สมช.เร่งจัดทำนโยบายดับไฟใต้ฉบับใหม่ หลังนโยบายใช้อยู่ปัจจุบันจะหมดอายุในปีนี้ คาดสานต่อกระบวนการพูดคุยสันติภาพ "ภราดร"ปัดรัฐบาลละเลยปัญหา
สภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) เร่งจัดทำนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ฉบับใหม่ พ.ศ.2558-2560 เนื่องจากฉบับที่ใช้ในปัจจุบัน คือ นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2555-2557 นั้น จะสิ้นอายุในปีนี้
นโยบายดังกล่าวจัดเป็นนโยบายประเภท 3 ปี เป็นไปตามมาตรา 4 แห่งพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2553 ที่กำหนดให้ สมช.จัดทำนโยบายฯเสนอต่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาให้ความเห็นชอบ และให้ ครม.นำเสนอต่อรัฐสภาเพื่อทราบ เพื่อให้หน่วยงานของรัฐใช้เป็นกรอบแนวทางในการปฏิบัติอย่างเป็นระบบและต่อเนื่อง
นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2555-2557 จัดเป็นนโยบายฉบับแรกที่เป็นรูปธรรมที่สุดสำหรับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบในจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่ประเทศไทยต้องเผชิญมาตั้งแต่ปี 2547 โดยกฎหมายได้กำหนดให้ สมช.เสนอแนะต่อ ครม.เพื่อพิจารณาทบทวนและปรับปรุงนโยบายฯ ทุกรอบระยะเวลา 3 ปี จึงต้องมีการจัดทำนโยบายฉบับใหม่ในปีนี้
พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้กำหนดให้นโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ต้องมีสาระสำคัญครอบคลุมทั้งด้านการพัฒนาและด้านความมั่นคง และเพื่อให้ได้นโยบายที่มาจากความต้องการและสอดคล้องกับวิถีชีวิตของประชาชน ศาสนา วัฒนธรรม อัตลักษณ์ ชาติพันธุ์ และประวัติศาสตร์ท้องถิ่นในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้อย่างแท้จริง กฎหมายได้กำหนดให้ต้องนำความคิดเห็นของประชาชนทุกภาคส่วนไปใช้ในการจัดทำ ทบทวนย หรือปรับปรุงนโยบายทุกๆ 3 ปี
พร้อมกันนี้ต้องให้สภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปต.) ซึ่งเป็นองค์กรที่ตั้งขึ้นตาม พ.ร.บ.การบริหารราชการจังหวัดชายแดนภาคใต้ พิจารณาให้ความเห็นต่อนโยบายดังกล่าว โดย สมช.ต้องนำความเห็นนั้นมาประกอบการพิจารณาจัดทำหรือปรับปรุงนโยบายด้วย
เมื่อได้นโยบายออกมาแล้ว ศูนย์อำนวยการบริหารจังหวัดชายแดนภาคใต้ (ศอ.บต.) จะต้องไปจัดทำยุทธศาสตร์ด้านการพัฒนาพื้นที่ให้สอดคล้องกับนโยบาย เช่นเดียวกับกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) ที่ต้องไปจัดทำยุทธศาสตร์ด้านความมั่นคงให้สอดคล้องเช่นกัน
จับตาสานต่อ "พูดคุยสันติภาพ"
สำหรับนโยบายการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ พ.ศ.2555-2557 ได้ระบุวัตถุประสงค์เอาไว้ 9 ข้อ ที่สำคัญคือ ข้อ 8 เพื่อสร้างสภาวะแวดล้อมที่เหมาะสมและเอื้อต่อการพูดคุยในการแสวงหาทางออกจากความขัดแย้งและการให้หลักประกันในการเข้ามามีส่วนร่วมของผู้เกี่ยวข้องและผู้มีส่วนได้ส่วนเสียในกระบวนการเสริมสร้างสันติภาพ โดยทุกฝ่ายเห็นตรงกันว่าเป็นประเด็นที่ก้าวหน้าที่สุดในนโยบายฯ คือ เพราะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลไทยเปิดช่องทางให้มีการพูดคุยหรือเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐอย่างเป็นทางการ
