เปิดเหตุผลอดีตผู้พิพากษา รัฐบาลรักษาการสิ้นสภาพแล้วจริงหรือ?
คำปราศรัยของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) เมื่อค่ำวันที่ 4 ก.พ. ทำนองว่าจะส่งจดหมายไปถึง นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้ทราบว่าสถานะของรัฐบาลรักษาการได้กลายเป็นโมฆะไปแล้ว ไม่มีผลใดๆ ในทางกฎหมายอีกต่อไปนั้น
นายสุเทพเอ่ยอ้างชัดเจนว่าเป็นความเห็นที่ได้รับข้อมูลมาจาก นายยินดี วัชรพงศ์ ต่อสุวรรณ อดีตผู้พิพากษาหัวหน้าคณะในศาลฎีกา
แต่คำปราศรัยของนายสุเทพไม่ได้อธิบายเหตุผลชัดๆ ขณะที่อดีตผู้พิพากษารายนี้ได้เขียนบทความอธิบายเหตุผลในมุมมองของตนเอาไว้อย่างค่อนข้างละเอียด ส่วนข้อเท็จจริงจะเป็นไปตามนั้นหรือไม่เป็นประเด็นที่จะต้องพิจารณากันต่อไป
"กรุงเทพธุรกิจ" ขอนำบางช่วงบางตอนของบทความมานำเสนอ เพื่อให้เห็นถึงเหตุผลและที่มาที่ไปของแนวคิดที่ว่ารัฐบาลรักษาการไม่มีผลในทางกฎหมายใดๆ อีกต่อไปแล้ว
บทความของนายยินดี มีหัวข้อว่า "คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งเพราะการยุบสภาและอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ หมดหน้าที่แล้วโดยบทบัญญัติแห่งรัฐธรรมนูญ" สรุปความได้ว่า การที่รัฐบาลได้ยุบสภาและได้ออกพระราชกฤษฎีกายุบสภา โดยกำหนดให้มีการเลือกตั้งทั่วไป เป็นการใช้อำนาจตามรัฐธรรมนูญมาตรา 108 ซึ่งก็คือการสิ้นสุดของการเป็นผู้แทนของประชาชนโดยการคืนอำนาจอธิปไตยในการบริหารราชการแผ่นดินให้แก่ประชาชน ภายใต้เงื่อนไขที่ฝ่ายบริหารจะต้องไปกำหนดวันเลือกตั้ง เพื่อให้ประชาชนไปมีฉันทานุมัติตั้งผู้แทนฝ่ายบริหารและฝ่ายนิติบัญญัติใหม่ด้วยการเลือกตั้ง โดยมีฉันทานุมัติให้การเลือกตั้งนั้น จะต้องกระทำขึ้นในวันเดียวกันทั่วราชอาณาจักร
เมื่อนายกรัฐมนตรีได้กำหนดวันที่ 2 ก.พ.57 เป็นวันเลือกตั้ง ในขณะที่ประชาชนกำลังชุมนุมโดยสงบปราศจากอาวุธ เรียกร้องให้มีการปฏิรูปประเทศและขอให้รัฐบาลลาออกเพื่อเปิดโอกาสให้ประชาชนได้ใช้อำนาจอธิปไตยของตนเองในการปฏิรูปประเทศก่อนที่จะมีการเลือกตั้ง แต่รัฐบาลกลับให้ประชาชนทำการเลือกตั้งเพื่อมีฉันทานุมัติมอบอำนาจอธิปไตยของประชาชนให้ผู้แทนไปดำเนินการใช้อำนาจในภายหลังแทนด้วยการยุบสภาเพื่อให้มีการเลือกตั้งในทันทีนั้น จึงเป็นการที่รัฐบาลใช้ความได้เปรียบทางการเมืองมาดำเนินการตามวิถีทางรัฐธรรมนูญ โดยถือเอาประชาชนเป็นวัตถุแห่งการเลือกตั้ง ไม่ใช่ถือเอาการเลือกตั้งนั้นเพื่อประโยชน์แก่ประชาชน
การตีความรัฐธรรมนูญไม่อาจตีความเพื่อเอื้อประโยชน์หรือขยายอำนาจเพื่อให้อำนาจแก่ฝ่ายบริหารหรือ กกต.ซึ่งเป็นองค์กรอิสระ ให้มีอำนาจหน้าที่เกินกว่าหรือนอกเหนือกว่าที่รัฐธรรมนูญกำหนดไว้ได้ เพราะอำนาจดังกล่าวล้วนเป็นอำนาจของประชาชนทั้งสิ้น
