นายฯถก ศอ.รส. ประเมินสถานการณ์ กปปส. ปิดกรุง ขณะที่ตำรวจผนึกทหารสามเหล่าทัพกว่า "หมื่นนาย" เตรียมพร้อมรับมือชัตดาวน์กรุงเทพ
การเคลื่อนไหวชุมนุมตามจุดต่างๆ ใจกลางกรุงเทพมหานคร (กทม.) เพื่อต่อต้านรัฐบาลรักษาการ ของ กลุ่มคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) ในปฏิบัติการ "ปิดกรุงเทพ" หรือ "ชัตดาวน์" ในวันนี้ (13 ม.ค.)
ทางฝ่ายตำรวจและทหาร ได้เตรียมความพร้อมดูแลความปลอดภัยอย่างเต็มที่ โดยศูนย์อำนวยการรักษาความสงบเรียบร้อย (ศอ.รส.) ได้ใช้ตำรวจเป็นกำลังหลัก และประสานขอกำลังทหารมาร่วมดูแล
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ได้เดินทางมายัง สำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) บ่ายวานนี้ (12 ม.ค.) เพื่อร่วมประชุมกับหน่วยงานฝ่ายความมั่นคง และ ศอ.รส. เพื่อประเมินสถานการณ์กลุ่ม กปปส. ที่จะชุมนุมใหญ่ โดยมี พล.ต.อ.อดุลย์ แสงสิงแก้ว ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ(ผบ.ตร.) ในฐานะผู้อำนวยการ ศอ.รส., ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รมว.แรงงาน ในฐานะประธานคณะกรรมการติดตามตรวจสอบ และบังคับการแก้ไขปัญหาความไม่สงบเรียบร้อย ให้การต้อนรับ และร่วมประชุมดังกล่าว
นอกจากนี้ ยังมี นายชัยเกษม นิติสิริ รมว.ยุติธรรม นายเสริมศักดิ์ พงษ์พานิช รมช.ศึกษาธิการ นายอำพน กิตติอำพน เลขาธิการคณะรัฐมนตรี และ พล.ท.ภราดร พัฒนถาบุตร เลขาธิการสภาความมั่นคงแห่งชาติ (สมช.) ร่วมด้วย
ร.ต.อ.เฉลิม ให้สัมภาษณ์ว่า ได้หารือ กับ พล.ต.อ.ภาณุพงศ์ สิงหรา ณ อยุธยา เลขานุการรมว.แรงงาน และคณะทำงานด้านข้อกฎหมายตามที่ได้รับมอบหมายให้พิจารณาข้อกฎหมายต่อการเคลื่อนไหวทางการเมือง ซึ่งได้มีการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นกัน
"ผมห่วงมือที่สามที่จะสร้างสถานการณ์ ซึ่งที่ผ่านมาตำรวจพยายามประนีประนอมกับผู้ชุมนุมมาตลอด และภาวนาอย่าให้มีความรุนแรง ทั้งนี้ขอย้ำว่าสิ่งที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการ กปปส.เรียกร้องนั้นเป็นไปไม่ได้ และขอเตือนผู้ที่ขึ้นปราศรัยบนเวทีของ กปปส. ด้วยว่าการขึ้นเวทีผิดกฎหมาย อาจถูกจับได้ในภายหลัง"
ผู้สื่อข่าวถามว่าคิดว่าเหตุการณ์ในวันที่ 13 ม.ค. จะเหมือนเมื่อปี 2553 หรือไม่ ร.ต.อ.เฉลิม กล่าวว่า เหตุการณ์จะไม่คล้ายกับปี 2553 เพราะว่ารัฐบาลจะไม่ทำอะไรเลย แต่จะปล่อยให้ กปปส. เป็นพระเอก เขาจะทำอะไร รัฐบาลก็เฉย โดยเจ้าหน้าที่ที่มาดูแลการชุมนุมจะไม่ใช้อาวุธ และพยายามอยู่ห่างจากผู้ชุมนุม
"ตอนนี้ยังบอกไม่ได้หรอกว่าจะมีใครเป็นอะไรหรือไม่ บอกไปก็จะว่าหารู้มาก ตอนนี้ กปปส. อาจกำลังเริ่มทบทวนว่าสิ่งที่เรียกร้องมันเป็นไปไม่ได้ ไปปิดสถานที่ราชการแล้วมาเรียกร้องประชาธิปไตยได้อย่างไร"
ก่อนหน้านั้น พล.ต.ท.โสภณ พิสุทธิวงษ์ ผู้บัญชาการประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (ผบช.ประจำ สนง.ผบ.ตร.) ในฐานะผู้รับผิดชอบการรักษาความสงบเรียบร้อยการชุมนุมประท้วงการปิดกรุงเทพมหานคร เปิดเผยว่า ปฏิบัติการครั้งนี้จะใช้กำลังทั้งหมด 96 กองร้อย แบ่งเป็น ตำรวจ 56 กองร้อย (6,720) ทหาร 40 กองร้อย (4,800 คน) มีทั้งทหารบก ทหารเรือ ทหารอากาศ เพื่อร่วม 2 ภารกิจหลัก คือ
