"ยัง 50-50 ยังไม่รู้ว่าจะสุดท้ายพรรคจะตัดสินใจอย่างไร รู้แต่ว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากจริงๆ"
สถานการณ์ของพรรคประชาธิปัตย์(ปชป.) ตอนนี้ ตรงกับสำนวนภาษาอังกฤษ ว่า "Damned if you do, damned if you don't." คือไม่ว่าจะทำอย่างไร ก็มีปัญหาทั้งนั้น ซึ่งหมายถึงการตัดสินใจว่าจะส่งผู้สมัครลงรับเลือกตั้งหรือไม่
"เป็นเรื่องที่น่าหนักใจที่สุด เพราะเจ็บทุกทาง(ไม่ว่าจะตัดสินใจอย่างไร) "เป็นเสียงที่สะท้อนสถานการณ์ "ลำบาก" ของพรรคประชาธิปัตย์ จากปากของ "อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ" หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์
หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ จะเรียกประชุมกรรมการบริหารพรรคชุดใหม่ กรรมการบริหารพรรคชุดเก่า และอดีต ส.ส.ของพรรคในวันเสาร์นี้ (21 ธ.ค.) เพื่อตัดสินใจว่าจะส่งผู้สมัครหรือไม่ หากมีการตัดสินใจก็จะเป็นการตัดสินใจล่วงหน้าเพียง 2 วันก่อนที่คณะกรรมการการเลือกตั้งจะเปิดรับสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อในวันแรก คือ วันจันทร์ (23 ธ.ค.) ตอกย้ำให้เห็นถึงความยากลำบากในการตัดสินใจ จนต้องตัดสินใจกันในวินาทีสุดท้าย
แต่ก็มีความเป็นไปได้เช่นเดียวกันว่า พรรคประชาธิปัตย์อาจจะยังไม่ตัดสินใจในวันเสาร์ เพื่อรอดูสถานการณ์การแสดงพลังของ "มวลมหาประชาชน" ที่นายสุเทพ เทือกสุบรรณ เลขาธิการคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์เป็นประมุข (กปปส.) นัดในบ่ายวันอาทิตย์
และเพื่อรอดูว่าการเปิดรับสมัคร ส.ส.ระบบบัญชีรายชื่อวันแรกในวันจันทร์ (23 ธ.ค.) จะสามารถดำเนินการได้หรือไม่ จะมีมวลชนไปปิดล้อมสถานที่สมัครหรือไม่ ทั้งนี้ กกต.จะเปิดรับสมัครเป็นเวลา 5 วันคือถึงวันศุกร์ที่ 27 ธ.ค. จึงยังมีเวลา "ยื้อ" การตัดสินใจออกไปได้
หากไปถามคนในพรรคประชาธิปัตย์ตอนนี้ ว่า คิดว่าพรรคจะส่งผู้สมัครหรือไม่ คำตอบที่ได้จากแทบทุกคนคือ "ยัง 50-50 ยังไม่รู้ว่าจะสุดท้ายพรรคจะตัดสินใจอย่างไร รู้แต่ว่าเป็นการตัดสินใจที่ยากจริงๆ"
ถึงแม้ตอนนี้จุดยืนของพรรคประชาธิปัตย์ที่แสดงออกมาจะใกล้เคียงกับของกลุ่ม กปปส. คือ ต้องการให้เลื่อนการเลือกตั้งออกไป ต้องการให้ปฏิรูปก่อนการเลือกตั้ง แต่ก็ยังไม่ได้รับการตอบรับจากฝ่ายรัฐบาล ซึ่งตราบใดที่ยังไม่มีการเลื่อนการเลือกตั้ง พรรคประชาธิปัตย์ก็ต้องตัดสินใจก่อนว่าจะส่งผู้สมัครหรือไม่ (ส่วนจะมีการเลือกตั้งหรือไม่ นั่นเป็นอีกเรื่อง)
ถามว่าหากพรรคจะตัดสินใจส่งหรือไม่ส่งผู้สมัคร จะมีเหตุผลประกอบการตัดสินใจอย่างไรบ้าง?
