เปิดใจนาทีระทึก!เหตุการณ์ปะทะระหว่างผู้ชุมนุม-ฝ่ายตรงกันข้าม จากคำบอกเข้า"ผู้สื่อข่าว-ช่างภาพ" เนชั่น
เหตุปะทะที่แยกหลักสี่วันที่ 1 ก.พ. มีช่างภาพสื่อมวลชนจำนวนหนึ่งได้รับบาดเจ็บจากเหตุการณ์ดังกล่าว ขณะที่ช่างภาพในเครือเดอะเนชั่น ติดอยู่ในวงล้อมบริเวณจุดปะทะกัน
ปรีชา เพาะพูล ช่างภาพเนชั่น บอกว่า เกาะติดสถานการณ์ตั้งแต่ 14.00 -15.00 น. โดยอยู่บริเวณหน้าศูนย์หลักสี่ ในช่วง 15.00 น. ได้พูดคุยกับทหารที่ดูแลกลุ่มของหลวงปู่พุทธอิสระ ต่อมาได้รับแจ้งจากทหารขอให้หลวงปู่นำเด็กและผู้หญิงเข้าไปอยู่ในศูนย์หลักสี่ เพราะเกรงว่าจะมีปัญหา มีการแจ้งจากสายทหารว่าฝั่งตรงข้ามได้เดินทางมาถึงหน้าวัดหลักสี่ จากนั้นหลวงปู่ให้นำเด็กและผู้หญิงเข้าไป
หลังจากนั้นประมาณ 30 นาที ฝั่งตรงข้ามที่มาคัดค้านหลวงปู่เดินทางมาถึงบริเวณแยกหลักสี่ ซึ่งจะเป็นสะพานข้ามไปยังคลองเปรม ก็จะจอดอยู่ตรงนั้นยังไม่ไปไหน ส่วนกลุ่มของหลวงปู่ การ์ดยังเฝ้าติดตามระวังอยู่รอบข้าง ต่อมามีการเจรจาจากเจ้าหน้าที่ตำรวจและทหารของฝั่งตรงข้าม โดยเจรจาสักพัก จากนั้นมีกลุ่มที่มีรถเก๋งเข้ามาในพื้นที่ ส่วนเรามีสองทีม ช่างภาพ คือ คุณกิตติชัย และ คุณจักรกฤษ คุณจักรกฤษให้ผมเฝ้าที่ศูนย์อยู่กับหลวงปู่ตรงที่เกิดเหตุ ส่วนคุณกิตติชัยอยู่แยกหลักสี่ ซึ่งก่อนหน้านี้มีการทุบรถ นักข่าวช่างภาพเริ่มคุยกันแล้วว่า น่าจะมีเหตุการณ์เกิดขึ้น คงรั้งไว้ไม่อยู่ พอกลุ่มที่มาคัดค้านหลวงปู่อยู่ตรงบริเวณเชิงสะพานที่จะข้ามมาคลองเปรมกลับ กลุ่มกปปส.ลาดพร้าวกับสวนลุมฯ มาสมทบกันพอดี แต่อยู่ฝั่งตรงข้าม
ถาม : ขณะนั้นผู้สื่อข่าวและช่างภาพรวมกันอยู่บริเวณใดของแยกหลักสี่
กิตติชัย นาคเกษม ช่างภาพเนชั่นทีวี : มันจะแยกเป็น 2 ส่วน คือ ส่วนของที่เป็นห้างสรรพสินค้าไอทีสแควร์ และอีกฝั่งหนึ่งที่จะเลี้ยวเข้าถนนแจ้งวัฒนะ จะเป็นช่วงกลับรถ จะเป็นช่วงกั้นกลางให้ระหว่างกลุ่มที่สนับสนุนและกลุ่มหลวงปู่ บริเวณนั้นจะมีนักข่าวช่างภาพหลายสำนักไปอยู่ตรงเกาะกลางถนน เพราะจะเลี่ยงการปะทะ ซึ่งเป็นจุดที่เราคิดว่า ปลอดภัยที่สุด ซึ่งจะเป็นสามเหลี่ยมเป็นมุมพอดี ก็คิดว่าน่าจะปลอดภัย พอเราเริ่มดูว่ายังไม่มีการปะทะก็ยังคอยดูสถานการณ์อยู่ แต่มีอีกกลุ่มหนึ่งอยู่ด้านห้างไอทีสแควร์ อาจจะมีการยั่วยุกันบ้าง อาจจะมีการขว้างปา อาจจะเป็นมือที่สามก็ได้ ปาก้อนหินเข้ามาก่อน ปาประทัด จนทั้งสองฝ่ายเริ่มระแวงกัน
ถาม : ระเบิดปิงปองลงตูมแรก แล้วตามมาด้วยเสียงปืนนัดแรก ทำอย่างไร
กิตติชัย : พอมวลชนเริ่มขยับตัว ด้วยนิสัยของเราก็อยากได้ภาพ ได้ยินเสียง ปัง ๆๆๆ ก็ไม่รู้ว่าใครยิง ก็เก็บภาพในช่วงนั้นนิดหนึ่งแล้วรีบหมอบ มันยิงเหมือนยิงข้ามหัวเราไปมา นักข่าวช่างภาพก็หมอบลง ซึ่งด้านซ้ายด้านขวาจะเป็นแท่งแบริเออร์ล้อมกรอบกั้นเราอยู่ แล้วมีเสียงยิงปืนเป็นระยะ แล้วมีเสียงดังคล้ายระเบิด เริ่มถี่มาเรื่อยๆ เราก็เริ่มคุยกับพี่ๆ นักข่าวที่มาด้วยกัน ว่า "พี่เราจะเอาอย่างไรดี"
ถาม : มีภาพชายชุดดำ แล้วมีกระสอบปุ๋ยคลุมปืนอยู่
ปรีชา : เราเห็นเขามาตั้งแต่ทีแรกแล้ว แต่ไม่ทราบว่าเป็นใคร แล้วในถุงปุ๋ยมีอะไร ช่วงที่ชุลมุนหลังจากมีการปาประทัดยักษ์ และมีเสียงปืนดังต่อเนื่อง กลุ่มผู้สื่อข่าวจะมีอยู่ 2 กลุ่ม ซึ่งจะอยู่ตรงเกาะกลาง และอีกกลุ่มหนึ่งจะอยู่ตรงป้อมตำรวจตรงแยกหลักสี่พอดี และจะมีทหารอยู่ตรงนั้น แต่ทุกคนไม่สามารถออกไปไหนได้ เพราะมีการยิงอย่างต่อเนื่อง ระยะเวลาห่างในการยิงประมาณ 10 นาที แต่ยิงกันประมาณ 1 ชั่วโมง คือยิงตัวกันเลย เหมือนอยู่ในสงคราม แล้วเราอยู่ตรงกลาง จะโผล่หัวขึ้นไปก็ไม่ได้และช่วงนั้นก็รายงานอยู่ด้วย ระหว่างรายงานยังมีเสียงปืนอยู่ ซึ่งเสี่ยงมาก นักข่าวทุกคนนอนหมอบหมดเลย และมีอีกส่วนหนึ่งที่อยู่บริเวณปากทางเข้าตรงสะพานที่หลวงปู่อยู่ ซึ่งตรงนั้นรอรายงานอยู่ แต่ทีมที่หนักสุดคือ ทีมที่อยู่หน้าด่านพอดี ส่วนนักข่าวอีกคนที่อยู่ในป้อมไม่สามารถไปไหนได้เลย แต่จังหวะที่ผมออกมาจากป้อมมันไม่ปลอดภัยแล้ว เพราะมันเป็นช่องแคบนิดเดียวถ้าเกิดมีอะไรตูมขึ้นมา ผมเลยหาทางวิ่งออกมากับสื่อมวลชนอีกสำนักหนึ่ง ช่วงเวลานั้นไม่มีใครมาช่วยเลย คลานกันออกมา แค่ประมาณ 3 - 4 เมตรใช้เวลาเกือบ 15-20 นาที กว่าจะไปถึงอีกจุดหนึ่งได้ พอจะผ่านตรงช่องว่างระหว่างแท่งแบริเออร์ ก็ยิงกันอีก เราก็ต้องรีบหมอบ
