กกต.เฉือนงบหาเสียงเลือกตั้งส.ว.เต็มที่ไม่เกิน 5 ล้าน เหตุสนง.ช่วยหนุนประชาสัมพันธ์เต็มที่ เพื่อความเป็นธรรมแก่ผู้สมัคร
นายธนิศร์ ศรีประเทศ รองเลขาธิการคณะกรรมการการเลือกตั้งด้านกิจการพรรคการเมือง แถลงภายหลังการประชุม กกต. ในวันนี้ ว่า ที่ประชุม กกต. มีมติเห็นชอบการกำหนดค่าใช้จ่ายในการเลือกตั้ง ส.ว. โดยยึดแนวทางการใช้เขตเลือกตั้ง ส.ส. ในแต่จังหวัดเป็นการกำหนดค่าใช้จ่ายของผู้สมัคร ส.ว. แบ่งเป็นจังหวัดที่มีเขตเลือกตั้ง 1- 4 เขต ซึ่งผู้สมัครจะใช้จ่ายเงินสำหรับการหาเสียงได้ไม่เกิน 1 ล้านบาท มีจำนวน 47 จังหวัด อาทิ จังหวัด กระบี่ กำแพงเพชร จันทร์บุรี ฉะเชิงเทรา ชัยนาท ชุมพร ตรัง ตราด ตาก นครนายก นพพนม นราธิวาส น่าน บึงกาฬ ประจวบคีรีขัน ปราจีนบุรี ปัตตานี พะเยา พังงา พัทลุง พิจิต เพชรบุรี แพร่ ภูเก็ต มุกดาหาร แม่ฮ่องสอน ยโสธร ยะลา ระนอง ระยอง ลพบุรี ลำบาง ลำพูน เลย สตูล สมุทรสงคราม สมุทรสาคร สระแก้ว สระบุรี สิงห์บุรี สุโขทัย หนองคาย หนองบัวลำพู อ่างทอง อำนาจเจริญ อุตรดิตถ์ และอุทัยธานี
นายธนิศร์ กล่าวต่อว่า ส่วนขนาดจังหวัดที่มีเขตเลือกตั้งที่มี 5 - 9 เขตเลือกตั้ง ซึ่งผู้สมัครจะใช้ค่าใช้จ่ายได้ไม่เกิน 2 ล้านบาทมีจำนวน 25 จังหวัด ได้แก่ กาญจนบุรี กาฬสิน ชลบุรี ชัยภูมิ เชียงราย นครปฐม นครศรีธรรมราช นครสวรรค์ นนทบุรี บุรีรัมย์ ปทุมธานี พระนครศรีอยุธยา พิศนุโลก เพชรบูรณ์ มหาสารคราม ร้อยเอ็ด ราชบุรี ศรีสะเกษ สกุลนคร สงขลา สมุทรปราการ สุพรรณบุรี สุราษฎร์ธานี สุรินทร์ และอุดรธานี สำหรับขนาดจังหวัดที่มีเขตเลือกตั้ง 10 - 14 เขตเลือกตั้ง ผู้สมัครใช้จ่ายเงินได้ไม่เกิน 3 ล้านบาท โดยมีจำนวน 3 จังหวัดได้แก่ ขอนแก่น เชียงใหม่ อุบลราชธานี ส่วนขนาดจังหวัดที่มีเขตเลือกตั้ง 15 เขตขึ้นไปยกเว้น กรุงเทพฯ กำหนดให้ผู้สมัครใช้จ่ายได้ไม่เกิน 4 ล้านบาท มี 1 จังหวัดคือ นครราชสีมา และกรุงเทพฯ ที่มีจำนวนเขตเลือกตั้งถึง 33 เขต กกต. ได้กำหนดให้ผู้สมัครส.ว. ใช้จ่ายเงินสำหรับหาเสียงได้ไม่เกิน 5 ล้านบาท
