วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

เลือกตั้งส.ส.อลเวง พรรครัฐบาลเร่ง-กกต.ยื้อ

ในที่สุดคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ก็มีมติให้จัดหย่อนบัตรเลือกตั้งส.ส.ทดแทน ในพื้นที่ 5 จังหวัด ในวันอาทิตย์ที่ 2 มี.ค.นี้

แทนการจัดลงคะแนนเลือกตั้งทดแทนในวันที่ 20 และ 27 เม.ย.ที่มีมติไปก่อนหน้านี้

มติล่าสุดนี้ เกิดขึ้นหลังจากถูกพรรคเพื่อไทย (พท.) และนักวิชาการสายเพื่อไทย กดดันให้เร่งจัดเลือกตั้ง โดยอ้างเพื่อที่จะได้ส.ส.ครบ 95% หรือ 475 เสียง ภายใน 30 วัน นับแต่วันเลือกตั้งทั่วไป 2 ก.พ. ซึ่งจะต้องเปิดประชุมสภาผู้แทนราษฎร ตามที่รัฐธรรมนูญ มาตรา 127 กำหนด

ทั้งนี้การเลือกตั้งดังกล่าวจะเป็นการจัดลงคะแนนใน 5 จังหวัด ที่มีความพร้อมและกกต.ประเมินแล้วว่าในวันดังกล่าวจะไม่มีการขัดขวางการลงคะแนนเลือกตั้ง ประกอบด้วย

การลงคะแนนเลือกตั้งส.ส.ระบบแบ่งเขตเลือกตั้ง ของ จ.เพชรบุรี 74 หน่วยเลือกตั้ง และ จ.ระยอง 27 หน่วยเลือกตั้ง รวม 101 หน่วยเลือกตั้ง

การเปิดให้หย่อนบัตรในหน่วยเลือกตั้งกลาง ทดแทนการลงคะแนนนอกเขตจังหวัดใน จ. เพชรบูรณ์ สมุทรสงคราม สมุทรสาคร

อย่างไรก็ตาม แม้ในวันที่ 2 มี.ค. การเลือกตั้งจะสามารถผ่านพ้นไปด้วยดี โดยไม่มีการชุมนุม ขัดขวาง จนการเลือกตั้งต้องสะดุดหยุดลงอีก แต่ก็ยังไม่ทำให้ได้ส.ส.ครบ 95% อย่างที่พรรคเพื่อไทยต้องการ

เพราะยังติดปม 28 เขต ใน 8 จังหวัดภาคใต้ที่ไม่มีผู้สมัคร และเป็นประเด็นที่ กกต.กำลังจะยื่นเรื่องไปให้ "ศาลรัฐธรรมนูญ" วินิจฉัยว่า การเลือกตั้งจะให้มีขึ้นด้วยวิธีใด ออกเป็นพระราชกฤษฎีกาเลือกตั้งใหม่โดยรัฐบาล หรือออกเป็นประกาศของ กกต.เอง

สำหรับกรณี 28 เขตเลือกตั้ง ก่อนหน้านี้ กกต.ได้มีความเห็นว่า กกต.ไม่สามารถออกเป็น "ประกาศ" เพื่อรับสมัครและกำหนดให้มีการเลือกตั้งขึ้นได้ ต้องให้ "รัฐบาล" เป็นผู้ออกพระราชกฤษฎีกา(พ.ร.ฎ.) เลือกตั้งใหม่

แต่ทางรัฐบาลได้มีหนังสือตอบกลับมายังกกต.เป็นลายลักษณ์อักษร โดยระบุถึงความเห็นของคณะกรรมการกฤษฎีกา ที่เห็นว่ารัฐบาลไม่สามารถทูลเกล้าฯ เพื่อให้ทรงตราพ.ร.ฎ.กำหนดวันลงคะแนนเลือกตั้งใหม่ได้ แต่กกต.สามารถดำเนินการได้ตามรัฐธรรมนูญและพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้ง ส.ส.และการได้มาซึ่ง ส.ว.อยู่แล้ว

เพราะเหตุนี้ทำให้ กกต.ต้องส่งหนังสือกลับไปยังรัฐบาลใหม่อีกครั้ง เนื่องจากเห็นว่าหนังสือที่รัฐบาลส่งกลับมายังไม่ได้ระบุว่า รัฐบาลหรือนายกฯ ในฐานะผู้รับสนองพระบรมราชโองการและรักษาการตาม พ.ร.ฎ.ให้มีการยุบสภาและมีการเลือกตั้ง 2 ก.พ. มีความเห็นที่แตกต่างจาก กกต.อย่างไร และไม่ได้บอกว่านายกฯ เห็นด้วยกับคณะกรรมการกฤษฎีกา หรือไม่ จึงเกรงว่าหากนำหนังสือดังกล่าวยื่นประกอบคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญแล้ว ศาลฯ อาจจะมองว่ายังไม่เป็นความขัดแย้งระหว่างองค์กร

ประพันธ์ นัยโกวิท อดีตกกต.ด้านกิจการบริหารงานเลือกตั้ง เคยออกมาเสนอแนะกกต.ว่า ในการยื่นให้ศาลฯ ตีความ ก็ควรระบุให้ศาลฯ พิจารณาด้วยว่า กระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมา มีกรณีไหนที่ดูแล้วเป็นปัญหาบ้าง ไม่ว่าจะเป็นการจัดการเลือกตั้งล่วงหน้า ภายหลังวันที่ 2 ก.พ. หรือเรื่องการนับคะแนนที่อาจมีความไม่โปร่งใส ต้องให้ศาลชี้ชัดมาว่า ตรงนี้จะเป็นปัญหาและอาจทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้

"ในการยื่นให้ศาลฯ พิจารณานั้น น่าจะทำให้ปัญหาที่เกิดขึ้นต่างๆ ได้ข้อยุติ เพราะขณะนี้ทั้ง กกต.และรัฐบาล ต่างฝ่ายต่างยันกันในเรื่องความรับผิดชอบ"

ประพันธ์ บอกด้วยว่า ขณะนี้มีมูลเหตุที่จะร้องให้ศาลฯวินิจฉัยว่า จะทำให้การเลือกตั้งเป็นโมฆะได้หรือไม่ อาทิ วันเลือกตั้งไม่เป็นวันเดียวกันทั่วประเทศ โดยเฉพาะกกต.จะให้ทั้ง 28 เขตออก พ.ร.ฎ.เลือกตั้งใหม่ จะเกิดความไม่เท่าเทียมกันของผู้มีสิทธิเลือกตั้งที่เลือกตั้งนอกราชอาณาจักรไม่สามารถใช้สิทธิได้ และประชาชน 1 หมื่นกว่าหน่วยที่ไม่ได้ลงคะแนน แต่ขณะนี้ผลคะแนนเลือกตั้งเป็นที่รู้กันโดยทั่วจึงเกรงว่าจะเกิดความได้เปรียบเสียเปรียบ

ประเด็นที่หลายฝ่าย "คางแคงใจ" ว่าการเลือกตั้งทั่วไปวันที่ 2 ก.พ.จะเป็น"โมฆะ"หรือไม่ จะได้รับการ"เฉลย"จากศาลรัฐธรรมนูญด้วยหรือไม่ อยู่ที่คำถามของ "กกต." ว่าจะขอให้ศาลฯวินิจฉัยในประเด็นใดบ้าง

หากกกต.สอบถามเฉพาะเรื่องอำนาจในการจัดเลือกตั้งใหม่ใน 28 เขตที่ไม่มีผู้สมัคร โดยไม่สอบถามว่ากระบวนการเลือกตั้งที่ผ่านมาเป็น "โมฆะ" หรือไม่ ความสงสัยในเรื่องการเลือกตั้งเป็นโมฆะก็ยังต้องรอส่งศาลฯวินิจฉัยต่อไปจากช่องทางอื่น

ไหน ๆ ก็ไหนๆ แล้ว ทางที่ดีกกต.ควรถามให้ครบทุกประเด็นไปเลย หากศาลวินิจฉัยว่า "เป็นโมฆะ" กกต.ก็จะได้ไม่ไปเสียเวลา เสียงบประมาณ จัดเลือกตั้งที่เหลือ

ว่าแต่ว่า "กกต."กล้าถามหรือเปล่า?

