สำรวจวิถี "การ์ด"จากแจ้งวัฒนะถึงปทุมวัน เรายอมเป็นผู้ร้าย...เพราะข้างหลังเราคือผู้ชุมนุม
นับเป็นเวลาร่วม 3 เดือนแล้วที่การชุมนุมของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์ อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ยังคงเคลื่อนไหวขับไล่รัฐบาล นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี แม้นายกฯจะยอมยุบสภา แต่ข้อเรียกร้องของ กปปส.ไปไกลถึงลาออกจากรักษาการ
การต่อสู้ทางการเมืองรอบนี้ปฏิเสธไม่ได้ว่าเดิมพันสูงลิบ เพราะฝ่าย กปปส. นำโดย สุเทพ เทือกสุบรรณ ก็มีคดีและหมายจับติดตัว โดยเฉพาะคดีที่โทษถึงประหารอย่าง "กบฏ" ส่วนฝ่ายรัฐบาล ตั้งแต่ นางสาวยิ่งลักษณ์ ลงไป ก็มีคิวโดนเชือดใน ป.ป.ช. (คณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ) ทั้งจำนำข้าว ทั้งแก้รัฐธรรมนูญ บางคดีต้องไปจบที่ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง
งานนี้ฝ่ายไหนแพ้ถึงขั้นไม่มีแผ่นดินอยู่!
เมื่อเดิมพันสูง ความรุนแรงจึงสูงตาม กลายเป็นการชุมนุมที่เต็มไปด้วยความไม่สงบรูปแบบต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการลอบปาระเบิดแบบจะๆ ถึง 2 ครั้ง 2 คราที่ถนนบรรทัดทอง และเวที กปปส.อนุสาวรีย์ชัยสมรภูมิ ยังไม่นับรวมการปาประทัดยักษ์ และยิงหรือปาระเบิดข่มขู่เวทีแนวร่วมส่วนอื่นๆ ไม่เว้นแต่ละคืน ทั้งเครือข่ายนักศึกษาประชาชนปฏิรูปประเทศไทย (คปท.) และกองทัพประชาชนโค่นระบอบทักษิณ (กปท.)
ด้วยเหตุนี้ คนกลุ่มหนึ่งที่เรียกกันว่า "การ์ด" จึงมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพราะมีหน้าที่ดูแลความปลอดภัยให้กับแกนนำและผู้ร่วมชุมนุม โดยเฉพาะ "กลุ่มการ์ดอาสา" ที่ใช้ใจล้วนๆ เพราะไม่ใช่นักรักษาความปลอดภัยมืออาชีพ ไม่ใช่อดีตคนในเครื่องแบบ แต่เน้นใจรัก
อย่างไรก็ดี การที่จะเข้าเป็น "การ์ดอาสา" ในสถานการณ์ที่พร้อมปะทุรุนแรงได้ทุกเมื่อ ย่อมไม่ใช่เรื่องง่ายเลย เพราะต้องมีความไว้วางใจกันในระดับสูง เนื่องจากหากเป็นฝ่ายตรงข้ามแฝงตัวเข้ามา ก็จะรับรู้แผนการต่างๆ และมีโอกาสก่อเหตุรุนแรงต่อผู้ชุมนุมหรือแกนนำ ย่อมไม่เป็นผลดีอย่างแน่นอน
ศิษย์หลวงปู่...การ์ดแจ้งวัฒนะ
