วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

'แบ่งแยกดินแดน'แค่หวังผลการเมือง

"แบ่งแยกดินแดน" แค่หวังผลการเมือง

ตั้งแต่สัปดาห์นี้เป็นต้นไปคงทำให้การสัญจรไปมาในกรุงเทพฯ คล่องตัวขึ้นหลังจาก "คณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข" (กปปส.) ตัดสินใจย้ายเวทีไปอยู่ในสวนลุมพินี

การย้ายเวทีครั้งนี้มีเสียงวิจารณ์แตกต่างกันไปบ้างว่าเป็นการส่งสัญญาณในทางที่ดีอาจมีการเจรจาระหว่าง "ฝ่ายรัฐบาล-กปปส." ขึ้นอีกครั้ง

ขณะที่อีกกลุ่มมองว่า กปปส.อาจได้รับแรงกดดันจากภาคธุรกิจและเอกชน ที่ได้รับผลกระทบจากการ "ปิดกรุงเทพฯ" ทำให้สูญเสียรายได้มหาศาลจึงย้ายสถานที่ชุมนุม เพื่อไม่ให้เสียแนวร่วมกลุ่มนี้

รวมทั้งเสียงวิจารณ์เพื่อความปลอดภัยของผู้ชุมุนม หลังจาก "แนวร่วมประชาธิปไตยต่อต้านเผด็จการแห่งชาติ" (นปช.) หรือ "กลุ่มคนเสื้อแดง" ประกาศลั่นกลองรบระดมพลครั้งใหญ่เคลื่อนไหวปกป้องรัฐบาลและประชาธิปไตย

และประกาศจัดตั้งกองกำลัง เพื่อเป็นการปกป้องประชาธิปไตย ปกป้องประเทศชาติ โดยเปิดรับสมัครพร้อมกันทั้ง 20 จังหวัดอีสาน วันที่ 1 มีนาคมเป็นต้นไปโดยตั้งเป้าไว้ไม่ต่ำกว่า 2 แสนคนภายในเดือนมีนาคม

แต่ที่เรียกความสนใจทั้งจากคนไทยและต่างประเทศมากที่สุดคือการประกาศ "แบ่งแยกดินแดน"

โดยเฉพาะ "วิสุทธิ์ ไชยณรุณ" อดีตรองประธานสภา และอดีต ส.ส.พะเยา พรรคเพื่อไทย ให้เหตุผลถึงความต้องการของประชาชนในพื้นที่ที่ให้แบ่งแยกดินแดน "ในเมื่ออยู่รวมกันแล้วเกิดความทุกข์ ไม่มีความสุข ก็แยกประเทศกันเลย"

ทำให้หลายฝ่ายแสดงความห่วงใยเกี่ยวกับเรื่องนี้ เพราะนอกจากจะกระทบในเรื่องความมั่นคงแล้วย่อมส่งผลต่อเรื่องเศรษฐกิจการค้าการลงทุนที่ต่างประเทศอาจจะตัดสินใจไปลงทุนที่ประเทศอื่น

"รศ.ดร.ปณิธาน วัฒนายากร" วิชาการทางด้านรัฐศาสตร์ และเป็นหนึ่งในผู้มีส่วนร่วมในการร่างพระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร พ.ศ. 2551 ได้ให้ความเห็นต่อเรื่องนี้ว่า ไม่ควรนำเรื่องความมั่นคงของประเทศไปรวมกับเรื่องการเมือง และต้องระมัดระวังอย่าให้เรื่องการเมืองลุกลามบานปลายกลายเป็นภัยคุกคามต่อประเทศ และซุ่มเสี่ยงต่อความมั่นคงของประเทศ หากมีแนวคิดในการแบ่งแยกประเทศขึ้นจริงก็ควรช่วยกันควบคุมไม่ให้เกิดขึ้น

หลังจากเกิดข่าวการแบ่งแยกประเทศขึ้นมา "รศ.ดร.ปณิธาน" มองว่า ฝ่ายความมั่นคงภายในราชอาณาจักรก็ได้มีความเคลื่อนไหวทั้งทางลับและเปิดเผยทั้งการเฝ้าระวัง และควบคุมไม่ให้เกิดปัญหาดังกล่าวจนส่งผลกระทบต่อความมั่นคงของประเทศ และมีการกำหนดพื้นที่ในการดูแลกันอย่างดีอยู่แล้ว

