แยกประเทศ...ก้าวที่พลาดของ นปช. เปิดช่องกองทัพใช้ พ.ร.บ.มั่นคง รุกไล่
หากมองในแง่ "เกมการเมือง" ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเคลื่อนไหวของคนเสื้อแดงบางกลุ่มที่ "ล้ำเส้น" ในประเด็นอ่อนไหวเรื่อง "แยกประเทศ" โดยเฉพาะการปรากฏป้ายผ้าที่พิษณุโลก และ สัญลักษณ์ "สปป.ล้านนา" ที่เชียงใหม่ ซึ่งอ้างว่าหมายถึงสาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนล้านนานั้น ได้กลายเป็นการกวักมือเชื้อเชิญให้ทหารเข้ามามีบทบาทและเพิ่มแรงกดดันในมิติทางความมั่นคงต่อมวลชนคนเสื้อแดงหนักขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พูดง่ายๆ คือ ทำให้ฝ่ายกองทัพมีความชอบธรรมมากพอในการรุกไล่กดดันมวลชนคนเสื้อแดง ซึ่งสนับสนุนรัฐบาล ทั้งๆ ที่ ก่อนหน้านี้อยู่ในภาวะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก จะรัฐประหารก็ทำไม่ได้ จะไล่ล่ากดดันพวกฮาร์ดคอร์บางกลุ่มบางราย หลักฐานก็ไม่ชัด หากฝืนทำไปก็จะถูกต่อต้านหนัก ขณะที่ผู้นำมวลชนฝ่ายสนับสนุนรัฐบาลก็ดูจะรู้จุดอ่อนของฝ่ายทหารตลอดมา จึงไม่ทำตัวเป็นเงื่อนไขให้เกิดการชนกันของมวลชนขนาดใหญ่ อันจะกลายเป็นเงื่อนไขให้กองทัพติดอาวุธออกปฏิบัติการในนาม "ผู้รักษาความสงบ" ได้
แต่เมื่อเปิดประเด็นเรื่อง "แยกประเทศ" ก็เหมือนเดินหมากพลาดให้กองทัพกินสามทอดเข้าฮอร์ส เพราะสามารถขยับใช้อำนาจตามพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 (พ.ร.บ.ความมั่นคง) เข้าดำเนินการทั้งทางจิตวิทยาและทางกายภาพในพื้นที่ภาคเหนือและอีสานซึ่งเป็นฐานเสียงสำคัญของรัฐบาลพรรคเพื่อไทย
แม้ว่า พ.ร.บ.ความมั่นคง ไม่ได้ให้ "เครื่องมือพิเศษ" และอำนาจแก่พนักงานเจ้าหน้าที่ในการจำกัดสิทธิเสรีภาพของประชาชนมากเท่ากับ "พ.ร.ก.ฉุกเฉิน" หรือพระราชกำหนดการบริหารราชการในสถานการณ์ฉุกเฉิน พ.ศ. 2548 ก็ตาม แต่ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็เป็นกฎหมายที่เสริมเขี้ยวเล็บให้ฝ่ายทหารอย่างเต็มรูปแบบ นอกเหนือจากกฎหมายพิเศษเดิมที่มีอยู่แล้วอย่าง พ.ร.บ.กฎอัยการศึก พ.ศ. 2457
ทั้งนี้ เพราะว่าในมิติหนึ่งของ พ.ร.บ.ความมั่นคง ก็คือ กฎหมายรองรับการจัดตั้งหน่วยงาน ได้แก่ กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร หรือ กอ.รมน. ซึ่งแต่เดิมเป็น "หน่วยงานผี" ไม่มีกฎหมายรองรับ เพราะตั้งขึ้นมาเพื่อภารกิจเฉพาะด้านการป้องกันและปราบปรามคอมมิวนิสต์ แต่ พ.ร.บ.ป้องกันการกระทำอันเป็นคอมมิวนิสต์ พ.ศ. 2495 ได้ถูกยกเลิกไปในรัฐบาลพรรคประชาธิปัตย์ เมื่อปี 2543 จึงไม่มีความจำเป็นที่จะต้องมี กอ.รมน. อีกต่อไป