การชุมนุมใหญ่ปิดกรุงเทพฯ หรือ "ชัตดาวน์ แบงค็อก" มีการเปิดเวทีมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ แถมยังเป็นการตั้งเวทีบนถนนซึ่งมีความเสี่ยงสูง จึงต้องมี "การ์ดอาสา" มากเป็นเงาตามตัว อย่างเวที กปปส.ศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ ซึ่งเป็นพื้นที่เสี่ยงที่สุด อยู่ไกลจากกำลังมวลชนที่จะแวะเวียนไปช่วยเหลือได้หากมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น ซ้ำยังอยู่กลางเหมือนเป็น "ไข่แดง" ในพื้นที่ที่เต็มไปด้วยมวลชนฝั่งตรงข้าม จึงมักถูกยิง ถูกปาระเบิดข่มขู่แทบจะรายวัน
แต่เวทีนี้แปลกกว่าเวทีอื่นๆ เพราะมีศูนย์รวมน้ำใจคือ หลวงปู่พุทธะอิสระ ผู้ก่อตั้งวัดอ้อน้อย อ.กำแพงแสน จ.นครปฐม เป็นผู้ดูแล จึงทำให้การ์ดมีกำลังใจและรู้สึกอุ่นใจในการหน้าที่ ไม่ใช่แค่เพราะมีพระอยู่ด้วย แต่เพราะการ์ดทุกคนเป็น "ศิษย์หลวงปู่" หรือจะเรียกว่า "เด็กวัด" ก็คงไม่ผิด
ด้วยความเคารพศรัทธาต่อหลวงปู่พุทธะอิสระ ในฐานะครูบาอาจารย์ของพวกเขา ทำให้ลูกศิษย์ทุกคนยอมสละเวลาทำงาน มาทำหน้าที่เสี่ยงภัยด้วยการทำหน้าที่ "การ์ด" แต่นั่นก็ทำให้การ์ดเวทีแจ้งวัฒนะได้เปรียบเวทีอื่นๆ เพราะหากมีคนนอกแฝงตัวเข้ามาหาข่าว จะรู้ทันที เนื่องจากมองหน้าก็รู้ดีว่าใครเป็นศิษย์วัดสายไหน บวชถวายเป็นพระราชกุศลแด่ในหลวงรุ่นเท่าไร (หลวงปู่พุทธะอิสระเป็นผู้จัดกิจกรรม) เพราะแต่ละรุ่น หลวงปู่จะมอบสัญลักษณ์ หรือชื่อที่รู้กันเฉพาะคนในรุ่นนั้นๆ
สำหรับทีมการ์ด กปปส.ส่วนกลางที่มาช่วยดูแลพื้นที่ด้วย ก็จะอยู่ภายใต้การดูแลความเรียบร้อยของ "หัวหน้าการ์ด" ที่เป็นศิษย์หลวงปู่ อีกทั้งทุกคนต้องมีบัตรประชาชนยืนยันตัวตน ไม่เช่นนั้นต่อให้มีความตั้งใจอยากเป็นการ์ด ก็ไม่มีสิทธิ์ได้เป็น
ทุกๆ วันที่เวทีแจ้งวัฒนะ จะมีกิจกรรมประจำวันในตอนเช้าของทีมการ์ด คือ การฝึกซ้อมการป้องกันตัว และซักซ้อมความเข้าใจต่างๆ โดยมีผู้มีประสบการณ์ทางการต่อสู้แบบมืออาชีพจริงๆ มาช่วยให้ข้อมูลหรือฝึกสอน นอกจากนั้นยังมีการวางแผนดูแลพื้นที่เพิ่มเติมเกือบทุกวัน ทำให้การก่อกวนที่เกิดขึ้น ผู้ไม่หวังดีมักทำได้แค่แนวป้องกันชั้นนอก ไม่เคยเข้าไปประชิดติดผู้ชุมนุมได้เหมือนที่เวทีอื่นๆ โดน
นอกจากนั้น การที่การ์ดเกินครึ่งเป็นศิษย์ก้นกุฏิของหลวงปู่ เคยบวชเรียนกับหลวงปู่พุทธะอิสระ จึงเคยผ่านการฝึกทดสอบจิตใจตามแบบของหลวงปู่มาแล้ว ทำให้มีความพร้อมค่อนข้างเต็มร้อย ส่วนการผ่อนคลายความเครียด ก็มีการเจริญพระพุทธมนต์ทุกเย็น รวมทั้งจัดเวรสลับกันกลับบ้าน
การ์ดลาดพร้าว "ตรวจเข้ม-ตึงเครียด"
