินดอนเมือง จับกุมชายชาวไนจีเรียพร้อมกับหญิงไทย ขณะลักลอบขนยาไอซ์จากประเทศจีนเข้ามาในประเทศไทย โดยซุกซ่อนมาในกระเป๋าเป้ 2 ใบที่มีการดัดแปลงช่องเก็บสัมภาระไว้พร้อม

3 รูปแบบกับ 2 เหตุผล

พล.ต.ต.พุทธิชาต ระบุว่า วิธีการที่ขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติใช้คนไทยในการลำเลียงเข้ามาในประเทศนั้นมี 3 รูปแบบ ได้แก่ การซุกซ่อนมาในกระเป๋าเดินทางที่มีการดัดแปลง การซุกซ่อนมาในของใช้ส่วนตัว เช่น กระปุกครีม กระป๋องกาแฟ แท่งช็อคโกแลต เป็นต้น และใช้ร่างกายในการซุกซ่อน โดยผ่านทางปาก ทวารหนัก และอวัยวะเพศ แต่จะเลือกวิธีไหนอยู่ที่การตกลงกันระหว่างผู้ว่าจ้างและผู้รับจ้าง

สาเหตุที่หญิงไทยตกเป็นเหยื่อกลุ่มขบวนการเหล่านี้นั้น รอง ผบช.ปส. เล่าว่า จากการพูดคุยกับหญิงสาวที่ตกเป็นผู้ต้องหาลักลอบขนยาเสพติด พบว่ามีสาเหตุสำคัญ 2 ประการที่ทำให้ตัดสินใจรับงานจากเครือข่ายเหล่านี้ คือ 1.เกิดจากความสมัครใจเพราะต้องการเงิน และ 2.เรื่องความรักชอบพอกัน หลังได้รับการดูแลเอาใจใส่ ช่วยเหลือ และยกย่อง

"แต่เท่าที่ทำคดีมาพบว่าส่วนใหญ่จะสมัครใจ และเมื่อเข้าสู่ขบวนการเหล่านี้แล้วก็มีแนวโน้มสูงที่จะกระทำผิดซ้ำ"

แก๊งไนจีเรียมากสุด

กลุ่มเครือข่ายชาวแอฟริกันนั้นจะเลือกคบหากับหญิงไทยที่ทำงานกลางคืนและอยู่ตามสถานบริการต่างๆ เป็นหลัก บางรายเมื่อตกลงกันแล้วก็จะถูกส่งตัวไปรับยาเสพติดคนเดียว หรือบางครั้งเพื่อนหนุ่มชาวแอฟริกันก็จะขึ้นเครื่องบินตามไปด้วย แต่เมื่อถึงจุดรับยาเสพติดเขาจะถอยไปสังเกตการณ์ห่างๆ

ทั้งนี้ ข้อมูลการสืบสวนปราบปรามเครือข่ายยาเสพติดชาวแอฟริกันนั้น ตำรวจได้มีการประสานข้อมูลกับสำนักงานคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามยาเสพติด (ปปส.) มาอย่างต่อเนื่อง

จากสถิติการจับกุมแก๊งค้ายาเสพติดชาวแอฟริกันสัญชาติต่างๆ ตั้งแต่ปี 2554 ถึงปัจจุบัน (ปีงบประมาณ) พบว่า ในปี 2554 จับกุมได้ 49 ราย ปี 2555 จับกุมได้ 51 ราย ปี 2556 จับกุมได้ 21 ราย และในปีงบประมาณนี้เพียงไม่กี่เดือน จับกุมได้แล้ว 22 ราย โดยส่วนใหญ่ผู้ต้องหาที่ถูกดำเนินคดีนั้นเป็นคนสัญชาติไนจีเรีย

"อเมริกาใต้"ยอดจับพุ่ง

ย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นที่ทำให้หน่วยงานต่างๆ หันมาให้ความสนใจกับปัญหานี้ ไม่ได้อยู่ที่หญิงไทยที่ถูกจับกุมอยู่ในหลายประเทศมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นอย่างเดียว แต่ยังมีความซับซ้อนของเครือข่ายยาเสพติดและวิธีการลักลอบขนยาเสพติดผ่านแดนเข้ามาเกี่ยวข้องด้วย