กระนั้นก็ตาม หากกกต.ไม่ถามประเด็น"เลือกตั้งโมฆะ" ก็มีคนยื่นให้ศาลฯ ได้วินิจฉัยแล้ว โดยผ่านช่องทางของ "ผู้ตรวจการแผ่นดิน"

อย่างไรก็ตาม ในขณะที่ "กกต." มีท่าทีว่า การเลือกตั้งส่วนอื่น ๆ ที่เหลือ โดยเฉพาะ 28 เขตเลือกตั้งที่ไม่มีผู้สมัคร ต้องรอให้เหตุการณ์ทางการเมืองสงบ จึงจะเดินหน้าจัดเลือกตั้งได้ ประกอบกับต้องรอคำวินิจฉัยจากศาลฯ

แต่ "4 พรรคร่วมรัฐบาล" ที่นำทีมโดย จารุพงศ์ เรืองสุวรรณ หัวหน้าพรรคเพื่อไทย กลับออกมาเรียกร้องเร่งให้กกต.จัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน นับแต่การเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ. หรือจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายในวันที่ 4 มี.ค.นี้

โดยอ้างว่าการจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จโดยเร็ว เป็นหน้าที่ของกกต. เพื่อให้ทันการเปิดประชุมสภา ภายใน 30 วัน ตามมาตรา 127 ของรัฐธรรมนูญ และตามมาตรา 8 ของพ.ร.บ.ประกอบรัฐธรรมนูญว่าด้วยการเลือกตั้งฯ และไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะต้องตราพ.ร.ฎ.เลือกตั้งขึ้นใหม่

ขณะที่ สมชัย ศรีสุทธิยากร กกต.ซึ่งกำกับดูแลการเลือกตั้ง ได้ออกมาตอบโต้กลับว่า การจัดเลือกตั้งให้แล้วเสร็จภายใน 30 วัน ภายใต้สถานการณ์ขณะนี้ กกต.ไม่สามารถจัดการเลือกตั้งให้แล้วเสร็จตามข้อเรียกร้องได้ โดยเฉพาะใน 28 เขตที่ยังไม่มีผู้สมัคร

"สถานการณ์การเมืองยังไม่ลงตัว ยังมีความขัดแย้งอยู่ ดังนั้นถ้าเลยวันที่ 4 มี.ค. ซึ่งจะเริ่มเปิดรับสมัคร ส.ว.ไปแล้ว จะไม่มีการจัดการเลือกตั้ง ส.ส.ในช่วงดังกล่าว เพราะกกต.ไม่อยากให้มีการเลือกตั้งซ้อนกัน เนื่องจากประเมินว่าหากเกิดการคัดค้านการเลือกตั้ง ส.ส. จะกระทบกับการเลือกตั้ง ส.ว. ทำให้การเลือกตั้งเสียไป ดังนั้นการเลือกตั้งใน 28 เขตน่าจะเกิดขึ้นในเดือน เม.ย.นี้

"กกต.ได้อาศัย มาตรา 187 เมื่อสถานการณ์บ้านเมืองสงบจะจัดการเลือกตั้งโดยเร็ว ถ้าอยากให้มีการเลือกตั้งเร็ว ฝ่ายการเมือง และผู้ชุมนุมต้องคุยกัน เพราะหากจัดเลือกตั้งในตอนนี้นอกจากไม่สำเร็จแล้วยังจะเกิดเหตุการณ์รุนแรงในพื้นที่" สมชัย ระบุ

ฝ่ายรัฐบาลเร่ง แต่กกต.ไม่รีบร้อน ขณะที่มีนักกฎหมายไปยื่นเรื่องให้ศาลฯ วินิจฉัยว่าการเลือกตั้งเป็นโมฆะ ดูแล้ว "อลเวง"ดีจริงๆ