วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

กกต.แจงกสม.อุปสรรคเลือกตั้ง'กทม.-ใต้'วุ่น

กกต.แจงกสม.วงหารือปัญหาอุปสรรคเลือกตั้งระบุ "กทม.-ภาคใต้"วุ่น หลังกปน.ทยอยถอนตัว หนักใจบัตรเลือกตั้งภาคใต้นำออกมาประทับตราไม่ได้

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า อาคารจอดรถมหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิต นายแพทย์นิรันดร์ พิทักษ์วัชระ กรรมการสิทธิมนุษยชนแห่งชาติ ในฐานะประธานกรรมการด้านสิทธิพลเมือง และสิทธิทางการเมือง จัดประชุมในประเด็นปัญหาและอุปสรรค ในกระบวนการจัดการเลือกตั้ง โดยเชิญเจ้าหน้าที่ตำรวจ กรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) และนักวิชาการ เข้าร่วม ซึ่งในส่วนของ กกต. มอบหมายให้ นายเมธา ศิลาพันธ์ ผู้อำนวยการสำนักบริหารงานเลือกตั้งเป็นผู้แทน

โดยนายเมธา กล่าวชี้แจงถึงระบบการเลือกตั้งทั้งระบบบัญชีเลือกตั้งและแบบแบ่งเขตเลือกตั้งภาคเหนือและภาคอีสาน ว่า ขณะนี้สถานการณ์ปกติ แต่ภาคใต้กับกรุงเทพฯมีปัญหา และภาคใต้ 56 เขต มีปัญหาครบทุกเรื่อง เช่น บุคลากร คือ คณะกรรมการการเลือกตั้งจังหวัด คณะกรรมการประจำเขต คณะกรรมการประจำหน่วยเลือกตั้ง ผู้อำนวยการประจำหน่วยเลือกตั้ง ซึ่งมีการถอนตัว ขณะนี้กำลังพยายามหาบุคคลมาประจำแทน ในส่วนของ กทม. 39 เขตไม่สามารถดำเนินการจัดการอบรมได้แล้วเสร็จ เนื่องจากถูกปิดล้อมและไม่ให้จัดการอบรมต่อ ซึ่งในส่วนสถานที่ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง 268 เขต ที่ไม่เป็นปัญหานั้น และได้ประกาศให้ประชาชนทราบแล้ว ส่วนภาคใต้ กับ กทม. ได้ประกาศแล้วเช่นกัน แต่เจ้าของสถานที่ได้ทยอยขอให้ไปใช้สถานที่อื่น ขณะนี้ได้พยายามหาสถานที่เลือกตั้งอื่น โดยเลขาธิการ กกต.ได้พยายามส่งหนังสือไปยังหน่วยงานต่าง ๆ เพื่อขอรับการสนับสนุนสถานที่และบุคลากรที่ยังขาดอยู่

นายเมธา ยังกล่าวด้วยว่า ในส่วนของบัตรเลือกตั้ง ภาคเหนือ ภาคอีสาน และภาคกลาง การจัดส่งบัตรเลือกตั้งเรียบร้อยดี ได้จัดเก็บรักษาแล้ว แต่สำหรับภาคใต้ไม่สามารถนำออกมาจากที่จัดเก็บเพื่อประทับตราได้ ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญหลัก ๆ ของการจัดการเลือกตั้งครั้งนี้ อย่างไรก็ตาม นโยบายของ กกต. คือพยายามจัดให้มีการเลือกตั้งเต็มที่ แต่หากดำเนินการไปแล้วมีความขัดแย้งกระทบกระทั่งกันก็จะไม่ดำเนินการต่อ

เมื่อถามถึงสถานการณ์ไม่สามารถนำไปสู่การเลือกตั้งล่วงหน้าหรือการเลือกตั้งทั่วไปได้ จะทำอย่างไรต่อไป หรือถ้ามีการจัดการเลือกตั้งสำเร็จ จะนำไปสู่ปัญหาการจัดตั้งรัฐบาลหรือไม่ นายมธา กล่าวว่า ถ้าเกิดปัญหาว่าแต่ละเขตไม่สามารถรวมคะแนนได้ จะเกิดปัญหาว่าไม่สามารถคำนวณ ส.ส.บัญชีรายชื่อเพื่อจัดสรรจำนวนให้แต่ละพรรคได้ เหมือนกับระบบเขต คือถ้าไม่สามารถรวมคะแนนได้ก็จะไม่สามารถประกาศชื่อได้

นายเมธา กล่าวว่า อะไรที่ดำเนินการได้ก็ต้องดำเนินการ ส่วนที่ดำเนินการไม่ได้ก็ต้องให้ผ่านวันที่ 2 ก.พ.นี้ ไปก่อน แล้วใช้อำนาจหน้าที่ตามกฎหมายให้มีการจัดเลือกตั้งซ่อม สำหรับการเลื่อนการเลือกตั้งหรือเปิดรับสมัครใหม่นั้น ในขณะนี้ไม่สามารถทำได้เพราะไม่มีช่องทางด้านกฎหมาย ดังนั้นตอนนี้แนวโน้มคือต้องใช้วิธีการจัดเลือกตั้งซ่อม