1.ดูแลรักษาพื้นที่สำคัญ สาธารณูปโภค สาธารณูปการ และหน่วยงานด้านการคมนาคม 2.ดูแลกลุ่มผู้ชุมนุมที่จะมีการเคลื่อนขบวนและตั้งเวทีปราศรัยหลักทั้งหมด 7 แห่ง ซึ่งในภารกิจนี้จะใช้ตำรวจกองร้อยควบคุมฝูงชน ร่วมกับกำลังทหารมาดูแลรักษาความปลอดภัย โดยมี พล.ต.อ.วรพงษ์ ชิวปรีชา รองผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ (รอง ผบ.ตร.) เป็นผู้ควบคุมการปฏิบัติ
พ.อ.วินธัย สุวารี รองโฆษกกองทัพบก (ทบ.) กล่าวถึงกรณีที่นายวรชัย เหมะ อดีต ส.ส.พรรคเพื่อไทย ระบุมีทหารขนอาวุธขึ้นมาจากภาคใต้เข้าไปในพื้นที่ชุมนุมว่า ขณะนี้ยังไม่พบข้อมูลว่ามีเรื่องดังกล่าวเกิดขึ้นจริง ซึ่งระยะหลังมีกระแสข่าวในลักษณะนี้อยู่บ่อยครั้ง แต่ยังไม่เคยพบว่าเป็นเรื่องจริง โดยช่วงนี้มีการปล่อยข่าวลือมาก จึงต้องมีการตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลด้วย
ทั้งนี้จากข่าวที่ปรากฏผ่านสื่อตลอดห้วงที่ผ่านมา การชุมนุมของกลุ่ม กปปส.ยังไม่พบแนวโน้มท่าทีของความรุนแรง เพราะส่วนใหญ่ความรุนแรงช่วงนี้จะพบเพียงว่ายังมีกลุ่มคนอื่นที่ไม่หวังดีพยายามใช้อาวุธ ลอบก่อกวนทำร้ายกลุ่มผู้ชุมนุมอยู่ต่อเนื่อง ซึ่งทางตำรวจทั้งตามสายงานปกติและที่จัดเสริมพิเศษเพื่อไปดูแลสถานการณ์ คงจะเร่งคลี่คลายเพื่อให้สังคมหายสงสัยต่อไป
ส่วนกรณีที่มีการตั้งข้อสังเกตยุทโธปกรณ์ที่นำมาโชว์ในวันเด็ก จะนำไปกระทำการใดๆ นั้น กองทัพบกขอชี้แจงว่า ขณะนี้ได้มีการเคลื่อนย้ายยุทโธปกรณ์กลับเข้าสู่ที่ตั้งตามหน่วยปกติเรียบร้อยแล้ว โดยยุทโธปกรณ์ส่วนใหญ่ที่นำมาจัดแสดง มีที่ตั้งอยู่ในกทม.ซึ่งรูปแบบวิธีการปฏิบัติเหมือนทุกปีที่ผ่านมา ดังนั้นขออย่าสร้างกระแสให้สังคมวิตกกังวลมากเกินไป
พล.ท.สกล ชื่นตระกูล แม่ทัพภาคที่ 4 ให้สัมภาษณ์ที่จังหวัดปัตตานี ถึงสถานการณ์การชุมนุมทางการเมืองในขณะนี้ว่า ข้อเท็จจริงแล้วในช่วงความขัดแย้งที่เกิดขึ้น มักจะมีการกล่าวอ้างหรือมีการสร้างความหวาดระแวงระหว่างกันให้เกิดขึ้นและก็มีแนวโน้มการพูดคุยกันไปมาว่าต่างฝ่ายต่างจะใช้ความรุนแรง โดยมักจะอ้างอิงทหารเข้าไปเกี่ยวข้อง
"ตรงนี้ทำให้กระทบต่อการเชื่อมั่นของพี่น้องประชาชนที่ไม่ได้รู้ข้อเท็จจริง และไม่ได้รับฟังจากการพูดของทหารโดยตรง ซึ่งหลังจากที่มีการกล่าวอ้างกันไปมา สร้างความหวาดระแวงกันไปมา จึงอยากจะใช้โอกาสนี้สร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนมั่นใจว่า ทหารยังอยู่ข้างประชาชน และต้องการให้สถานการณ์ต่างๆ ผ่านไปโดยไม่มีความรุนแรงเกิดขึ้น"
โดยเฉพาะกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า อยู่กับความรุนแรงที่มีความคิดเห็นต่างมาเป็นระยะเวลานาน ซึ่งถ้าหากจะไปเกิดกับภูมิภาคอื่นของประเทศ ก็เป็นเรื่องที่น่าเสียใจที่ไม่ควรจะเกิดขึ้น ตรงนี้เองท่านผู้บัญชาการทหารบก ก็ได้เน้นย้ำกับกองทัพให้มั่นใจว่าท่านจะนำพากองทัพไม่ให้นำไปสู่ความรุนแรง
"โดยปกติแล้วพวกเราเป็นพี่น้องกัน อยู่ในอาชีพเดียวกัน เมื่อมีการกล่าวอ้างหรือมีการกระทบกำลังพลที่เป็นทหาร ทุกคนก็มีความรู้สึกไปด้วย เหมือนกับได้ถูกบ่มเพาะสร้างความไม่ไว้วางใจ ก็อยากจะให้ในส่วนของกองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในภาค 4 ส่วนหน้า ก็อยากจะใช้โอกาสนี้เพื่อสร้างความมั่นใจแก่พี่น้องประชาชนและสื่อมวลชนด้วยว่า กองทัพจะมั่นคงในจุดยืนที่ผู้บังคับบัญชาได้ให้ไว้อย่างเคร่งครัด"แม่ทัพภาคที่ 4 กล่าว