ที่เวที กปปส.ถนนพหลโยธิน หรือเวทีห้าแยกลาดพร้าว เป็นอีกเวทีที่โดนโจมตีบ่อยเป็นอันดับ 2 ตลอดช่วงเวลาการชุมนุมที่ผ่านมา ทำให้บรรยากาศค่อนข้างตึงเครียด การ์ดทุกรายปิดปากสนิท ไม่ค่อยยอมเปิดตัวกับผู้สื่อข่าว ด้วยเหตุผลเรื่องความปลอดภัย
จากการสังเกตการณ์การรักษาความปลอดภัยที่เวทีลาดพร้าว พบว่าเข้มงวดไม่แพ้ที่อื่นๆ มีการเดินลาดตระเวนตลอด 2 แนวพื้นที่ชุมนุมตลอดเวลา แนวบังเกอร์ทางเข้า-ออกทั้ง 2 ด้านมีการตรวจค้นอย่างเข้มงวด ไม่ยอมใจอ่อนให้กับคำขอให้ลดความเข้มในการตรวจลง แม้แต่การจอดรถใกล้ๆ แนวบังเกอร์ก็ห้ามเด็ดขาด เนื่องจากไม่แน่ใจในจุดประสงค์และอาจบดบังวิสัยทัศน์อีกด้วย
"คุณลองคิดดู ถ้าผมยอมให้จอดหมด มันก็มาออล้นอยู่หน้าบังเกอร์ ที่นี้ล่ะมันวิ่งแอบมายิงใกล้ๆ พวกผมก็มองไม่เห็นแล้ว รถบังหมด" การ์ดคนหนึ่งบอก เสมือนแก้ต่างให้กับเสียงวิจารณ์ที่ต่อว่าพวกเขาว่าเผด็จการและชอบใช้ความรุนแรง
ที่เวที กปปส.ลาดพร้าว ได้ปิดสะพานข้ามห้าแยกลาดพร้าวบางส่วน แต่ไม่มีการไปตั้งจุดระวังด้านบนเหมือนที่เวที กปปส.แจ้งวัฒนะ นี่อาจจะเป็นอีกหนึ่งจุดอ่อนที่ทำให้ถูกก่อกวนบ่อยครั้ง อีกทั้งสวนจตุจักรที่อยู่ใกล้พื้นที่ชุมนุมยังสามารถเข้าออกได้ง่าย จึงน่าจะเป็นงานหนักพอสมควรสำหรับการ์ดเวทีนี้
การ์ด คปท. "ค่ายทหารย่อมๆ"
ที่เวทีแนวร่วม กปปส.อย่าง คปท.ที่ตั้งมั่นอยู่ใกล้ๆ ทำเนียบรัฐบาล และเวที กองทัพธรรม ที่คุมพื้นที่ตั้งแต่สะพานผ่านฟ้าลีลาศ สะพานมัฆวานรังสรรค์ และสะพานพระราม 8 ต้องยอมรับว่าแค่เห็นพื้นที่การชุมนุมแล้ว ใครเป็นการ์ดที่นี่ต้องเหนื่อยกว่าที่อื่นๆ แน่นอน เพราะพื้นที่มีขนาดใหญ่ มีถนนเชื่อมถึงกันทุกด้าน แม้มวลชนน้อยกว่าเวทีหลักของ กปปส.อย่างเห็นได้ชัด แต่ก็ยังยืนหยัดรักษาพื้นที่เอาไว้อย่างอดทน
แนวบังเกอร์ของเวที คปท. ถือว่าเข้มแข็งดุดันกว่าที่อื่นๆ เพราะเหมือนกับแนวบังเกอร์ของทหาร มีแหขนาดใหญ่ขึงโดยรอบ การ์ดรักษาการจะนั่งนิ่งคุมเชิงตลอดเวลา แม้อากาศจะร้อนเท่าไร พวกเขายังทำหน้าที่อย่างแข็งขัน ไม่มีการแอบหลับ การวางกำลังเป็นกลุ่มๆ แบบหมวดหมู่ จึงทำให้คิดได้ว่าที่นี่เป็นค่ายทหารย่อมๆ เลยทีเดียว
เมื่อไปสำรวจที่แนวป้องกันด้านแยกนางเลิ้ง ก็พบภาพไม่แตกต่างกัน หนำซ้ำยังอาจเข้มงวดกว่าด้านสะพานมัฆวานรังสรรค์ เพราะมีการไล่คนที่ยกกล้องจะถ่ายรูปบริเวณแนวป้องกัน
"เราไม่รู้ว่าเขาเป็นใคร อยู่ๆ จะมาถ่ายรูปไป เราต้องยอมเป็นผู้ร้าย เพราะข้างหลังเรา (เวทีสะพานชมัยมรุเชฐ) มีคนพักผ่อน มีคุณยาย คุณป้าอยู่กันตรงนั้น ถ้ามีอะไรเราจะป้องกันไม่ทัน" การ์ดคนหนึ่งที่เพิ่งไปไล่คนถ่ายรูปเล่าสถานการณ์ให้ฟัง
