วันเสาร์ ที่ 17 ตุลาคม 2569

Login
Login

3กับดักการเมือง รัฐบาลยิ่งลักษณ์หัวทิ่ม

วิเคราะห์ 3 กับดักการเมืองไทย "นิรโทษสุดซอย-กล่าวหาผู้ชุมนุมเป็นกบฎ-กับดักการเมือง" ทำรัฐบาลหัวทิ่ม ชี้ "จำนำข้าว-ชาวนา"จุดเปลี่ยนวิกฤติ

ในรายการ "บิซิเนส ทอล์ค" หัวข้อ "กับดักการเมืองไทย" ทางกรุงเทพธุรกิจทีวี ดร.เจษฎ์ โทณะวณิก คณบดีบัณฑิตวิทยาลัย สาขานิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม มองว่า กับดักการเมืองในภาพกว้างมีอยู่ 3 บริบทด้วยกัน คือ

1.กับดักโดยประเด็น เกิดขึ้นเมื่อมีการดำเนินการสิ่งหนึ่งสิ่งใดแล้วเกิดเป็นประเด็น เช่น การผลักดันกฎหมายนิรโทษกรรมสุดซอย การแก้ไขรัฐธรรมนูญ การชุมนุมต่อต้านรัฐบาล สิ่งเหล่านี้นำไปสู่กับดักเนื่องจากมันขัดต่อกฎหมายหรือขัดต่อสายตาประชาชนในแง่ความชอบธรรม

2.กับดักโดยสถานการณ์ เกิดขึ้นเมื่อมีการสร้างสถานการณ์ต่างๆ เช่น รัฐบาลแถลงเรื่องนั้นเรื่องนี้ กล่าวหาว่าผู้ชุมนุมเป็นกบฏ ขณะที่ฝ่ายผู้ชุมนุมก็สร้างสถานการณ์ ไปยึดสถานที่ราชการต่างๆ หรือพรรคประชาธิปัตย์ไม่ลงสมัครรับเลือกตั้ง

3.กับดักจากที่มีคนวางเอาไว้ กับดักประเภทนี้มีปัญหามากที่สุด แต่ส่วนตัวไม่เชื่อว่าจะมีใครแค่คนเดียวอยู่เบื้องหลังทุกๆ อย่าง ทั้งวางกับดักโดยประเด็น วางกับดักสถานการณ์ เพื่อให้การเมืองติดหล่ม หาทางออกไม่ได้ ดังที่บางคนบางฝ่ายเชื่อ เพราะถ้าเป็นจริง คนคนนั้นต้องบงการได้หมดทุกสี ทุกฝ่าย ซึ่งเป็นไปไม่ได้ ฉะนั้นคิดว่าถ้าจะมีกับดัก น่าจะเกิดโดยสถานการณ์หรือโดยประเด็นเป็นหลัก

สำหรับกับดักการเมืองหากมีการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.57 ดร.เจษฎ์ บอกว่า มีหลายกับดักด้วยกัน เริ่มจากหากได้ ส.ส.ที่คณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) รับรองไม่ถึงร้อยละ 95 ก็จะเปิดประชุมสภาไม่ได้ นอกจากนั้นยังมีปัญหาอีกว่าคนเหล่านั้นถือเป็น ส.ส.หรือยัง เงินเดือนจะออกหรือเปล่า ถ้าเงินเดือนออก แสดงว่าไม่ได้ทำงานแต่ได้เงินเดือน

กับดักต่อมาคือเงื่อนไข 180 วัน ซึ่งไม่ได้หมายความว่าให้จัดเลือกตั้งใหม่ภายใน 180 วันเพื่อให้ได้ ส.ส.ร้อยละ 95 แต่ต้องได้ 100% นี่คือบทบัญญัติในรัฐธรรมนูญมาตรา 93 วรรคท้าย ซึ่งกลายเป็นกับดักการเมืองหลายประการ