ทั้งนี้ ในนโยบายฯได้กำหนดวิธีการไว้ 2 ประการ เพื่อแปรนโยบายไปสู่การปฏิบัติ คือ 1.ส่งเสริมการพูดคุยระหว่างกลุ่มคนที่มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ในเรื่องหลักการ เป้าหมาย และรูปแบบของการกระจายอำนาจที่เหมาะสมบนพื้นฐานความเป็นพหุสังคมของจังหวัดชายแดนภาคใต้ที่อยู่ภายใต้เจตนารมณ์รัฐธรรมนูญ และเป็นหลักสากลที่ได้รับการยอมรับ ไม่ใช่เป็นเงื่อนไขนำไปสู่การแบ่งแยกดินแดน
2.ส่งเสริมความต่อเนื่องของกระบวนการพูดคุยเพื่อสันติภาพกับกลุ่มบุคคลที่มีความเห็นและอุดมการณ์แตกต่างจากรัฐที่เลือกใช้ความรุนแรงต่อสู้กับรัฐ ในฐานะที่เป็นส่วนหนึ่งของผู้มีส่วนได้ส่วนเสียกับปัญหาจังหวัดชายแดนภาคใต้ โดยดำเนินการอย่างเป็นเอกภาพ และเพิ่มความร่วมมือกับต่างประเทศ หรือองค์กรที่ไม่ใช่ภาครัฐ เพื่อสนับสนุนกระบวนการพูดคุยดังกล่าว
แหล่งข่าวจาก สมช. กล่าวว่า นโยบายที่กำลังจัดทำขึ้นใหม่ ซึ่งเป็นแผนงาน 3 ปีนั้น จะต่อยอดจากนโยบายปี 2555-2557 โดยจะมีการสานต่อเรื่องการพูดคุยหรือเจรจาสันติภาพกับกลุ่มผู้เห็นต่างจากรัฐด้วย
"ภราดร"อ้างเจรจาบีอาร์เอ็นยังเดินต่อ
ด้าน พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการ สมช. กล่าวถึงกรณีมีเสียงวิจารณ์รัฐบาลไม่สนใจปัญหาชายแดนใต้ ทั้งๆ ที่เกิดเหตุรุนแรงอย่างหนักในช่วงที่ผ่านมา เพราะมัวแต่สนใจปัญหาการเมืองในส่วนกลางว่า จริงๆ แล้วได้มีการแยกแยะหน้าที่อย่างชัดเจนให้หน่วยงานความมั่นคงดูแลอย่างเต็มที่ ส่วนเป้าหมายความรุนแรงที่เปลี่ยนไปเป็นโรงเรียนและเด็กนั้น ก็ได้ติดตามสถานการณ์มาโดยตลอด ยืนยันว่ากองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า (กอ.รมน.ภาค 4 สน.) ได้ดูแลรักษาความปลอดภัยอย่างเข้มข้นให้กับประชาชน
ส่วนการเจรจากับกลุ่มบีอาร์เอ็นที่ยุติไปชั่วคราวนั้น พล.ท.ภราดร กล่าวว่า ยังคงดำเนินต่อไป
ขโมยซีซีทีวี-พ่นสีแช่งรัฐไทย
ภาพรวมสถานการณ์ในพื้นที่ชายแดนใต้ตลอดวานนี้ (11 ก.พ.) ยังคงมีเหตุที่สร้างความปั่นป่วนเกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยเมื่อกลางดึกคืนวันที่ 10 ก.พ.ต่อเนื่องวันที่ 11 ก.พ. คนร้ายไม่ทราบจำนวนได้ปฏิบัติการโจรกรรมกล้องโทรทัศน์วงจรปิด (ซีซีทีวี) จำนวน 8 ตัวที่ติดตั้งไว้ริมถนนสายกือลองแตยอ หมู่ 6 ต.ม่วงเตี้ย อ.แม่ลาน จ.ปัตตานี
ส่วนที่ ต.รูสะมิแล อ.เมือง จ.ปัตตานี เจ้าหน้าที่ฝ่ายความมั่นคงพบมือมืดใช้สีพ่นกำแพงโรงเรียนบ้านรูสะมิแล เป็นภาษามลายู อักษรยาวี แปลความได้ว่า "สยามต้องพังไป" ขณะที่ใน อ.ยะรัง จ.ปัตตานี ก็มีการพ่นสีข้อความคล้ายคลึงกันนี้รวม 9 จุด เช่น ที่ป้ายองค์การบริหารส่วนตำบล (อบต.) ยะรัง ป้ายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลปิตุมุดี เป็นต้น