"รศ.ดร.ปณิธาน" มองว่า การจะแบ่งแยกประเทศไม่ใช่ทำกันง่ายๆ ดูจากในหลายประเทศ หรือแม้แต่ภาคใต้ของประเทศไทยจะขอแบ่งแยกดินแดนเพื่อปกครองตนเองก็ยังทำไม่ได้ เพราะมีปัจจัยติดขัดหลายด้าน

"ที่บอกว่าจะแบ่งแยกประเทศต้องดูที่พฤติกรรมด้วย ไม่ใช่ประกาศแบ่งแยกดินแดนแล้วนั่งเฉยๆ อยู่ที่บ้านไม่ทำอะไรลักษณะแบบนี้หากมีการจับกุมในทางกฎหมายก็ไม่สามารถเอาผิดได้ ต้องดูปัจจัยอื่นมาประกอบด้วย เช่น ประกาศตั้งตนเป็นอิสระแบ่งแยกดินแดนออกจากประเทศไทยแล้วตั้งชื่อรัฐของตัวเองใหม่ ตั้งกองกำลังติดอาวุธ ลักษณะแบบนี้จึงน่าจะเข้าข่าย" รศ.ดร.ปณิธาน กล่าว

สำหรับพฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงหลังจากประกาศแบ่งแยกดินแดนแล้ว "รศ.ดร.ปณิธาน" มองว่า ไม่น่าจะอยู่ในข่ายแบ่งแยกดินแดน เพราะกิจกรรมที่ทำเป็นแรลลี่ปล่อยขบวนรถคนเสื้อแดงจากจังหวัดหนึ่งไปสู่จังหวัดหนึ่ง ส่วนที่ประกาศจัดตั้งกองกำลังเมื่อไปดูแล้วพบว่าเป็นเพียงการรับสมัครการ์ดอาสาเพื่อดูแลความปลอดภัยให้กลุ่มคนเสื้อแดงเท่านั้น ซึ่งลักษณะแบบนี้เมื่อถูกดำเนินคดีถือว่าพฤติกรรมยังไม่เข้าข่าย แต่ฝ่ายความมั่นคงก็ต้องติดตามเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด

"รศ.ดร.ปณิธาน" ยอมรับว่า มีความเป็นไปได้ว่าการประกาศลั่นกลองรบหรือประกาศจัดตั้งกองกำลังของกลุ่มคนเสื้อแดงอาจเป็นยุทธวิธีอีกรูปแบบหนึ่งในการต่อสู้ทางการเมือง เพื่อให้ฝ่ายตรงข้ามหวั่นไหว และต้องการประกาศให้รู้ว่ารัฐบาลไม่ถูกโดดเดียว แต่เรื่องนี้ก็ควรระวังอย่าให้เรื่องการเมืองกลายเป็นภัยคุกคามความมั่นคงภายในประเทศ เพราะผลกระทบสุดท้ายจะเกิดกับประเทศของเรา

ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า "นายกรัฐมนตรี" ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในฐานะในฐานะผู้อำนวยการกองอำนวยการรักษาความมั่นคงในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ไม่ห้ามปรามหรือตักเตือนพฤติกรรมของกลุ่มคนเสื้อแดงเกี่ยวกับเรื่องนี้ "รศ.ดร.ปณิธาน" มองว่า นายกรัฐมนตรีอาจจะไม่เข้าใจถึงอำนาจหน้าที่ในฐานะผอ.กอ.รมน. และในทางการเมืองอาจมองว่าปล่อยไว้แบบนี้น่าจะดีกว่า เพราะการเคลื่อนไหวของกลุ่มคนเสื้อแดงเป็นผลดีกับตัวนายกรัฐมนตรี โดยลืมคิดไปว่าหากเกิดการเผชิญหน้า การปะทะ มีคนบาดเจ็บและเสียชีวิตนายกรัฐมนตรีต้องเป็นผู้รับผิดชอบ

"รศ.ดร.ปณิธาน" ได้เสนอแนะให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องหรือรับผิดชอบออกมาให้ข้อมูลในทางที่สามารถเปิดเผยได้กับสาธารณชน เพื่อจะได้ช่วยกันดูแลและเป็นการป้องปรามกับผู้ที่คิดจะกระทำสิ่งที่ไม่ถูกต้องจนทำให้บ้านเมืองเกิดความเสียหาย