"รัฐธรรมนูญเขียนไว้ชัด ต้องให้ได้ ส.ส.ร้อยละ 95 จึงจะเปิดสภาได้ ถ้าไม่ได้ก็มีเวลาอีก 180 วัน ถ้า 180 วันยังได้ไม่ครบจะทำอย่างไร อย่าลืมว่าขณะนี้มี 28 เขตที่สมัครไม่ได้ และมีอีก 22 เขตที่ลงสมัครแค่คนเดียว รวมเป็น 40 เขต แล้วยังต้องมีใบเหลือง ใบแดงอีก ถ้าหลังเลือกตั้งแล้วเปิดสภาก็เปิดไม่ได้ แสดงว่าร้อยละ 95 กลายเป็นศูนย์ ไม่ใช่แค่วันเลือกตั้ง แต่ 180 วันหลังเลือกตั้งก็เป็นศูนย์ บางคนบอกไม่มีเลือกตั้งจะเป็นศูนย์ แต่จริงๆ แล้วถึงมีเลือกตั้งก็เป็นศูนย์ได้ ถึงตอนนั้นจะมาโทษกันว่าคุณนั่นแหละที่ผิด ทั้งๆ ที่วันนี้ยังมีวิธีแก้ปัญหาอีกเยอะ"

อีกเรื่องหนึ่งที่ ดร.เจษฎ์ มองว่าเป็นกับดัก คือ ปัญหาจากโครงการรับจำนำข้าว ซึ่งล่าสุดคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ได้แจ้งข้อกล่าวหาอดีตรัฐมนตรีพาณิชย์แล้วว่ามีการทุจริตเกิดขึ้น จริงๆ แล้วโครงการรับจำนำข้าวเป็นกับดักสำหรับทุกคน เป็นกับดักเชิงประเด็น

"มองเบื้องหน้าตรงไปตรงมา เป็นกับดักของคุณยิ่งลักษณ์ ชินวัตร คุณทักษิณ ชินวัตร และรัฐบาลพรรคเพื่อไทย มันไม่ใช่แค่คุณบุญทรง เตริยาภิรมย์ อดีตรัฐมนตรีพาณิชย์ เพราะมีนัยสำคัญทางการเมืองน้อยแล้วในขณะนี้ แต่นัยสำคัญที่จะตามมาคือพรรคเพื่อไทยเป็นคนไปเริ่ม โยงไปถึงคุณทักษิณ แล้วคุณยิ่งลักษณ์มาทำต่อ"

"นอกจากนั้นมันยังเป็นกับดักสำหรับชาวนา ท่านเลือกแบบไหนท่านก็จะได้แบบไหน ถ้าข้อกล่าวหาทุจริตจำนำข้าวเป็นจริง ท่านเลือกรัฐบาลที่ทำให้เกิดปัญหาจำนำข้าว ท่านก็ต้องแบกรับ เงินก็ไม่ได้ ข้าวก็สูญ"

"ที่สำคัญข้าวเป็นพืชเศรษฐกิจของประเทศไทย เรื่องนี้จึงเป็นกับดักของประเทศไทยทั้งประเทศ ถ้าแก้ไม่ได้ เราจะติดหล่มนี้ และพาตลาดโลกติดหล่มไปด้วย ฉะนั้นอย่าไปมองว่าเป็นเรื่องเล็กๆ ของรัฐบาลชุดหนึ่งเท่านั้น"

ดร.เจษฎ์ บอกด้วยว่า สถานการณ์ ณ ขณะนี้ ชาวนาจากปัญหาจำนำข้าวถือเป็นจุดเปลี่ยนการเมือง ถ้าไปดูในภาคสนาม มีคนไปพูดกับชาวนาแล้วว่าถ้าไม่เลือกพรรคเพื่อไทย เงินจะสูญ ถ้าเลือกพรรคเพื่อไทย จะได้เงินกลับมา ตรงนี้อันตรายมาก