ที่ บ้านบากง ต.รือเสาะ อ.รือเสาะ จ.นราธิวาส คนร้ายไม่ทราบจำนวนใช้อาวุธปืนไม่ทราบชนิดและขนาดยิง นางบุญสม ชัยชนะ ราษฎรอาสาโครงการพระราชดำริ เสียชีวิต เบื้องต้นตำรวจยังไม่สรุปสาเหตุการสังหาร
คณะทำงานคลี่ปมฆ่าเด็ก3ศพถกเครียด
ที่ห้องประชุม ศอ.บต. มีการประชุมคณะทำงานตรวจสอบข้อเท็จจริงกรณีคนร้ายใช้อาวุธสงครามยิงคนในครอบครัว นายเจะมุ มะมัน ที่บ้านปะลุกาแปเราะ ต.ปะลุกาสาเมาะ อ.บาเจาะ จ.นราธิวาส ทำให้ ด.ช.มูยาเฮด มะมัน อายุ 11 ปี ด.ช.บาฮารี มะมัน อายุ 9 ปี และ ด.ช.อีลยาส มะมัน อายุ 6 ปี เสียชีวิต นางพาดีละห์ แมยู มารดาของเด็กๆ ได้รับบาดเจ็บสาหัส และ นายเจะมุ ผู้เป็นพ่อได้รับบาดเจ็บ
คณะทำงานชุดนี้ตั้งขึ้นตามการเสนอแนะของสภาที่ปรึกษาการบริหารและการพัฒนาจังหวัดชายแดนภาคใต้ (สปต.) เพราะเห็นว่าหลังเกิดเหตุประชาชนในพื้นที่เข้าใจว่าเป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐ และมีการเคลื่อนไหวของประชาชนเรียกร้องให้มีการสืบสวนข้อเท็จจริงอย่างเร่งด่วน ขณะที่หลังจากนั้นได้มีเหตุคนร้ายใช้อาวุธปืนยิง ว่าที่ ร.ต.เบญจพร เกื้อทุ่ง ภรรยาของตำรวจ สภ.ราตาปันยัง จ.ปัตตานี และจุดไฟเผากลางตลาดนัด โดยมีการทิ้งใบปลิวว่าเป็นการแก้แค้นกรณีฆ่าเด็ก 3 ศพ สถานการณ์จึงส่อเค้าบานปลาย
คณะทำงานชุดนี้มี นายวิสุทธิ์ สิงห์ขจรวรกุล เป็นประธาน และมี นายไชยยงค์ มณีรุ่งสกุล กรรมการ สปต. และนายกสมาคมหนังสือพิมพ์ภาคใต้แห่งประเทศไทย เป็นรองประธาน พร้อมบุคคลจากทุกภาคส่วน เช่น ตัวแทนคณะกรรมการอิสลามประจำจังหวัด ตัวแทนครูสอนศาสนา ร่วมเป็นกรรมการ
ตั้ง3ปมสังหาร-ตำรวจขอ30วัน
นายไชยยงค์ กล่าวว่า ที่ประชุมได้ตั้งประเด็นการพยายามฆ่าล้างครัวที่เกิดขึ้นรวม 3 ประเด็นคือ 1.การฆ่าล้างแค้น เนื่องจากนายเจะมุ ติดหมาย พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ ต้องสงสัยว่าเป็นแนวร่วมขบวนการแบ่งแยกดินแดน และมีส่วนเกี่ยวข้องกับการเสียชีวิตของบุคคลต่างๆ หลายคดีด้วยกัน
2.เป็นการลงมือเพื่อสร้างสถานการณ์จากแนวร่วมขบวนการ หลังจากที่ นายเจะมุ เข้ารายงานตัวกับทางการ และมีเจ้าหน้าที่รัฐเข้าไปพบนายเจะมุบ่อยครั้ง และ 3.เป็นการกระทำของเจ้าหน้าที่รัฐบางหน่วย หรือแนวร่วมบางกลุ่มในพื้นที่ ซึ่งเป็นการรับจ้างเพื่อสร้างสถานการณ์ให้เกิดความรุนแรงยิ่งขึ้น
โอกาสนี้คณะทำงานได้เรียกร้องให้เจ้าหน้าที่ตำรวจตรวจสอบข้อเท็จจริง และนำความจริงมาเปิดเผยอย่างตรงไปตรงมาโดยด่วน ซึ่ง พล.ต.ต.พัฒนวุธ อังคนาวิน ผู้บังคับการตำรวจภูธรจังหวัดนราธิวาส ขอเวลา 30 วันในการคลี่คลายคดี ขณะที่ตัวแทนจาก กอ.รมน.ภาค 4 สน.ยืนยันว่ากำลังพลไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับเหตุสังหารเด็กครั้งนี้ พร้อมเสนอให้มีการไต่สวนสาธารณะเพื่อให้ประชาชนเกิดความมั่นใจ





