เลขาธิการนายกฯหนุนภาคเอกชนเป็นคนกลางจัดเวทีเจรจาปฏิรูป ปัดเปลี่ยนตัวสุรพงษ์ดูแลศอ.รส. พร้อมทั้งเชื่อใจทหารและกองทัพ ในการเป็นมืออาชีพ
นายสุรนันทน์ เวชชาชีวะ เลขาธิการนายกรัฐมนตรีกล่าวว่า ในที่ประชุมครม.วันนี้ นายกฯย้ำให้ครม.ปฏิบัติหน้าที่ตามปกติ รวมทั้งแสดงความเป็นห่วงสถานการณ์การชุมนุม อยากให้ทุกฝ่ายหาทางออกร่วมกันอย่างสันติ และใช้เวทีในการปฏิรูปประเทศเป็นการหาทางออกที่ดีที่สุดร่วมกัน โดยรัฐบาลมีหน้าที่เป็นเพียงผู้ประสานงานเท่านั้น ซึ่งไม่สามารถบังคับให้กลุ่ม กปปส.เข้าร่วมเวทีได้ แต่อยากขอให้กลุ่ม กปปส. นึกถึงความสงบของประเทศ ทั้งนี้แม้ว่าการเลือกตั้งจะไม่ใช่คำตอบของปัญหาแต่เป็นส่วนหนึ่งของหลักประชาธิปไตยที่รัฐบาลต้องรักษาไว้ ซึ่งวันนี้ยังมีประชาชนมีอีกจำนวนมาก ที่ต้องการให้เกิดการเลือกตั้ง
"นายกฯมีความเป็นห่วงและอยากให้หาทางออกร่วมกันโดยสันติและใช้เวทีปฏิรูปประเทศ ซึ่งไม่ว่าใครจะเป็นตัวกลางนายกฯก็พร้อมจะพูดคุยในเนื้อหาทุกเรื่อง เราคงบังคับใจใครไม่ได้ แต่อยากให้คิดถึงประเทศชาติเป็นหลัก ไม่มีใครอยากเห็นการเสียเลือดเนื้อ หากเรามาหาทางออกด้วยการเจรจาด้วยกันบนโต๊ะน่าจะเป็นสิ่งที่ดีที่สุด"นายสุรนันท์ กล่าว
นายสุรนันท์ กล่าวว่า รัฐบาลอยากเห็นภาคธุรกิจเอกชน เป็นตัวกลางในการจัดเวทีเจรจาหาทางออกและกำหนดแนวทางในการปฏิรูปประเทศ ซึ่งในส่วนของรัฐบาลพร้อมที่จะอำนวยความสะดวกให้และหวังว่าแกนนำการชุมนุมของกลุ่มประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข (กปปส.) จะใช้เวทีนี้เป็นการหาทางออกให้ประเทศมากกว่าการเผชิญหน้าบนท้องถนน
สำหรับการชุมนุมของกลุ่ม กปปส. ในวันที่ 13 ม.ค.นั้น รัฐบาลเชื่อว่าหากการชุมนุมเป็นไปตามที่แกนนำกล่าวคือเป็นไปด้วยความสงบเรียบร้อย สันติ อหิงสา ปราศจากอาวุธ ก็ไม่มีความจำเป็นที่รัฐบาลจะต้องเพิ่มความเข้มข้นในการบังคับใช้กฎหมายด้วยการออกพ.ร.ก.การบริหารราชการภายใต้สถานการณ์ฉุกเฉินโดยเชื่อว่ากำลังเจ้าหน้าที่ตำรวจ ทหาร รวมถึงพลเรือนที่ดูแลความเรียบร้อยอยู่ในขณะนี้น่าจะเพียงพอแล้ว
ส่วนข่าวลือการปฏิวัตินั้น นายสุรนันทน์ ยังเชื่อใจและไว้ใจกองทัพว่าจะเป็นมืออาชีพในการปกป้องระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดยยืนยันว่าการใช้มาตรการควบคุมผู้ชุมนุมมีการหารือและทำงานร่วมกันกับทุกฝ่ายรวมถึงทหารด้วย พร้อมกับย้ำว่ายังไม่มีความจำเป็นต้องประกาศใช้ พ.ร.ก. ฉุกเฉิน เพราะอาจทำให้สถานการณ์รุนแรงยิ่งขึ้น ซึ่ง ศอ.รส.ต้องประเมินสถานการณ์อย่างถี่ถ้วน เพื่อรักษาความปลอดภัยให้กับผู้ชุมนุม ประชาชน และเจ้าหน้าที่และยืนยันได้ว่าจะไม่มีการดำเนินการเหมือนปี 53 หรือใช้กฎหมายแบบในพื้นที่ 3 จังหวัดชายแดนใต้