“ถ้าเกิดเลือกตั้งได้ในวันที่ 2 ก.พ.นี้ จะได้ ส.ส.ประมาณครึ่งๆ ถ้าใช้ช่องทางตามมาตรา 78 จะสามารถขยายเวลาประกาศออกไปได้อีกเป็นเดือนหรือกว่านั้น โดยอ้างเหตุจลาจลและให้สงบลงก่อน จึงประกาศรับรอง ส.ส.โดยเฉพาะบัญชีรายชื่อ คาดว่าในวันที่ 2 จะยังไม่สามารถได้ ส.ส.ร้อยละ 95 เพื่อเปิดประชุมสภา และจัดตั้งรัฐบาลได้”นายเมธา กล่าว

ส่วนการประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ของรัฐบาล จำเป็นหรือไม่ที่จะต้องขอความเห็นชอบของ กกต.ก่อน นายเมธา กล่าวชี้แจงว่า การที่ต้องขอความเห็นชอบจากกกต. นั้น จะเกี่ยวข้องกับการใช้งบกลางสำรองจ่ายฉุกเฉินหรือการแต่งตั้งตำแหน่งที่มีการโปรดเกล้าฯระดับสูง ถ้าส่วนล่างก็ไม่เกี่ยว ดังนั้นการประกาศใช้พรก.ฉุกเฉินจึงไม่เกี่ยวข้องกับกกต.ทั้งนี้นัยยะของมาตรา 181 ของรัฐธรรมนูญ ไม่ได้ให้อำนาจ กกต.ไปเกี่ยวข้องกับ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน

ทั้งนี้ในที่ประชุมได้สอบถามและตั้งข้อสังเกตกรณีที่รัฐบาล ประกาศ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ซึ่งนายเมธา ชี้แจงว่า ในเรื่องการออก พ.ร.ก.ฉุกเฉินไม่อยู่ในเงื่อนไขรัฐธรรมนูญ มาตรา 181 ที่จะต้องขอความเห็นจาก กกต. เพราะในมาตราดังกล่าวเป็นการป้องกันเรื่องการบริหาร ที่จะทำให้ไม่เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบในการเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม ที่ประชุมได้ฝากผู้แทนกกต. ไปพิจารณาว่าหากมีการโยกย้ายข้าราชการ โดยอาศัยอำนาจของ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน จะต้องหารือ กกต. หรือไม่

หลังจากนั้น ที่ประชุมได้เป็นการสอบถามมาตรการป้องกันความรุนแรง ซึ่งพล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ ชี้แจงยืนยันและยินดีที่จะช่วยป้องกันเหตุ โดยเฉพาะบริเวณสถานที่ชุมนุมทั้ง 7 เวที

“เจ้าหน้าที่ตำรวจมีความปรารถนาที่จะป้องเหตุไม่ให้เกิดความรุนแรงขึ้น หลังจากที่เราได้มีการพูดคุยกันมาแล้วสามครั้ง และได้นำไปปฏิบัตินั้น ได้มีปัจจัยต่างๆเข้ามากระทบไม่ให้สามารถดำเนินการไปตามแผนได้ ทั้งกลุ่มผู้ชุมนุมไม่ให้ความไว้วางใจเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทำให้ไม่สามารถดำเนินการได้ ก็อยากให้ประชาชนรับรู้ว่า เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ดำเนินการเพื่อประชาชนมาตลอด หากเจ้าหน้าที่ตำรวจสามารถดำเนินการได้เต็มศักยภาพตามที่เราชำนาญ จะทำให้สะดวกขึ้นในการป้องกันเหตุ เช่น การตั้งด่าน ถ้าสามารถทำได้ทุกด่านจะดีมาก เพราะถ้าทำเป็นบางทีผู้ก่อการร้ายจะรู้และยากที่จะป้องกัน ส่วนเจ้าหน้าที่ตำรวจนอกเครื่องแบบ อยากให้ผู้ชุมนุมยอมรับ เพราะมันเป็นเรื่องจำเป็น แม้แต่ในการถวายความปลอดภัยก็ต้องทำ”พล.ต.อ.วรพงษ์กล่าว

ทั้งนี้ในที่ประชุมต่างแสดงความกังวล ว่าเมื่อมีการประกาศใช้ พ.ร.ก.ฉุกเฉิน ที่เกรงว่าจะเปิดโอกาสให้เจ้าหน้าที่ใช้อ้างเพื่อจับกุมผู้ชุมนุม พล.ต.อ.วรพงษ์ กล่าวว่าการประกาศใช้ พรก.ฉุกเฉิน ทำให้เจ้าหน้าที่ตำรวจมีอำนาจหน้าที่ตาม พรก.ที่จะจับกุมผู้รวมตัวกันได้ แต่ขณะนี้ผอ.ศรส.ยังไม่ได้มีนโยบายให้ใช้