คพ.มึน ทนาย"วัฒนา"ดอด ยื่นคัดค้านฎีกาคดีคลองด่าน เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.ทั้งที่ศาลยังไม่ประทบรับฟ้อง ลั่นพรัอมสู้ด้วยคำตัดสินของศาลชั้นต้น
นายวิเชียร จุ่งรุ่งเรือง อธิบดีกรมควบคุมมลพิษ(คพ.) กระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม (ทส.) เปิดเผยภายหลังการหารือกับนายสุประวัติ ใจสมุทร ทนายความของ คพ.ว่า หลังจากที่ทีมทนายความที่ทำคดีของ คพ.ได้ยื่นฎีกาคำพิพากษาศาลอุทธรณ์คดีหมายเลขดำ 279422553 ที่ คพ.เป็นโจทย์ยื่นฟ้องนายวัฒนา อัศวเหมกับพวก ในความผิดฉ้อโกงที่ดินก่อสร้างโรงบำบัดน้ำเสียคลองด่าน ไปเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ที่ผ่านมา จึงได้ให้ฝ่ายกฎหมายของ คพ.ดูรายละเอียดในสำเนาฎีกาลงลึกอีกครั้งหนึ่ง เพราะยังมีเวลายื่นฎีกาถึงวันที่ 19 ธ.ค.นี้ หากมีรายละเอียดที่จะเพิ่มเติมก็สามารถเพิ่มเติมได้ ซึ่งทางทนายความมั่นใจว่าจะทำให้ดีจนถึงที่สุด เพราะถือว่าคดีนี้เป็นคดีประวัติศาสตร์ที่มีความสนใจของประชาชนชน และเป็นคดีแรกที่ คพ.ชนะคดีในศาลชั้นต้นมาแล้ว จากที่เคยเป็นโจทย์ฟ้องร้องในคดีความอื่นๆ
อธิบดี คพ.กล่าวต่อว่า จากการหารือ ทีมทนายความเห็นว่าเนื้อหาคำตัดสินของศาลอุทธรณ์พิจารณาเฉพาะในส่วนที่เป็นปลีกย่อยของคดีเท่านั้น แต่ประเด็นสำคัญคำตัดสินที่ คพ.ชนะคดีในศาลชั้นต้น ซึ่ง คพ.เป็นผู้ฟ้องอุทธรณ์ให้มีการพิจารณาเพิ่มโทษ จนศาลชั้นต้นพิพากษาจำคุก 3 ปีอีกกระทงหนึ่งกับผู้ที่เกี่ยวข้อง และยังมีคำพิพากษาคดีทางการเมือง แต่กลับไม่ถูกนำมาพิจารณาร่วมด้วย ดังนั้น ฎีกาที่จะยื่นต่อศาลจะโต้แย้งถึงกรณีการพิจารณาคดีของศาลอุทธรณ์ที่ไม่เลือกนำประเด็นหลักมาพิจารณาแต่กลับให้ความสำคัญกับประเด็นปลีกย่อย
“รายละเอียดที่ให้ทีมกฎหมายไปตรวจสอบเพิ่มเติม คาดว่าจะต้องแล้วเสร็จใน 1-2 วันนี้ ซึ่งต้องทำให้เร็วที่ที่ก่อนที่จะยื่นฎีกาต่อศาล ต้องให้ทันก่อนวันที่ 19 ธ.ค. โดยจะให้ทีมทนายความเป็นผู้ไปยื่นฎีกาแทน คพ. ซึ่งในฐานะที่ คพ.ได้จ้างทีมทนายความชุดนี้มาก็ต้องมั่นใจว่าจะสามารถทำให้คดีนี้ชนะได้ และในความเห็นส่วนตัวก็ไม่อยากให้คดีนี้ต้องแพ้ฟราว ส่วนที่เอ็นจีโอมองว่าคดีจะแพ้เพราะมีการสมยอม ก็ต้องไปดูว่าเป็นการสมยอมของฝ่ายไหน แต่ยืนยันว่า คพ.ก็ต้องสู้เต็มที่อยู่แล้ว” นายวิเชียรกล่าว
