70 องค์กรเครือข่าย เดินหน้าปฏิรูปเปิดเวทีแรกวันนี้ ถอดบทเรียนรื้อโครงสร้างประเทศในอดีตทั้งที่สำเร็จ-ล้มเหลว "หมอพลเดช"รับเหลือแค่ 3 ทาง
เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูป ซึ่งประกอบด้วยองค์กรต่างๆ ทั้งภาคธุรกิจเอกชน ภาควิชาการ องค์กรพัฒนาเอกชน องค์กรเพื่อสาธารณประโยชน์ องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น เกษตรกร และข้าราชการ กว่า 70 องค์กร นัดเปิดเวทีระดมความเห็นครั้งแรกวันนี้ (11 ก.พ.) เพื่อหารือถึงประเด็นที่ต้องเดินหน้าปฏิรูป โดยไม่รอคู่ขัดแย้งทางการเมือง
นายกิตติพงษ์ กิตยารักษ์ อดีตกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ (คอป.) และ ปลัดกระทรวงยุติธรรม หนึ่งในผู้ประสานงานเครือข่ายฯ กล่าวว่า กิจกรรมในวันที่ 11 ก.พ. จะเป็นการเปิดเวทีเพื่อพูดถึงประเด็นปฏิรูปจริงๆ เป็นครั้งแรก คือ การถอดบทเรียนประสบการณ์การปฏิรูปของประเทศไทย ทั้งข้อเสนอการปฏิรูปเรื่องใหญ่ๆ เบื้องต้น โดยสมัชชาปฏิรูป ที่มี ศ.นพ.ประเวศ วะสี เป็นประธาน ข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูป ที่มีนายอานันท์ ปันยารชุน อดีตนายกรัฐมนตรีเป็นประธาน รวมไปถึงการปฏิรูประบบสุขภาพ
ทั้งนี้ เนื้อหาของเวทีอาจจะเป็นการตั้งวงให้มาช่วยวิเคราะห์ดูว่าการปฏิรูปดังกล่าวมีจุดอ่อนจุดแข็งอย่างไร ทำไมประเด็นการปฏิรูปจึงไม่สามารถนำไปสู่การปฏิบัติหรือทำให้สำเร็จได้เลย ขณะเดียวกันก็จะมีการเปรียบเทียบกับการปฏิรูปบางเรื่องที่ประสบความสำเร็จ เช่น รัฐธรรมนูญปี 40 มีกระบวนการ ส.ส.ร. (สมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ) และมีการมีส่วนร่วมของประชาชน
นอกจากนั้น อาจมีการพูดคุยถึงประเด็นการปฏิรูปบางเรื่องที่เครือข่ายเดินหน้าปฏิรูปมีคนทำอยู่แล้ว และสามารถเลือกประเด็นที่ทำได้ทันที เช่น การแก้ปัญหาคอร์รัปชัน ความเหลื่อมล้ำ อาทิ โฉนดชุมชน การกระจายอำนาจ เป็นต้น
ทั้งนี้ บนเวทีจะมีการเปิดเครื่องมือหรือช่องทางในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชน โดยได้ออกแบบเว็บไซต์ http://www.rnnthailand.com เป็นช่องทางให้คนที่สนใจการปฏิรูปได้เข้าไปมีส่วนร่วมได้ ทั้งการรับรู้ข้อมูลข่าวสาร และการเสนอเรื่องที่คิดว่ามีความสำคัญให้กับเครือข่ายฯ
"หัวใจสำคัญของเวทีเรา คือเป็นเวทีที่ต้องการให้ประชาชนมีส่วนร่วมและเป็นเจ้าของวาระการปฏิรูปมากที่สุด จึงคำนึงถึงการมีส่วนร่วมสูงมาก บางคนบอกว่าทำไมไม่ประกาศประเด็นปฏิรูปออกมาเลย เราก็อยากจะบอกว่าต้องการให้ประชาชนเป็นเจ้าของวาระปฏิรูป และการปฏิรูปประเทศไม่ใช่เรื่องที่ทำให้เสร็จได้ในวันสองวันหรือเป็นอีเวนท์ แต่ต้องทำอย่างเป็นระบบ เป็นเครือข่าย ซึ่งการมีส่วนร่วมเป็นเรื่องสำคัญที่สุด" นายกิตติพงษ์ กล่าว
อดีตกรรมการ คอป.กล่าวด้วยว่า นอกจากเวทีวันที่ 11 ก.พ.แล้ว ช่วงปลายเดือน ก.พ.จะมีเวทีที่ 2 คือ ถอดประสบการณ์การปฏิรูปในต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศที่มีความขัดแย้ง เช่น ตูนิเซีย เป็นต้น จากนั้นเวทีที่ 3 จะพูดกันเรื่องโมเดลปฏิรูปที่เหมาะสม เรื่องกลไกต่างๆ ว่าจะเดินอย่างไรให้หลากหลาย
"เราไม่ใช่เวทีการเมืองที่ต้องไปต่อรองให้แต่ละฝ่ายมีจุดยืนอย่างนั้นอย่างนี้ แต่เราจะเดินหน้าเรื่องการปฏิรูปให้ปรากฏผลเป็นรูปธรรม และประชาชนมีส่วนร่วมมากที่สุด" เขากล่าว
