วันศุกร์ ที่ 16 ตุลาคม 2569

Login
Login

ศรส.เล็งใช้พรก.ฉุกเฉินต่อ

ศรส.เล็งใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินต่อ เตรียมอุทธรณ์ศาลแพ่งและยื่นศาลรธน.ให้วินิจฉัยการชุมนุมของกปปส.ใหม่

ผู้สื่อข่าวรายงานในวันที่ 21ก.พ. มีการประชุมศูนย์รักษาความสงบ(ศรส.)ตามปกติ และจากนั้นนายธาริต เพ็งดิษฐ์ อธิบดีกรมสอบสวนคดีพิเศษ(ดีเอสไอ) ในฐานะกรรมการศรส. แถลงผลการประชุมว่า ตามที่ศาลแพ่งได้มีคำพิพากษาและแจ้งคำบังคับในคดีที่นายถาวร เสนเนียม แกนนำกปปส. เป็นโจทก์ ฟ้องนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรีและรมว.กลาโหม กับพวก อันมีผลให้ ศรส.ไม่สามารถปฏิบัติหน้าที่ในส่วนที่เป็นสาระสำคัญหลักตามกฎหมายได้ดังเป็นที่ทราบกันทั่วไปแล้วนั้น ดังนั้น​​วันนี้ ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะผู้อำนวยการศรส. ได้มีหนังสือถึงพนักงานอัยการเพื่อให้ดำเนินการยื่นอุทธรณ์ คำพิพากษาของศาลแพ่งรวมทั้งขอให้ศาลอุทธรณ์สั่งทุเลาการบังคับตามคำพิพากษาของศาลแพ่งตามกฎหมายภายในวันจันทร์ที่24 ก.พ.นี้แล้ว

"ซึ่งผู้อำนวยการ ศรส. มีความมั่นใจว่าจะชนะคดี เพราะการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินในครั้งนี้ ก็เป็นเรื่องทำนองเดียวกันกับเหตุการณ์ความไม่สงบเมื่อปี พ.ศ.2553 ในคดีที่นายพร้อมพงศ์ นพฤทธิ์ โฆษกพรรคเพื่อไทย ได้ยื่นฟ้องคดีต่อศาลแพ่งขอให้สั่งว่าการประกาศใช้พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ของนายกฯและครม.ในขณะนั้นเป็นไปโดยมิชอบ ขอให้ศาลมีคำพิพากษาหรือคำสั่งให้เพิกถอน โดยศาลแพ่งในปีนั้นได้พิพากษาให้ยกฟ้อง เพราะเห็นพ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ มีเจตนารมณ์ที่จะให้อำนาจนายกฯโดยความเห็นชอบของครม.ในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉินเพื่อบังคับใช้ทั่วราชอาณาจักรหรือในบางเขตท้องที่ได้ตามความจำเป็นแห่งสถานการณ์"นายธาริต กล่าว

นายธาริต กล่าวอีกว่า การที่ครม.ให้ความเห็นชอบแก่นายกรัฐมนตรีในการประกาศสถานการณ์ฉุกเฉิน ย่อมเป็นการใช้อำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินตามบทบัญญัติแห่งกฎหมาย อยู่ในอำนาจหน้าที่และดุลยพินิจของฝ่ายบริหารโดยเฉพาะศาลมิอาจก้าวล่วงไปพิจารณาหรือทบทวนการใช้ดุลยพินิจของฝ่ายบริหารเช่นว่านั้นได้ ซึ่งในที่สุดศาลอุทธรณ์ก็ได้มีคำพิพากษายืนตามคำพิพากษาของศาลแพ่งในขณะนั้น ศรส.จึงเชื่อมั่นว่าศาลอุทธรณ์จะได้มีคำพิพากษาในเรื่องนี้ทำนองเดียวกับเมื่อปี พ.ศ. 2553

อธิบดีดีเอสไอ กล่าวอีกว่า และจากกรณีที่ศาลแพ่งอ้างผลของคำพิพากษาศาลรัฐธรรมนูญที่เคยวินิจฉัยไว้ว่า การชุมนุมของ กปปส. เป็นไปโดยสงบ เปิดเผย และปราศจากอาวุธ จึงเป็นการชุมนุมโดยชอบนั้น ศรส.เห็นว่า การวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญเช่นนั้น เป็นข้อเท็จจริงในการชุมนุมช่วงแรกของ กปปส. แต่ครั้นต่อมาเมื่อเงื่อนไขของการชุมนุมคือการต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรมได้จบสิ้นไปแล้ว กปปส. ก็มิได้เลิกการชุมนุม กลับยกระดับเป็นการชุมนุมขับไล่รัฐบาล มีการปลุกระดม เชิญชวน ให้มีการล่วงละเมิดต่อกฎหมายแผ่นดินหลายเรื่องหลายกรณีดังเป็นที่ทราบกันอยู่แล้ว อาทิเช่น มีการประกาศจัดตั้งรัฐบาลเฉพาะกาล จัดตั้งสภาประชาชนโดยไม่มีกฎหมายรองรับ จัดตั้งกองกำลังอาสาสมัครรักษาการแทนตำรวจขึ้นเป็นการเฉพาะ บุกรุกและปิดยึดสถานที่ราชการ ขับไล่ข้าราชการให้เลิกปฏิบัติหน้าที่ การสั่งให้หยุดงาน การสั่งให้หยุดการเสียภาษี ตัดน้ำตัดไฟสถานที่ราชการ ตั้งกองกำลังไล่ล่านายกรัฐมนตรีและคณะรัฐมนตรี เพิ่มเวทีการชุมนุมมากขึ้น ปิดการจราจรในถนนสำคัญ ๆ จนถึงประกาศปิดกรุงเทพมหานคร รวมถึงกระทำผิดกฎหมายอย่างร้ายแรงด้วยการขัดขวางการเลือกตั้งทั้งในกรุงเทพมหานครและหลายจังหวัดในภาคใต้ เป็นต้น

"ดังนั้น ศรส.จะยื่นคำร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญเพื่อให้วินิจฉัยว่าการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ดังกล่าว เป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญภายในวันอังคารที่ 25ก.พ.นี้ ทั้งนี้ เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงเกี่ยวกับการชุมนุมของแกนนำ กปปส. ที่กระทำการแตกต่างไปจากเหตุเดิมเมื่อครั้งการชุมนุมต่อต้านกฎหมายนิรโทษกรรม ซึ่งการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญในครั้งนี้ จะเป็นการยื่นในนามขององค์กรพิเศษ คือ ศรส. โดยผู้อำนวยการ ศรส. จะเป็นผู้ลงนามยื่น ซึ่งแตกต่างจากที่เคยมีการยื่นเรื่องต่อศาลรัฐธรรมนูญ โดยเป็นการยื่นในนามบุคคลหลายคนและหลายครั้ง ซึ่งก็ล้วนเป็นเหตุการณ์ในอดีตทั้งสิ้น ศรส.จึงมั่นใจว่าศาลรัฐธรรมนูญจะได้นำเอาเหตุการณ์ที่เป็นปัจจุบันไปใช้ในการวินิจฉัยต่อไป"นายธาริต กล่าว