สอดคล้องกับบรรดาการ์ดที่รักษาแนวบังเกอร์ถัดจากแยกนางเลิ้งไปเล็กน้อย ยอมรับว่าพวกเขาอาจถูกมองเป็นคนใจร้าย ดุดัน แต่มันคือความปลอดภัย
"ก็ต้องคอยดูให้ละเอียด ส่องกล้องดูเป็นระยะ อะไรแปลกปลอมต้องตรวจสอบทันที" การ์ดอีกคนหนึ่งบอก
เมื่อถามว่าทำไมถึงยอมมาเสี่ยงทำหน้าที่แบบนี้ การ์ดหลายคนตอบคล้ายกันว่า มาเพราะอุดมการณ์ ไม่ได้มีค่าจ้างใดๆ จะมีก็แค่ค่าเสี่ยงภัย แต่ไม่ใช่เงินจำนวนมากมาย ได้มาก็ใช้จ่ายกันในหมู่เพื่อนๆ การ์ด
ส่วนวิธีรับมือกับความเครียดนั้น การ์ด คปท.บอกอย่างอารมณ์ดีว่า ก็ใช้การเต้น เวลามีการแสดงดนตรีที่เวที เพราะไม่ต้องไปไหนไกล และสามารถทำหน้าที่ต่อได้ทันทีเมื่อมีเหตุฉุกเฉินเกิดขึ้น
การ์ดปทุมวัน...รปภ.เวทีสำคัญ
สำหรับเวทีหัวใจของ กปปส.อย่างเวทีแยกปทุมวัน เรียกได้ว่ามีทั้งความเข้มงวดและตึงเครียดสูงสุด มาตรการรักษาความปลอดภัยมีแบบเต็มพิกัด ขณะเดียวกันก็มีการกระทบกระทั่งกันแทบทุกคืน โดยเฉพาะแนวสะพานหัวช้าง จนต้องตั้งด่านสกัดถึง 3 ชั้น
จากการสำรวจตรวจตรา พบว่าจำนวนการ์ดที่เวทีปทุมวันมีจำนวนมากกว่าทุกเวที เพราะแค่แนวบังเกอร์บริเวณสะพานหัวช้างก็มีถึง 10-15 คนแล้ว ยังไม่นับรวม การ์ดที่ประจำการรอบเวที หากเพียงแค่มีคนแสดงท่าทีพิรุธหรือผิดสังเกตเล็กน้อย การ์ดจะพุ่งเข้าตรวจสอบทันที
นอกจากนั้น ยังมีทีมรถจักรยานยนต์คล้าย "หน่วยเคลื่อนที่เร็ว" จอดประจำอยู่ใกล้ๆ กับหลังเวที ทางเข้าด้านสนามกีฬาแห่งชาติ หรือสนามศุภชลาศัย ซึ่งด้านนั้นก็แนวบังเกอร์ 2 ชั้น การตรวจสอบก็เข้มงวดมากไม่แพ้กัน
เมื่อลองสอบถามเกี่ยวกับวิธีการทำงาน ปรากฏว่าไม่มีการ์ดคนไหนยินดีให้ข้อมูล มีเพียงเล่าเกร็ดการใช้ชีวิตให้ฟังพอหอมปากหอมคอ
"พวกผมก็อาศัยอยู่กับพวกเดียวกัน นั่งคุยเล่นแซวกันสนุกสนาน เพราะมีการ์ดผู้หญิงอยู่ด้วย หมดเวรก็พักผ่อนกันในเต็นท์ของตัวเอง หรือไม่ก็คุยหยอกล้อกับยาม (หน่วยรักษาความปลอดภัยของห้างสรรพสินค้าสยามดิสคัฟเวอรี) ตรงนี้ก็ช่วยผ่อนคลายได้บ้าง" การ์ดหนุ่มจากภาคใต้เล่าให้ฟัง
ถึงแม้สถานการณ์ความขัดแย้งการเมืองยังคงหาทางออกไม่เจอ สถานการณ์การชุมนุมยังเต็มไปด้วยความรุนแรงที่ยังไม่มีวี่แววจบลง แต่สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้จากการ์ดทุกคน ทุกเวที คือ แววตาที่แข็งกร้าวเสมือนหนึ่งกำลังบอกว่า "สู้ไม่ถอย" ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้นก็ตาม