เมื่อ กกต.ได้ดำเนินการเลือกตั้งทั่วไป (ให้ประชาชนเลือกผู้แทนเพื่อนำฉันทานุมัติของประชาชนมาใช้ในการทำหน้าที่เป็นผู้แทน) แต่ไม่อาจดำเนินการได้ตามความมุ่งหมายตามที่บัญญัติไว้ในรัฐธรรมนูญ โดยไม่อาจทำการเลือกตั้งได้ในวันเดียวกันเพื่อให้ได้ฉันทานุมัติของประชาชนพร้อมกันทั่วราชอาณาจักรแล้ว จึงเป็นการเลือกตั้งที่ไม่อาจได้ฉันทานุมัติของประชาชนมาเป็นอำนาจในการบริหารราชการแผ่นดินได้เลย และประธานกรรมการการเลือกตั้งได้แถลงการณ์ว่าไม่อาจประกาศผลการเลือกตั้งได้ด้วย
เมื่อนายกรัฐมนตรีประกาศยุบสภาและกำหนดวันเลือกตั้งเป็นวันที่ 2 ก.พ.57 นั้น คณะรัฐมนตรีทั้งคณะ (รวมทั้งนายกรัฐมนตรี) ได้พ้นจากตำแหน่ง แต่คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งต้องอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ต่อไปจนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ารับหน้าที่ (ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 181) การอยู่ในตำแหน่งของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งจึงมีอำนาจหน้าที่โดยอาศัยรัฐธรรมนูญมาตรา 181 ไม่ใช่อาศัยอำนาจของประชาชนโดยตรง เพราะอำนาจของประชาชนดังกล่าวฝ่ายบริหารได้คืนอำนาจให้กับประชาชนแล้วโดยการยุบสภาและจัดให้มีการเลือกตั้งไปแล้ว อำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งและอยู่ในตำแหน่งตามมาตรา 181 จึงไม่ใช่เป็นอำนาจการใช้อำนาจอธิปไตยของประชาชนตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3 แต่เป็นการอยู่ในตำแหน่งภายใต้เงื่อนไขว่า "จนกว่าคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่จะเข้ามารับหน้าที่"
เมื่อเงื่อนไขที่จะมีคณะรัฐมนตรีที่ตั้งขึ้นใหม่ไม่อาจเกิดขึ้นได้อย่างแน่แท้ เพราะไม่มีฉันทานุมัติของประชาชนที่จะมีผู้แทนราษฎรได้ จะแต่งตั้งนายกรัฐมนตรีภายใน 30 วันนับแต่วันที่เรียกให้มีการประชุมสภาครั้งแรกก็ไม่ได้ คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งจึงย่อมไม่อาจอยู่ในตำแหน่งเพื่อปฏิบัติหน้าที่ได้อีกต่อไป เงื่อนไขในการอยู่ในตำแหน่งเพื่อทำหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งสิ้นสุดลงโดยผลแห่งรัฐธรรมนูญมาตรา 127, 129, 136 (12),171, 172, 176 และอำนาจอธิปไตยได้กลับคืนมาเป็นอำนาจของประชาชนโดยสมบูรณ์ตามรัฐธรรมนูญมาตรา 3
จึงเป็นหน้าที่ของ กปปส.ที่จะต้องดำเนินการแจ้งให้คณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งให้หยุดปฏิบัติการซึ่งเคยเป็นอำนาจหน้าที่นั้นเสีย โดยไม่จำเป็นต้องลาออก ตลอดจนต้องแจ้งหน่วยงานของรัฐที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง กกต.ให้ทราบถึงการหมดอำนาจหน้าที่ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งนั้นๆ ด้วย
การดำเนินการใดๆ ของคณะรัฐมนตรีที่พ้นจากตำแหน่งและผู้ที่ปฏิบัติตามคำสั่งดังกล่าวย่อมเป็นการอันไม่ชอบด้วยรัฐธรรมนูญ ผิดกฎหมาย ซึ่งต้องรับผิดชอบทั้งทางแพ่งและทางอาญาเป็นการส่วนตัว