นายธนิศร์ กล่าวต่อว่า การประชุมกำหนดค่าใช้จ่ายเลือกตั้ง ส.ว.ในครั้งนี้ กกต.ได้คำนึงถึงปัจจัยเกี่ยวกับค่าครองชีพ และน้ำมันเชื้อเพลง รวมถึงอุปกรณ์ต่างๆ ที่ผู้สมัครจะให้ในการหาเสียง ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบสัดส่วนค่าครองชีพจากปี 50 กับปี 56 จะเห็นได้ว่าค่าแรงขั้นต่ำปี 50 อยู่ที่ 207 บาท ส่วนปี 56 ค่าแรงขั้นต่ำพุ่งสูงถึง 300 บาทต่อวัน แต่อย่างไรก็ตาม การกำหนดค่าใช้จ่ายของผู้สมัครในครั้งนี้จำนวนเงินจะลดลงจากการเลือกตั้ง ส.ว. ครั้งที่ผ่านมา เนื่องจาก เดิมทีการเลือกตั้งจะเป็นแบบเขตใหญ่เรียงเบอร์ หรือ แบบพวง แล้วนำมาคูณด้วย 1 ล้านบาทต่อเขตเลือกตั้ง เช่น กทม. ที่มีเขตเลือกตั้ง 12 เขต แต่ปัจจุบันมีเขตุเลือกตั้งเพิ่มถึง 33 เขต หากคำนวณตามวิธีเดิมก็จะทำให้ค่าใช้จ่ายสูงขึ้น แต่ทั้งนี้ ข้อมูลจากการเลือกตั้ง ส.ว. ที่ผ่านมา ผู้สมัคร ส.ว. ที่มีค่าใช้จ่ายสูงสุด ใช้ไปเพียง 3 ล้านบาทเศษเท่านั้น และหากดูแต่ละจังหวัดค่าใช้จ่ายในการหาเสี่ยงก็ไม่มาก และการที่ต้องลดค่าใช้จ่ายลง เพราะการเลือกตั้ง ส.ว. แตกต่างจากการเลือกตั้ง ส.ว. เพราะการหาเสียงทำได้เพียงบอกถึงอำนาจหน้าที่ของ ส.ว. เท่านั้น อีกทั้งกกต. ก็มีการสนับสนุนการรณรงค์ประชาสัมพันธ์ ทั้งการจัดเวทีกลางแนะนำตัวผู้สมัคร การจัดสรรเวลาออกอากาศแนะนำตัวผู้สมัคร และการจัดส่งข้อมูลผู้สมัครไปยังผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งทุกครัวเรือน กกต.จึงเห็นว่าแนวทางดังกล่าวเป็นการสร้างความเป็นธรรมให้กับผู้สมัครทุกคน
นายธนิศร์ ยังกล่าวด้วยกว่า ที่ประชุมกกต. ยังเห็นชอบให้ด้านสืบสวนสอบสวนจัดเจ้าหน้าที่ลงพื้นที่ เพื่อป้องกันการทุจริตเลือกตั้ง แบ่งเป็น 1.ชุดป้องปราม ที่จะส่งเป็นรายอำเภอ อำเภอละ 3 ชุด ชุด ละ 3 คน ในการป้องปรามการทุจริตเลือกตั้ง 2.ชุดหาข่าวหรือชุดแหล่งข่าว ชุดละ 1 คน ซึ่งจะมีทุกตำบล เพื่อประสานหาข่าวและหาเบาะแสการกระทำผิดกฎหมายเลือกตั้ง เพื่อแจ้งมายังชุดที่ 3.คือชุดเคลื่อนที่เร็ว ซึ่งจะประจำในแต่ละจังหวัด และ 4.ชุดติดตาม เมื่อมีการร้องเรียนเข้ามาชุดนี้จะเป็นผู้ตรวจสอบและติดตามคำร้องให้ดำเนินการอย่างรวดเร็วโดย อย่างไรก็ตามกกต.ได้เน้นย้ำให้สำนักงานกกต. ไปปรับปรุงการดำเนินงาน โดยให้คำนึงถึงความเป็นกลางและเป็นธรรม ให้คุ้มค่ากับงบประมาณ พร้อมกำชับให้ตั้งใจในการปฏิบัติหน้าที่อย่างสุจริตและเที่ยงธรรม





