ลุ้นระทึก! กกต.ถกวันนี้ ชี้ชะตาจำนำข้าว หลังรัฐบาลเผชิญปัญหา"สภาพคล่อง"อย่างหนัก ชาวนาประท้วงทั่วไทย จาก "ประชานิยม" กลายเป็น "ประชาระทม"
หากเกษตรกรในหลายจังหวัดไม่ชุมนุมปิดถนนและศาลากลางประท้วง สังคมไทยอาจไม่รู้ว่าโครงการจำนำข้าวของรัฐบาลกำลังเผชิญกับปัญหา"สภาพคล่อง"อย่างหนัก
ทั้งนี้ ไม่นับรวมปัญหาการทุจริตตามการชี้มูลของคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ(ป.ป.ช.)ที่ทำให้โครงการนี้มีปัญหามากยิ่งขึ้น
เพราะก่อนหน้านี้ สังคมได้รับรู้การกล่าวโทษกันไปมาระหว่างกระทรวงพาณิชย์กับธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตร(ธ.ก.ส.)ว่าเป็นต้นเหตุของการจ่ายเงินจำนำข้าวล่าช้า
กระทรวงพาณิชย์อ้างเหตุผลว่าได้ให้เงินจากการระบายข้าวและพืชผลทางการเกษตรคืนให้กับธ.ก.ส.ไปแล้วประมาณ 1.8 แสนล้านบาท จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะทำให้เกิดความล่าช้า ในขณะที่ ธ.ก.ส.ก็อ้างว่า ขณะนี้สภาพคล่องในโครงการดังกล่าวได้ใช้ไปหมดแล้ว ดังนั้นทางออกคือ กระทรวงพาณิชย์จะต้องเร่งระบายข้าวในสต็อกเพื่อนำเงินที่ได้มาใช้เป็นเงินหมุนเวียน
จากความขัดแย้งระหว่างหน่วยงานรัฐ และ ความเดือดร้อนของเกษตรกร ทำให้มีการเปิดเผย "ข้อมูล" เรื่องวงเงินที่ใช้ในโครงการรับจำมากขึ้น จึงรู้ว่า"ปัญหาสภาพคล่อง"คือต้นตอสำคัญ และด้วยเม็ดเงินมหาศาลจึงเป็นเรื่องยากที่หน่วยงานที่รับผิดชอบจะ "หมุนเงิน" ได้อย่างเพียงพอ
ตั้งแต่เริ่มต้นโครงการรับจำนำข้าว คณะรัฐมนตรีอนุมัติกรอบวงเงิน 5 แสนล้านบาท เพื่อใช้ในโครงการ โดยหลังจากเดินหน้า"จำนำทุกเม็ด"ในช่วง 2 ปีแรก หรือ 4 ฤดูผลิต คือ นาปี 2 ครั้ง และนาปรัง 2 ครั้ง ปรากฏว่ามีการใช้เงินไปทั้งสิ้นประมาณ 6.8 แสนล้านบาท
ส่วนที่เกินมา คือ "สภาพคล่อง"ของ "ธ.ก.ส." ที่รัฐบาลให้ดำเนินการไปก่อน จากนั้นจะนำเงินจากการระบายข้าว หรือได้รับการจัดงบประมาณ ใช้คืนภายหลัง โดยธ.ก.ส.คิดค่าดอกเบี้ยและการบริหารจัดการภายใต้โครงการ
จากข้อมูลเงินในโครงการนี้ เมื่อวันที่ 31 ธ.ค. 2556 กระทรวงพาณิชย์คืนเงินให้กับธ.ก.ส. โดยเป็นเงินจากการระบายข้าวและมันสำปะหลังประมาณ 1.78 แสนล้านบาท เมื่อนำไปหักจากวงเงินที่ใช้ไปทั้งสิ้น 6.8 แสนล้านบาท จะเหลือวงเงินในโครงการประมาณ 1.01 หมื่นล้านบาท จากกรอบวงเงินเดิม 5 แสนล้านบาท
ในปีงบประมาณ 2557 รัฐบาลจัดงบประมาณ 6.2 หมื่นล้านบาท เพื่อชำระเงินต้นและดอกเบี้ยให้กับธ.ก.ส. ทำให้มีเงินหมุนเวียนเพิ่มขึ้นมาเป็น 5.2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำมาใช้ในโครงการได้
เมื่อรวมกับเงินที่กระทรวงพาณิชย์ชำระคืนเพิ่มเติมในวันที่ 15 ม.ค. 2557 เป็นเงิน 2,000 ล้านบาท ทำให้มีวงเงินหมุนเวียนเพิ่มเป็น 5.4 หมื่นล้านบาท
แต่โครงการรับจำนำข้าวเปลือกฤดูผลิตปี 2556/2557 ที่ดำเนินมาตั้งแต่เดือนต.ค. 2556 จนถึงวันที่ 8 ธ.ค. 2556 ปรากฏว่ามีปริมาณข้าวที่เข้าโครงการ 10.1 ล้านตัน วงเงิน 1.67 แสนล้านบาท