กิตติชัย : มันไม่รู้ว่าทิศทางของเสียงปืนมาจากด้านใด เรารู้ว่ามีอีกกลุ่มที่อยู่ด้านหลังเรา ยิงอยู่ เรารู้แล้ว เราเห็นแล้ว อีกกลุ่มตรงฝั่งที่มาจากตรงหัวเราก็มี เราเลยประเมินไม่ถูกว่าทิศทางมันจะมาจากทางไหน ก็หมอบไว้ก่อน พอเสียงปืนเริ่มสงบสักพักหนึ่ง เราก็พยายามจะถอยร่นเพื่อจะออกจากกรอบสี่เหลี่ยมของแบริเออร์ เพราะมันมีเสียงของประทัดยักษ์ ซึ่งช่างภาพ นักข่าว ตรงจุดที่ผมนอนหมอบกันอยู่ ถ้าเผื่อมันมีสิ่งแปลกปลอม มันโยนมาตรงนั้นพอดี มันอาจจะเป็นอันตรายต่อพวกเรา จึงต้องหาจุดที่จะปลอดภัยที่สุดก็พยายามถอยออก
ถาม : มีทหาร ตำรวจ พาสื่อมวลชน ออกจากพื้นที่ หรือไม่
ปรีชา : ทหารที่อยู่ตรงป้อมตำรวจ ตรงสี่แยก มีกำลังทหารอยู่ ซึ่งตรงนั้นต้องหมอบกันหมด ไม่มีใครสามารถออกไปไหนได้ ทุกคนต้องอยู่ให้นิ่งเอาชีวิตให้รอด หมอบให้ต่ำที่สุด ซึ่งมีนักข่าวได้รับบาดเจ็บ หลังจากที่ได้รับบาดเจ็บทหารจากกรมทหารราบที่ 11 มีการสั่งการมาทางนี้ ให้ทหารพานักข่าวออกมาก่อน แต่ทุกคนออกมาไม่ได้ ก็เลยให้นักข่าวนอนหมอบนิ่งไว้ก่อน รวมถึงคนที่เจ็บให้นอนหมอบนิ่ง พอสถานการณ์เริ่มคลี่คลาย ทางผู้บัญชาการเอารถเข้ามารับนักข่าวได้รับบาดเจ็บ ส่วนที่เหลือก็ยังหมอบอยู่
กิตติชัย : ช่วงที่ชายชุดดำ สวมไอ้โม่งใช้ถุงปุ๋ยคลุมปืน พอเขายิงปืนออกมา ซึ่งตอนถ่ายอยู่เราไม่คาดคิดว่ากระสอบนั้นมันคืออะไร ระยะประมาณ 1 เมตร มันมีเสียงมาแล้ว อ้าว! มีปืนด้วยหรือ จากนั้นก็รีบหมอบ แล้วชูกล้องแล้วรีบหมอบไปก่อน อย่างน้อยให้มันโดนอะไรที่ไม่ใช่ตัวเราก่อน ซึ่งสื่อมวลชนที่หมอบอยู่ตรงนั้น ก็สงสัย มันคือใคร ต้องยิงกันขนาดนี้เลยหรือ อาวุธขนาดนี้เลยหรือ มันไม่น่ารุนแรงขนาดนี้ นะ...โอ้โห มันเกินไปนะ คือ นอนคุยกัน มันเหมือนอยู่ในสงคราม