1.พรรคประชาธิปัตย์เป็นพรรคที่แสดงตัวว่า "ยึดมั่นในระบบรัฐสภา" มาตลอด หากไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้งจึงจะอธิบายได้ "ยากกว่า" การอธิบายเหตุผลในการส่งผู้สมัคร และคีย์แมนคนสำคัญอย่าง "ชวน หลีกภัย" ประธานสภาที่ปรึกษาพรรค ซึ่งเป็นผู้ยึดมั่นใน "หลักการ" ก็คงไม่เห็นด้วยที่จะให้บอยคอตการเลือกตั้ง หลังจากที่ก่อนหน้านี้ก็ไม่เห็นด้วยกับการให้ ส.ส.ทั้งพรรคลาออก โดยคน ปชป.กลุ่มนี้เห็นว่าบทบาท ส.ส.ในสภามีความจำเป็น หากไม่มี ส.ส.ในสภายิ่งจะทำให้ทำหน้าที่ตรวจสอบได้ลำบาก
2.การตัดสินใจครั้งนี้จะเป็นการบอกถึงอนาคตทางการเมืองของ "อภิสิทธิ์" ด้วยเช่นกันหลังจากที่เขา "รับ" ตำแหน่ง "หัวหน้าพรรค" ต่อเป็นสมัยที่ 4 ซึ่งมีคนมองกันว่า หากอภิสิทธิ์ตัดสินใจไม่ส่งผู้สมัครลงเลือกตั้ง ก็อาจจะหมายถึงการตัดสินใจ "เลิกเล่นการเมือง" ด้วย ซึ่งถ้าจะตัดสินใจอย่างนั้น คงไม่จำเป็นต้องมารับตำแหน่งหัวหน้าพรรคอีก
3.การตัดสินใจของพรรคครั้งนี้อาจจะทำให้เห็นว่าใครคือ "หัวหน้าพรรคตัวจริง" ของพรรคนี้ จากที่ก่อนหน้านี้มีการมองกันว่า แม้นายสุเทพ จะไม่ได้เป็น "เลขาธิการพรรค" แต่เขายังคงมีอิทธิพลชี้เป็นชี้ตายให้พรรค และวันนี้แม้นายสุเทพ จะประกาศแยกทางกับพรรคพรรคแล้ว แต่ความจริงยังมี (อดีต)ส.ส.ในพรรคจำนวนไม่น้อยยังขึ้นตรงกับนายสุเทพ ที่ชัดเจนที่สุดคือ อดีต ส.ส.สุราษฎร์ธานี ที่เมื่อวันพุธพากันมาแถลงจุดยืนว่าจะไม่ลงสมัคร ส.ส.
4.ถ้าปชป.ตัดสินใจลงเลือกตั้ง ประชาชนโดยเฉพาะมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวกับนายสุเทพ จะว่าอย่างไร ซึ่งมีความกังวลกันว่า หากปชป.ลงเลือกตั้ง ก็คงได้คะแนนน้อยลง เพราะนายสุเทพ จะรณรงค์ให้คนไปโหวต "ไม่เลือกใคร" (vote no) หรืออาจจะชวนให้ "ไม่ไปใช้สิทธิ" (no vote)
จากการสอบถาม "คนเมือง" ที่ออกมาร่วมแสดงพลังกับ "กำนันสุเทพ" ในนัดสำคัญๆและแสดงจุดยืนว่าต้องการให้มีการปฏิรูปก่อนเลือกตั้งว่า หากมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ. และพรรคประชาธิปัตย์ลงสมัครรับเลือกตั้ง 1.พวกเขาจะไปเลือกตั้งหรือไม่ 2.จะเลือก ปชป.หรือไม่
ตัวอย่างคำตอบที่ได้ มีดังนี้
รายที่ 1 : "ถ้าไม่มีพรรคทางเลือกใหม่ๆที่ดีกว่า และฐานเสียงมากพอที่จะทำให้ชนะเพื่อไทยได้ ก็คงตัดสินใจเลือก ปชป."