แหล่งข่าวจาก ทส. ระบุว่า มีความไม่ชอบมาพากลในคดีนี้ เพราะหลังจากที่ทีมทนายความของ คพ.ได้ยื่นฎีกาไปเมื่อวันที่ 4 ธ.ค.ทางทนายความฝ่ายจำเลยได้เข้ายื่นเรื่องคัดค้านฎีกาของ คพ. เมื่อวันที่ 12 ธ.ค.โดยให้เหตุผลว่าคำฎีกาที่ คพ.ได้ยื่นไปนั้นไม่สมบูรณ์ ซึ่งทาง คพ.ก็ไม่แน่ใจว่าทาง ทนายจำเลยทราบรายละเอียดในฎีกาที่ คพ.ยื่นไปได้อย่างไร ซึ่งในประเด็นที่ทนายจำเลยได้คัดค้าน ให้เหตุผลว่าทีมทนายความของ คพ.ไม่มีอำนาจในการยื่นฎีกา เพราะได้รับแต่งตั้งจากนายสุพัฒน์ หวังวงศ์วัฒนา อดีตอธิบดี คพ. จึงขอให้ศาลพิจารณาว่าฎีกาของ คพ.น่าจะไม่สมบูรณ์ ขณะที่มีข้อสงสัยว่าเหตุใดมีการยื่นฎีกาไปแล้ว แต่ผู้พิพากษาศาลยังไม่ประทับรับฟ้องเป็นคดีความ ทั้งๆที่ คพ.ได้ยื่นฎีกาไปแล้ว ซึ่งหากศาลไม่ประทับรับฟ้องเลย ก็จะถือว่าคดีนี้จบไปโดยปริยาย
ผู้สื่อข่าวรายงานอีกว่า สำหรับคดีคลองด่านนั้น ก่อนหน้านี้ศาลชั้นต้น เคยมีคำพิพากษาเมื่อวันที่ 12 พ.ย. 52 ให้จำคุกนายวัฒนา รวมทั้งกรรมการบริหารนายพิษณุ ชวนะนันท์ กก.บ.วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง , นายสังวรณ์ ลิปตพัลลภ กก.บ.ประยูรวิศว์การช่าง , นายสิโรจน์ วงศ์สิโรจน์กุล กก.บ.สี่แสงการโยธา , นายนิพนธ์ โกศัยพลกุล กก.บ.กรุงธนเอนยิเนียร์ , นายรอยอิศราพร ชุตาภา กก.บ.เกตเวย์ , นายชาลี ชุตาภา กก.บ.คลองด่านมารีนฯ , นายประพาส ตีระสงกรานต์ กก.บ.คลองด่านมารีนฯ , นายชยณัฐ โอสถานุเคราะห์ กก.บริษัทคลองด่านมารีนฯ ,นางบุญศรี ปิ่นขยัน กก.บ.ปาล์ม บีชฯ และนายกว๊อกวา โอเยง ผู้แทนบริษัท ปาล์ม บีชฯ จำเลยที่ 3, 5, 7, 9, 11 13-15, 17,18 และนายวัฒนา อดีต รมช.มหาดไทย จำเลยที่ 19 เป็นเวลาคนละ 3 ปี
ส่วนบ.วิจิตรภัณฑ์ก่อสร้าง , บ.ประยูรวิศว์การช่าง , บ.สี่แสงการโยธา(1979) , บ. กรุงธนเอนยิเนียร์ , บ.เกตเวย์ดิเวลลอปเมนท์ , บ. คลองด่านมารีน แอนด์ ฟิชเชอรี่ และ บ.ปาล์ม บีช ดิเวลลอปเมนท์ จำเลยที่ 2, 4, 6, 8, 10, 12 และ 16 ให้ปรับรายละ 6,000 บาท ต่อมาโจทก์และจำเลยที่ 2- 19 ยื่นอุทธรณ์ โดยจำเลยต่อสู้ว่าไม่ได้ร่วมกระทำผิดฐานฉ้อโกง โดยหลอกลวงขายที่ดินซึ่งมี 5 ฉบับ คือ 13150, 13817, 15024, 15528 และ 15565 ต.คลองด่าน อ.บางบ่อ จ.สมุทร ปราการ ที่ออกโฉนดโดยมิชอบด้วยกฎหมายให้กับกรมควบคุมมลพิษ และจำเลยที่ 2-11 ไม่ได้ร่วมกันกระทำผิดฐานฉ้อโกงในการทำสัญญารับเหมาก่อสร้าง โดยปกปิดข้อเท็จจริง จนนำมาสู่คำพิพากษาในวันที่ 19 พ.ย.2556 ยกฟ้องนายวัฒนา และพวกในที่สุด