เมื่อปี 2552 กระทรวงการต่างประเทศได้รับรายงานว่ามีหญิงไทยถูกจับกุมในประเทศแถบละตินอเมริกาในข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งในประเทศบราซิล อาร์เจนตินา และเปรู

ข้อมูลที่กระทรวงการต่างประเทศได้รับ บ่งชี้ว่า กลุ่มคนเหล่านี้มีส่วนพัวพันกับขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติเชื่อมโยงหลายประเทศของเอเซียและละตินอเมริกา โดยมีชาวแอฟริกันในไทยเป็นผู้ว่าจ้าง

ส่วนรูปแบบการขนยาเสพติดก็เปลี่ยนจากการซุกซ่อนตามเสื้อผ้า กระเป๋า มาเป็นการ "กลืน"

เครือข่ายเหมือน"ขายตรง"

จากปัญหาที่เกิดขึ้นจึงทำให้เกิดความร่วมมือระหว่างหน่วยงานทั้งภายในและต่างประเทศในการหาแนวทางแก้ไขและมาตรการป้องกันหญิงไทยไม่ให้ตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ายาเสพติดเครือข่ายชาวแอฟริกัน

รายงานผลการประชุมเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นที่กระทรวงการต่างประเทศเมื่อปี 2555 พบว่า หญิงสาวไทยที่ถูกจับกุมอยู่ในประเทศแถบละตินอเมริกานั้นสามารถแบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มผู้ขายบริการ กลุ่มผู้รับจ้างรายได้ต่ำและทำงานเสริมเป็นเพื่อนนั่งดื่ม และกลุ่มที่ถูกเพื่อนชักจูงให้มาทำงานที่มีลักษณะเป็นเครือข่ายเหมือนการขายตรง

ส่วนพฤติการณ์กระทำผิดก็คล้ายคลึงกัน คือ เดินทางคนเดียว มีความรู้ทางภาษาจำกัด หรือไม่มีเลย มีความเกี่ยวข้องกับชาวแอฟริกันในไทยโดยเฉพาะชาวไนจีเรีย และมักเดินทางผ่านประเทศที่สาม เช่น กัมพูชา มาเลเซีย เวียดนาม ก่อนเดินทางไปยังลาตินอเมริกา หรือก่อนเดินทางกลับไทย

ปัจจัยแวดล้อมที่ทำให้หญิงไทยก่อเหตุลักษณะนี้คือเรื่องการเดินทางผ่านเข้าออกประเทศสะดวก เพราะได้รับการยกเว้นการตรวจลงตราสำหรับบุคคลธรรมดา และโทษที่ได้รับหากถูกจับกุมก็ไม่รุนแรงมากนัก

ขณะเดียวกันในกลุ่มชาวแอฟริกันในประเทศไทยซึ่งเกี่ยวข้องกับเครือข่ายค้ายาเสพติดนั้นก็มีทั้งที่เป็นผู้ว่าจ้างหรือล่อลวงหญิงไทยให้เดินทางไปขนยาเสพติด

ปัจจุบันชาวแอฟริกันเดินทางเข้าประเทศไทยในหลายรูปแบบ เช่น นักฟุตบอล ครูสอนศาสนา นักเรียน โดยกลุ่มคนเหล่านี้พร้อมที่จะเสี่ยงเข้าประเทศไทย เนื่องจากมีหน่วยงานการกุศลหรือโบสถ์ให้ความช่วยเหลือเมื่อตกทุกข์ได้ยาก และหากถูกจับกุมก็เชื่อว่าสภาพเรือนจำในไทยดีกว่าในประเทศตนเอง

บราซิลทำโครงการช่วยเหลือ

หลังจากเกิดปัญหาดังกล่าวมากขึ้น จึงทำให้เกิดการประสานความร่วมมือระหว่างประเทศและในประเทศเกี่ยวกับการป้องกันและปราบปราม สังเกตได้จากข่าวการบุกตรวจค้นแหล่งที่พักของชาวแอฟริกันในกรุงเทพฯ หลายต่อหลายครั้ง หรือการจัดประชุมสัมมนาเพื่อสร้างเครือข่ายระวังป้องกัน และเผยแพร่ประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ถึงโทษภัยที่ได้รับ