รายที่ 2 : "ถ้าจัดเลือกตั้งจริง ก็ต้องไปเลือก ปชป. เพื่อรักษาสิทธิ ไม่งั้นเพื่อไทยจะยิ่งได้คะแนนเยอะ"
รายที่ 3 : "ไปเลือก ปชป. แม้จะขัดใจ แต่ก็ต้องเลือกเพื่อกันเพื่อไทย"
รายที่ 4 : "ถ้า ปชป.ลงเลือกตั้งก็ต้องดูเหตุผลว่าเพราะอะไร ที่ผ่านมาก็เลือก ปชป.มาตลอด ตอนนี้ยังไม่ตัดสินใจ แต่ถ้าถึงวันนั้นจริงๆก็อาจจะต้องไปเลือก ปชป. เพราะถ้าไม่เลือก ปชป.ก็คงไม่เลือกใคร"
รายที่ 5 : "ต้องไปใช้สิทธิ เพื่อไม่ให้ถูกตัดสิทธิ แต่จะไม่เลือกใคร จะไปโหวตโน"
อย่างไรก็ตาม บางคนในประชาธิปัตย์ เชื่อว่าหากมีการเลือกตั้งในวันที่ 2 ก.พ.และพรรคประชาธิปัตย์ลงเลือกตั้ง จะเกิดปรากฏการณ์เหมือนๆกับการเลือกตั้ง "ผู้ว่าฯกทม." ครั้งที่ผ่านมา คือ สุดท้ายคนก็จะออกไปเลือกประชาธิปัตย์ เพราะไม่ต้องการให้เพื่อไทยได้รับเลือกตั้ง แม้ว่าจะไม่พอใจประชาธิปัตย์อยู่บ้างก็ตาม แต่เมื่อจำเป็นต้องเลือกก็จะเลือกประชาธิปัตย์
5.สถานการณ์วันนี้ต่างจากเมื่อการเลือกตั้ง 2 เม.ย.2549 ที่พรรคประชาธิปัตย์บอยคอตการเลือกตั้ง เพราะ
1.ครั้งนั้นนอกจากพรรคประชาธิปัตย์แล้ว พรรคการเมืองหลักพรรคอื่นก็ยังร่วมบอยคอตด้วย แต่ครั้งนี้จะมีเพียงพรรคประชาธิปัตย์เท่านั้นที่บอยคอต
2.ครั้งนั้นเป็นการรีบจัดการเลือกตั้งในระยะเวลาอันสั้นไม่ถึง 40 วัน (ยุบสภา 24 ก.พ.เลือกตั้ง 2 เม.ย.) เมื่อมีการบอยคอตจึงทำให้เกิดปัญหาเรื่องความชอบธรรมมากขึ้น แต่ครั้งนี้มีเวลาเกือบ 60 วัน
6.ต้องมีการ "ปฏิรูปประเทศก่อนเลือกตั้ง" เพราะจากสถานการณ์ความขัดแย้งในปัจจุบัน การเลือกตั้งไม่ใช่ทางออกในการแก้ไขปัญหาของประเทศ หลังการเลือกตั้งความขัดแย้งก็ยังอยู่ ดังนั้นจึงต้องมีการปฏิรูปประเทศก่อนเพื่อวางกฎเกณฑ์กติกากันใหม่ แล้วค่อยเลือกตั้ง
7.รัฐบาลขาดความชอบธรรมที่จะดำรงตำแหน่งทางการเมืองต่อไป จึงไม่สมควรที่จะดำรงตำแหน่งรัฐบาลรักษาการ เพราะจะทำให้การเลือกตั้งที่เกิดขึ้น ไม่มีความเป็นกลางและอาจก่อให้เกิดการทุจริต ส่งผลให้การเลือกตั้งไม่บริสุทธิ์ยุติธรรม
อย่างไรก็ตาม ถึงที่สุด ไม่ว่าพรรคประชาธิปัตย์จะตัดสินใจไปทางไหน ก็ต้องอธิบายเหตุผลให้ดี ซึ่งเหตุผลที่ดีที่สุด คือ "การปฏิรูป" หากจะ "ไม่ส่ง" ผู้สมัคร ก็เพราะต้องการให้เกิดการปฏิรูปก่อนเลือกตั้ง
หรือ หากจะ "ส่ง" ผู้สมัคร ก็เพื่อเข้าไปผลักดันให้เกิดการปฏิรูปภายใต้กรอบกติกา เพราะแม้จะเห็นด้วยกับแนวทาง กปปส.แต่ในทางปฏิบัติไม่สามารถทำได้ นั่นคือเป็นการลงรับสมัครอย่างมีเงื่อนไข ไม่ใช่แค่เดินตามเกมรัฐบาลเท่านั้น
จับตา สุดท้าย"ประชาธิปัตย์"จะตัดสินใจอย่างไร และการตัดสินใจนั้นจะส่งผลให้ต้อง "เจ็บ"แค่ไหน จะถึงขนาดต้อง "พิการ" หรือไม่!!