ทว่า กอ.รมน.ได้ถูกปลุกขึ้นมาอีกครั้ง โดย พ.ร.บ.ความมั่นคง พ.ศ. 2551 ที่ผลักดันในรัฐบาล พล.อ.สุรยุทธ์ จุลานนท์ และ สภานิติบัญญัติแห่งชาติ กล่าวกันอย่างตรงๆ ว่าเป็นการสืบทอดอำนาจให้ฝ่ายทหารหลังการปฏิวัติปี 2549 ก็คงไม่ผิดนัก เนื่องจากตามกฎหมายกำหนดให้ผู้บัญชาการทหารบก (ผบ.ทบ.) เป็น รอง ผอ.รมน. โดยตำแหน่ง และ เสนาธิการทหารบก (เสธ.ทบ.) เป็นเลขาธิการ กอ.รมน. (มาตรา 5)
นอกจากนั้น กฎหมายยังเปิดช่องให้มีโครงสร้างของ กอ.รมน.สยายปีกลงไปถึงระดับภาคและระดับจังหวัด โดยให้แม่ทัพภาคเป็น ผอ.รมน.ภาค และผู้ว่าราชการจังหวัด เป็น ผอ.รมน.จังหวัด ขึ้นกับ ผอ.รมน.ภาค อีกที ซึ่งก็หมายถึงขึ้นกับแม่ทัพนั่นเอง (มาตรา 11-13)
ในภาคใต้ ซึ่ง กอ.รมน.ได้รับมอบหมายให้รับผิดชอบภารกิจด้านความมั่นคง มีการจัดโครงสร้างพิเศษเป็น กอ.รมน.ภาค 4 ส่วนหน้า และวางสายการบังคับบัญชาลงไปถึงระดับอำเภอด้วยซ้ำ!
และด้วยความที่ พ.ร.บ.ความมั่นคง เป็นกฎหมายเชิงป้องกัน ไม่ต้องรอให้เกิดสถานการณ์ที่เป็นภัยต่อความมั่นคงเกิดขึ้นก่อนเหมือน พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ (ที่ต้องมีสถานการณ์ฉุกเฉินเกิดขึ้นแล้ว จึงจะประกาศกำหนดพื้นที่และใช้มาตรการพิเศษตามกฎหมายได้) โครงสร้างของ กอ.รมน.ทั้งหมด ตั้งแต่ กอ.รมน.ในส่วนกลางลงไปถึง กอ.รมน.ภาคและจังหวัด จึงมีอำนาจหน้าที่ตามมาตรา 7 ที่ทำได้ตลอดเวลา ไม่ต้องรอประกาศพื้นที่เฉพาะ (ตามมาตรา 15) เช่น ติดตาม ตรวจสอบ และประเมินแนวโน้มของสถานการณ์ที่อาจก่อให้เกิดภัยคุกคามด้านความมั่นคงภายใน
หรือเสริมสร้างให้ประชาชนตระหนักในหน้าที่ที่ต้องพิทักษ์รักษาไว้ ซึ่ง ชาติ ศาสนา และ พระมหากษัตริย์ สร้างความรักความสามัคคีของคนในชาติ รวมทั้งส่งเสริมให้ประชาชนเข้ามามีส่วนร่วมในการป้องกันและแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่กระทบต่อความมั่นคงภายในราชอาณาจักรและความสงบเรียบร้อยของสังคม เป็นต้น
การเข้าไปดำเนินการเรื่องปลุกกระแส "แบ่งแยกประเทศ" ก็ใช้ช่องทางตามนี้ ทำให้เห็นภาพแม่ทัพภาค 3 เรียกประชุมผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดภาคเหนือ 17 จังหวัด และ แม่ทัพภาค 2 เชิญผู้ว่าราชการจังหวัดเข้าหารือเป็นรายจังหวัด เพื่อร่วมกันกำหนดมาตรการป้องปรามและระงับยับยั้งไม่ให้การปลุกกระแส "แยกประเทศ" ขยายวงกว้างออกไป แม้แม่ทัพในฐานะ ผอ.รมน.ภาค จะสั่งผู้ว่าราชการจังหวัดแบบซ้ายหัน ขวาหันไม่ได้ แต่ก็สร้างแรงกดดันได้ไม่น้อยเหมือนกัน
ขณะที่ ในทางลับก็มีการใช้กำลังพลเข้าไปกดดันบรรดากลุ่มฮาร์ดคอร์ และพวกที่มีแนวคิดรุนแรงทางการเมืองมากขึ้นกว่าเดิม
นี่จึงเป็น "ก้าวที่พลาด" ของฝ่าย นปช. ที่เปิดหน้าให้ฝ่ายทหารยิงหมัดตรงเข้าใบหน้าแบบจังๆ แม้ว่าจะพยายามปัดป้องหรือปฏิเสธอย่างไร แต่ก็ดูจะสายเกินไปเสียแล้ว!