ก่อนหน้านี้ สถานเอกอัครราชทูต ณ กรุงบราซิเลีย ประเทศบราซิล ได้ดำเนินการเพื่อป้องกันหญิงไทยตกเป็นเหยื่อขบวนการค้ายาเสพติดในบราซิล โดยการสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อลดจำนวนชาวไทยที่ถูกจับในคดียาเสพติดในบราซิล และช่วยเหลือคนไทยที่ถูกจับกุม ตลอดจนสร้างความตระหนักรู้แก่ประชาชนกลุ่มเสี่ยง

ผลจากการรณรงค์ประชาสัมพันธ์และสร้างเครือข่ายกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องทั้งในประเทศและที่ประเทศบราซิลทำให้สถิติคนไทยถูกจับกุมลดลงอย่างรวดเร็ว

ตั้งแต่เดือน เม.ย.2556 ซึ่งเป็นช่วงของการเร่งรณรงค์ประชาสัมพันธ์ จนถึงเดือน ก.ย.2556 ไม่มีรายงานคนไทยถูกจับกุมในบราซิล ในขณะที่ก่อนหน้านี้ในช่วงเดือน ม.ค.2555-มี.ค.2556 มีรายงานการถูกจับกุม 33 ราย ในจำนวนนี้ 14 ราย ถูกจับในช่วงเดือน ม.ค.- มี.ค.2556

"จีน-ไต้หวัน"มาแรง

แม้จะรณรงค์ป้องกันควบคู่ไปกับการปราบปรามอย่างเข้มข้นจะทำให้ปัญหาในประเทศหนึ่งลดลงไปได้ก็จริง แต่ขบวนการเหล่านี้ก็ไม่ได้หมดสิ้นไป มิหนำซ้ำยังไปสร้างปัญหาในประเทศอื่นๆ ต่อไปอีก

จากสถิติคนไทยที่ถูกจับกุมข้อหาลักลอบค้ายาเสพติดในประเทศไต้หวันและจีนที่มากกว่าประเทศแถบลาตินอเมริกา กอปรกับการกวาดล้างแหล่งผลิตยาไอซ์ในประเทศจีนเมื่อไม่นานมานี้ที่เจ้าหน้าที่ยึดของกลางยาไอซ์และสารตั้งต้นในการผลิตได้หลายสิบตัน คงเป็นเครื่องบ่งชี้ได้เป็นอย่างดี

และแน่นอนว่าคนไทยที่ลักลอบขนยาเสพติดจากประเทศเหล่านี้่ส่วนใหญ่จะเป็นหญิงสาวอีกเช่นเคยทำให้มาตรการป้องกันและปราบปรามจากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่อาจผ่อนปรนได้

อย่างไรก็ตาม พล.ต.ต.พุทธิชาต กล่าวว่า ทั้งการป้องกันและปราบปรามจำเป็นต้องได้รับความร่วมมือจากทุกภาคส่วน โดยเฉพาะการรณรงค์สร้างเครือข่ายป้องกันปัญหายาเสพติดกับผู้หญิงนั้นต้องเข้าไปให้ความรู้ สร้างความเข้าใจ และส่งเสริมอาชีพอย่างต่อเนื่อง

และอยากฝากไปถึงหญิงไทยที่ถูกจับกุมก็ต้องรับโทษตามกฎหมายของประเทศนั้น แม้บางประเทศอัตราโทษในคดียาเสพติดจะไม่รุนแรง แต่ทุกคนที่ถูกจับต้องทนทุกข์ทรมาน ทั้งเรื่องชีวิตความเป็นอยู่ อาหารการกิน ภาษา บางประเทศระบบเรือนจำเข้มงวดมาก

เป็นข้อคิดเตือนใจที่นายตำรวจที่คลุกคลีอยู่กับการแก้ไขปัญหายาเสพติดมาเกือบ 20 ปีฝากไปถึงหญิงไทยกลุ่มเสี่ยงได้ฉุกคิดและระมัดระวังตัวเองไม่ให้ตกเป็นเหยื่อถูกขบวนการค้ายาเสพติดข้ามชาติหลอกใช้จนสูญสิ้นอิสรภาพ ดังเช่นที่หญิงสาวหลายร้อยคนประสบในช่วงหลายปีที่ผ่านมา