ทั้งนี้ ธ.ก.ส. ได้ใช้เงินหมุนเวียนที่เหลืออยู่ จ่ายค่าใบประทวนให้กับเกษตรกรไปแล้วในวันที่ 15 ม.ค.2557 รวม 4.78 หมื่นล้านบาท และได้ทยอยจ่ายจนเงินหมุนเวียนของโครงการที่เหลืออยู่หมดไป
แต่ยังเหลือเงินค้างชำระใบประทวนอีกราว 1.1 แสนล้านบาท
หากย้อนไปกลับดูปัญหา"สภาพคล่อง"ของโครงการรับจำนำในฤดูผลิตนี้ จะเห็นว่าเกิดขึ้นตั้งแต่ช่วงต้นฤดูนาปี หลังจากเริ่มมีข้าวทยอยเข้าโครงการ โดยกระทรวงพาณิชย์ได้ออกมายอมรับปัญหาที่เกิดขึ้นและ"เลื่อน"กำหนดระยะเวลาการจ่ายเงินให้กับเกษตรกรมาอย่างต่อเนื่อง จากสิ้นเดือนพ.ย.ปีที่แล้ว เป็น สิ้นเดือนธ.ค. จากนั้นเลื่อนมาเป็นสิ้นเดือนม.ค.ของปีนี้
แต่ปัญหาสภาพคล่องโครงการนี้ก็เผชิญกับ"ทางตัน"มากยิ่งขึ้น เมื่อนายกรัฐมนตรียุบสภาวันที่ 9 ธ.ค. 2556
เพราะหัวใจสำคัญของความอยู่รอดโครงการนี้คือกระทรวงพาณิชย์ต้อง"เร่งระบายข้าว" และต้องกู้เงินเพื่อใช้ในโครงการอีก 1.3 แสนล้านบาท
แต่เมื่อยุบสภาแล้ว รัฐบาลจึงต้องส่งเรื่องให้คณะกรรมการการเลือกตั้ง(กกต.)เห็นชอบว่านโยบายใดทำได้หรือไม่ได้
กระทรวงพาณิชย์ได้ส่งเรื่องการระบายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ หรือ "จีทูจี" ให้กกต.พิจารณา ซึ่งคำตอบคือ"ไม่ได้" เพราะเป็นการผูกพันรัฐบาลชุดต่อไป ดังนั้นจึงเหลือช่องทางเดียวที่จะหาเงินมาใช้ในโครงการ คือ ให้กระทรวงการคลังกู้เงิน ในฐานะหน่วยงานที่ต้องหาเงินมาให้ได้เพื่อเดินหน้าโครงการ
แต่เมื่อเรื่องที่กระทรวงการคลังขอไปที่กกต.นั้น ยังอยู่ระหว่างการพิจารณา ในขณะที่การชุมนุมของเกษตรกรในหลายจังหวัดมีขึ้นอย่างต่อเนื่องและเริ่มกระจายวงกว้างออกไป โดยวิตกว่าจะไม่ได้รับเงินหลังจากนำข้าวเข้าโครงการไปแล้ว
ประเด็นปัญหาจึงเกิดขึ้น เมื่อรัฐบาลเผชิญกับแรงกดดัน ทำให้มีการกล่าวโทษกันไปมาระหว่างรัฐบาลกับกกต.ว่าใครเป็น"ต้นเหตุ"ให้เกษตรกรไม่ได้รับเงินจำนำข้าว
แม้ว่าที่ผ่านมา กระทรวงการคลังพยายามหา"ช่องทาง"หมุนเงินทุนเพื่อมาใช้ในโครงการนี้ อาทิ ขอยืมสภาพคล่องธ.ก.ส.มาใช้ชั่วคราว แต่ก็ได้รับการต่อต้าน เพราะไม่มีหลักประกันว่าจะได้คืน จนล่าสุดมีข่าวว่าจะพยายามขอกู้จากธนาคารออกมสิน
แต่ขณะนี้ เหลือทางเดียวเท่านั้น คือ รอการพิจารณาของกกต.เท่านั้น หากเห็นว่าไม่สามารถดำเนินการได้ โครงการนี้จะยิ่งมีปัญหาหนักยิ่งขึ้น
ล่าสุด นายสมชัย ศรีสุทธิยากร กกต. ให้ความเห็นกรณีการจ่ายเงินในโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งดูเหมือนว่าอาจมีทางออกอยู่บ้าง
เพราะขณะนี้ดูเหมือนว่ารัฐบาลและเกษตรกร รอการพิจารณาของกกต.
ดังนั้นทางเลือกขณะนี้ คือ 1.หากกกต.อนุมัติแล้ว ผิดรัฐธรรมนูญ กกต.ต้องเป็นคนผิด และ 2. หากกกต. ไม่อนุมัติ รัฐบาลมีข้ออ้างไปบอกชาวนา ว่าจ่ายเงินไม่ได้ เพราะ กกต.ไม่อนุมัติ
นายสมชัย ทิ้งปริศนาว่า ในวันนี้ (21 ม.ค.) นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง จะชี้แจงกับกกต. ซึ่งมีคำตอบว่า"ไม่ใช่ทั้งสองแนวทาง"
โครงการรับจำนำข้าวกำลังกลายเป็น"จุดตาย"ของทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง หากหาทางออกไม่ได้และต้องสิ้นสุดลง