ด้าน นายวุฒิสาร ตันไชย รองเลขาธิการสถาบันพระปกเกล้า กล่าวถึงกรณีกรรมการสถาบันพระปกเกล้ามอบหมายให้เป็นหัวหน้าคณะทำงานศึกษาวิจัยเกี่ยวกับประเด็นการปฏิรูปการเมือง การปกครอง และการบริหาร ว่า ได้เตรียมนัดคณะทำงานเพื่อประชุมและกำหนดประเด็นในการทำงานเร็วๆ นี้ เนื่องจากได้มีการนำเสนอประเด็นการทำงานใหม่แตกต่างจากเดิมที่สถาบันพระปกเกล้าจะทำหน้าที่เป็นเวทีกลางเพื่อให้ทุกฝ่ายเข้ามามีส่วนร่วมนำเสนอประเด็นการปฏิรูป
"ความพยายามในการริเริ่มประเด็นใหม่เกี่ยวกับการปฏิรูปการเมือง การปกครอง และการบริหาร แม้จะมีปัญหา แต่ผมเชื่อว่าจะสามารถทำงานให้สำเร็จได้" นายวุฒิสาร ระบุ
วันเดียวกัน ที่มหาวิทยาลัยขอนแก่น มีเวทีวิชาการเพื่อสังคมเนื่องในวาระ "มหาวิทยาลัยขอนแก่น 50 ปีแห่งการอุทิศเพื่อสังคม" เรื่อง "ปฏิรูปประเทศ: ก้าวสู่การสร้างสรรค์ประชาธิปไตยเพื่อศานติสุขของสังคมไทย" โดย นพ.พลเดช ปิ่นประทีป อดีตรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ หนึ่งในผู้ประสานงานเครือข่ายรีสตาร์ทประเทศไทย ได้ปาฐกถาพิเศษเรื่อง "ปฏิรูปประเทศ: ทางออกประเทศไทยจริงหรือ"
นพ.พลเดช กล่าวตอนหนึ่งว่า สถานการณ์ของประเทศไทยตอนนี้ การปฏิรูปประเทศเป็นเรื่องที่ต้องเป็นไปตามธรรมชาติของสังคม และนับว่าเป็นโชคดีที่ประเทศไทยมีประสบการณ์ทางด้านการปฏิรูปมาหลายครั้ง ส่งผลให้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลง ซึ่งครั้งใหญ่และเป็นจุดเริ่มต้นมากที่สุดคือ เหตุการณ์ 14 ตุลาฯ 2516 นับเป็นจุดพลิกผันให้ประเทศไทยมีการเปลี่ยนแปลงไปอย่างมาก และมีเหตุการณ์หลังจากนั้นมาอีกหลายครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิรูปการเมือง สังคม การศึกษา
"ผมเห็นว่าการปฏิรูปไม่ได้เป็นทางออกของประเทศไทย แต่เป็นสิ่งหนึ่งที่ควรดำเนิน หรือจะเรียกว่าเป็นทางไปของประเทศไทย ซึ่งเรามีประสบการณ์ที่ได้สั่งสมมา และมีแนวทางของประเทศว่าควรจะดำเนินการอย่างไร ฉะนั้นหากเดินหน้าปฏิรูปตอนนี้นับว่าดีกว่าแต่ก่อนมาก เพราะตอนนี้มีทุกอย่างพร้อม ทั้งเรื่องขององค์ความรู้ ประสบการณ์ เครือข่าย ซึ่งเครือข่ายในการขับเคลื่อนถือเป็นทุนที่สำคัญในการเดินหน้าปฏิรูปให้ประสบความสำเร็จ" นพ.พลเดช กล่าว
เขาบอกอีกว่า แนวทางที่ทำให้เกิดการปฏิรูปมีด้วยกัน 3 แนวทาง คือ 1.ปฏิรูปโดยรัฐบาลชุดใหม่ ซึ่งอาจจะเป็นรัฐบาลของพรรคการเมืองเดียวกับรัฐบาลชุดก่อน ได้กลับเข้ามาบริหารประเทศเหมือนเก่าก็ได้ 2.การปฏิรูปตามวิธีการของ กปปส. ที่ต้องการให้การเมืองเป็นสุญญากาศ จะได้มีรัฐบาลเฉพาะกาลขึ้นมาปกครองประเทศไม่เกิน 18 เดือน โดยเพิ่มบทเฉพาะกาล มุ่งเน้นปฏิรูปการเมือง พรรคการเมือง แก้ปัญหาคอร์รัปชัน โครงสร้างตำรวจ ความเหลื่อมล้ำสังคม และการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น
3.การฉีกรัฐธรรมนูญ แต่แนวทางนี้จะมีแรงต้าน และหากฉีกรัฐธรรมนูญด้วยการรัฐประหาร จะกลายเป็นการสร้างความชอบธรรมให้กับรัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร และเครือข่ายของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ ซึ่งจะส่งผลให้เกิดสงครามย่อยๆ ขึ้น การจัดเวทีปฏิรูปก็จะล่ม
"สรุปแล้วการปฏิรูปประเทศไทยหรือไม่ ไม่ใช่ทางออกของประเทศ แต่เป็นทางที่ต้องไป ส่วนแนวทางที่เป็นไปได้ก็มีแค่ 3 ทางนี้เท่านั้น ได้แต่หวังว่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด" นพ.พลเดช กล่าว





