ส.อ.ท.หวั่นการขนถ่ายสินค้าท่าเรือกรุงเทพ"อัมพาต" เหตุใกล้เวทีชุมนุมบริเวณสวนลุมพินี กระทบส่งออกตู้วันละ 5,000 ทีอียู
นายธนิต โสรัตน์ เลขาธิการสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) กล่าวถึงการชุมนุมปิดพื้นที่กรุงเทพฯวันที่ 13 ม.ค.นี้ ว่า ผู้ประกอบการโดยเฉพาะผู้ส่งออกที่ต้องใช้บริการท่าเรือกรุงเทพจะได้รับผลกระทบ เพราะที่ตั้งของท่าเรือกรุงเทพใกล้กับเวทีชุมนุมบริเวณสวนลุมพินี ซึ่งปัจจุบันท่าเรือกรุงเทพมีปริมาณขนถ่ายสินค้าวันละประมาณ 5,000 ทีอียู คาดว่าผู้ส่งออกจะเลี่ยงไปใช้บริการท่าเรือแหลมฉบังแทน หรือเลื่อนการส่งสินค้าออกไปก่อน เพราะการจราจรบริเวณใกล้ท่าเรือกรุงเทพในวันดังกล่าวน่าจะเป็นอัมพาต หรือวิกฤติกว่าปกติที่การจราจรติดขัดอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม แม้การส่งสินค้าทางเรือส่วนใหญ่จะไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะปัจจุบันสินค้ากว่า 80% ขนส่งที่ท่าเรือแหลมฉบังและท่าเรืออื่นๆทางภาคตะวันออกของประเทศ ซึ่งสามารถเดินทางโดยใช้เส้นทางคมนาคมปกติได้ แต่คาดว่าภาคเอกชนจะได้รับผลกระทบทางอ้อม เพราะขั้นตอนด้านงานเอกสารที่ต้องระหว่างสำนักงาน โดยเฉพาะเอกสารที่ระบบอิเล็กทรอนิกส์ยังไม่รองรับ
"ขณะนี้ผู้ประกอบการบางรายได้เตรียมแผนสำรองว่าในย่านธุรกิจ เช่น บริเวณถนนสีลม หากมีการปิดจราจรหรือได้รับผลกระทบจากการจราจรที่ติดขัดมาก ได้เตรียมยานพาหนะที่มีความคล่องตัวที่จะเข้าไปในพื้นที่ เช่น รถจักรยานยนต์ หรือหากจำเป็นจริงๆต้องส่งพนักงานเดินเท้าผ่านพื้นที่ชุมนุม"
ส่วนการชุมนุมครั้งนี้ แม้ไม่มีการปิดท่าอากาศยาน แต่สมาคมผู้ประกอบการขนส่งทางอากาศรายงานว่าได้รับผลกระทบโดยการขนส่งสินค้าลดลงประมาณ 20-30% จากช่วงปลายปี 2556 และผู้ประกอบการขนส่งสินค้าและผู้ส่งออกยังมีความกังวลต่อการทำธุรกรรมทางการเงิน เช่น การเปิดแอลซี ซึ่งการทำธุรกรรมทางการเงินที่ต้องล่าช้าอาจเกิดความเสียหายกับธุรกิจ และยังมีความเสี่ยงจากการที่อาคารสถานที่ราชการจะถูกปิดและถูกตัดไฟฟ้า หากหน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกสินค้า เช่น กรมศุลกากรกรถูกตัดไฟฟ้า อาจกระทบต่อการให้บริการและส่งผลให้การส่งออกสินค้าเกิดความล่าช้าตามไปด้วย
นายวิสาร ฉันท์เศรษฐ์ นายกสมาคมตัวแทนออกของรับอนุญาตไทย กล่าวว่า การวางแผนแก้ไขปัญหาที่เกิดจากระบบโลจิสติกส์เป็นเรื่องสำคัญ และต้องมีแผนรองรับที่ดีพอ สมาคมฯเห็นว่าการแก้ปัญหาด้านคมนาคมขนส่งและโลจิสติกส์ในปัจจุบันเป็นการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า เช่น เมื่อเกิดเหตุอุทกภัย หรือการชุมนุมทางการเมือง หน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมาวางแผนแก้ปัญหา ซึ่งบางครั้งไม่ทันต่อสถานการณ์ รัฐบาลชุดใหม่จึงต้องให้ความสำคัญกับการจัดทำแผนฉุกเฉินแห่งชาติ เพื่อรองรับสถานการณ์ที่จะเกิดขึ้นไม่ว่าจะเป็นภัยธรรมชาติ หรือปัญหาการปิดถนน และเป็นแผนที่หน่วยงานต่างๆที่เกี่ยวข้องสามารถนำมาใช้งานได้ทันทีตามขั้นตอนที่กำหนดไว้
"แผนฉุกเฉินแห่งชาติเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องผลักดันให้เกิดขึ้น และนายกรัฐมนตรีควรเป็นประธานคณะทำงานเรื่องนี้ เพื่อบูรณาการความรู้จากทุกกระทรวงเกี่ยวกับการรองรับสถานการณ์ฉุกเฉิน โดยกระทรวงคมนาคมเป็นแกนหลักในการจัดทำแผนแก้ไขปัญหาฉุกเฉินเกี่ยวกับการเดินทางและระบบโลจิสติกส์ของประเทศ"