"ผมอยากฝากไปถึงชาวนา วันนี้ถ้าท่านไปเลือกตั้งแล้วไม่ประสงค์ไปลงคะแนน โดยผลของกฎหมายจะเป็นอย่างไรเอาวางไว้ก่อน อย่าไปติดกับดักของกฎหมาย แต่ท่านมากาช่องไม่ประสงค์ลงคะแนน แล้วเรียกร้องให้มีการนับคะแนนที่ไม่ประสงค์ลงคะแนนนั้น เทียบกับคะแนนที่มีการเลือกตั้งพรรคการเมืองแต่ละพรรค ถ้าพรรคเพื่อไทยไม่ได้ให้ในสิ่งที่ท่านต้องการ แล้วท่านต้องการการเปลี่ยนแปลง ต้องแสดงพลังให้พรรคการเมืองเห็น ไม่ใช่แค่พรรคเพื่อไทย แต่กับทุกพรรค นักการเมืองต้องเห็นว่าพลังของท่านต้องได้รับการตอบสนอง ทำให้นักการเมืองเห็นว่าบ้านเมืองนี้ไม่ใช่สนามสัประยุทธ์ของพวกคุณ"

ขณะที่ วันวิชิต บุญโปร่ง นักวิชาการจากวิทยาลัยบริหารรัฐกิจและรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรังสิต กล่าวว่า จนถึงขณะนี้รัฐบาลไม่มีอะไรจะเสียแล้ว ไพ่ใบเดียวที่เหลือคือผลักดันให้เกิดการเลือกตั้ง เพื่อสร้างพื้นที่ความชอบธรรมสุดท้าย ส่วนอะไรที่ออกมา หมายถึงคำวินิจฉัยขององค์กรอิสระ แม้ว่าจะพิพากษาไม่เป็นคุณกับรัฐบาล แต่กลับเป็นคุณอีกด้านหนึ่ง คือนำไปอ้างกับมวลชนของตนเองได้ว่าโดนกับดัก โดนรังแก เอาไปสู้ต่อได้

ฉะนั้นสถานการณ์ตอนนี้ องค์กรอิสระตัดสินอะไรมา แม้ผิดจริง แต่ฝ่ายรัฐบาลได้วางพล็อตเรื่องไว้แล้วว่าองค์กรอิสระกลั่นแกล้ง มีธง มีใบสั่ง กลายเป็นพื้นที่ให้ได้ขับเคลื่อนกันต่อ ได้ต่อลมหายใจออกไปอีก นี่คือกับดักการเมืองที่สำคัญ

"การเมืองขณะนี้ ทั้งสองฝ่ายพยายามสร้างแนวร่วมใหม่ๆ ให้ฝ่ายตัวเองมากที่สุด เช่น ข้าราชการที่เปลี่ยนข้าง มองว่าระบอบทักษิณหมดความชอบธรรมแล้ว ก็หาแนวร่วมมากขึ้น ส่วนพรรคเพื่อไทยก็มีแนวร่วมจากคนชั้นกลางที่ปฏิเสธความรุนแรง แล้วดึงดันชักเย่อไปมา มีการใช้โซเชียลมีเดียเพื่อสร้างความชอบธรรมทางการเมืองให้ฝ่ายตน ผมประเมินว่าการเลือกตั้งวันที่ 2 ก.พ.หากจะมีขึ้นก็คงไม่เรียบร้อย และความแตกแยกทางความคิดของผู้คนในสังคมจะกระจายมากขึ้นกว่าเดิม"

วันวิชิต บอกด้วยว่า การเมืองบ้านเราในปัจจุบัน คนไทยกำลังเรียนรู้ ตระหนักถึงสิทธิของตัวเองในการใช้สิทธิทางการเมือง แต่การเรียนรู้ก็มีลองผิดลองถูกว่ากลไกใดเหมาะสมกับประชาธิปไตยบ้านเรา วันหนึ่งผลของการที่คนรู้จักรักษาสิทธิทางการเมืองในพื้นที่สาธารณะมากขึ้น จะทำให้สังคมมีวุฒิภาวะ เคารพซึ่งกันและกัน เรียนรู้อารมณ์ซึ่งกันและกัน แล้วสุดท้ายความเหลื่อมล้ำทางความคิดจะลดน้อยลง