วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

แนะตั้งสสร.ตามสัดส่วนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์

ผ่าทางตันวิกฤติการเมือง "ทีดีอาร์ไอ"เสนอทางออก ตั้ง ส.ส.ร. ตามสัดส่วนคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ร่างจะผ่านต้องใช้เสียง 2 ใน 3 กันเสียงข้างมากลากไป

ในการการเสวนาทางวิชาการเรื่อง "ข้อเสนอทางเลือกในการแก้ไขความขัดแย้งทางการเมืองตามวิถีทางประชาธิปไตย" ซึ่งมีผู้ร่วมเสวนา ประกอบด้วย ดร. เอกชัย ไชยนุวัติรองคณบดีคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยสยาม ดร.วิโรจน์ ณ ระนอง จากสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) นายธนพร ศรียากูล นายกสมาคมรัฐศาสตร์แห่งมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ดร.สมชัย จิตสุชน สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาแห่งประเทศไทย (TDRI) ดร.บัณฑิต จันทร์โรจนกิจ คณะรัฐศาสตร์ ม.รามคำแหง รศ. จรัญ โฆษณานันท์คณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ดร.อนุสรณ์ ธรรมใจ คณะเศรษฐศาสตร์ ม.รังสิต ดร.เกษม เพ็ญภินันท์ คณะอักษรศาสตร์ ( ภาควิชาปรัชญา) จุฬาฯ จัดโดย ศูนย์ศึกษาความขัดแย้งและสันติวิธี จุฬาฯ และสมาคมสิทธิเสรีภาพของประชาชน (สสส.)

โดย ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า ปัจจุบันเราใส่ศีลธรรมและคุณธรรมในการเมืองมากขึ้น ทำให้ประเด็นทางการเมือง มีความดุเดือดแหลมคมมากขึ้น เพราะการออกมาต่อสู้ มีเป้าหมายทางศีลธรรมมากขึ้นเพราะทุกคนอยากเป็นคนดี ทำดีโดยไม่เลือกวิธีการ ซึ่งหลายประเด็นในการต่อสู้ เหมือนม่านควันที่สร้างขึ้น เช่น เรื่อง นายกฯคนกลาง และสาเหตุที่ไม่ต้องการให้มีนายกฯรักษาการ คือต้องการเปลี่ยนแปลงระบอบ และไม่ได้ต้องการให้เกิดการเลือกตั้งในเร็วๆนี้ จึงเป็นข้อเสนอที่ถูกส่งเข้ามาขัดตาทัพ และใช้บางวิธีที่อำมหิต ใช้ชีวิตเพื่อนมนุษย์ เป็นเครื่องสังเวย และการชนะเหล่านี้อาจจะทำได้จริง แต่จะไม่ทำให้ปัญหาจบ เพราะมีคนจำนวนมากที่จะไม่ยินยอม พร้อมใจ

ดร.วิโรจน์กล่าวว่า ส่วนทางออกนั้น ต้องเป็นข้อเสนอที่ 2 ฝ่ายรับได้ ไม่ใช่เป็นความพยายามเอาชนะทางเทคนิค เพราะท้ายสุดจะกลับมาเหมือนเดิม และปัญหาใหญ่ที่เกิดขึ้นคือ ทั้ง 2 ฝ่ายหลัก มีความรู้สึกว่าไม่แน่นอนทั้ง 2 ฝ่าย ไม่รู้ว่าระบอบเป็นยังไงและมีความเสี่ยงตลอดเวา ทั้งรัฐธรรมนูญและกฎหมาย ก็เป็นปัญหา ถ้าไม่แก้ปัญหาจะกลับมา แต่ใครมีอำนาจแก้รัฐธรรมนูญ และใครมีอำนาจตัดสินว่าผิดรัฐธรรมนูญ แต่ก็มีปรากฎการที่ศาลรัฐธรรมนูญ ขยายอำนาจออกมา และบทบาทการเป็นตุลาการภิวัฒน์ ที่ทำให้ไม่ไว้ใจในบทบาท เพราะออกไปทางอนุรักษ์นิยมทางเดียว

ดร.วิโรจน์ กล่าวว่า อย่างไรก็ตามวิธีการแก้ คือให้พรรคต่างๆเสนอแนวทางแก้รัฐธรรมนูญในช่วงที่หาเสียง พอเข้ามาสภาแล้ว ให้ตั้งส.ส.ร. ตามสัดส่วนของคะแนนปาร์ตี้ลิสต์ ให้พรรคการเมือง เสนอตั้งส.ส.ร.ในโควต้าของแต่ละพรรค จะพูดได้ว่าการเลือกตั้งของประชาชน เพื่อป้องกัน กรณีที่พรรคใดพรรคหนึ่งได้รับเสียงข้างมากจากเด็ดขาด ถ้าคะแนนเกินครึ่งจะรับโควต้าไม่ถึง 60 เปอร์เซ็นต์ และเพิ่มน้ำหนักเสียงข้างน้อยในส.ส.ร. คือร่างที่จะออกมา ต้องได้เสียงไม่น้อยกว่า 2ใน3 ส่วนการทำประชาชนมติก็กระบวนการปกติ และใครที่จะมีสิทธิ์แก้รัฐธรรมนูญไม่ให้พวกมากลากไป จะแก้ได้ต้องให้สภาเห็นชอบ 3ใน 4 และสภาจะมีความชอบธรรมมากขึ้น และไม่ทำให้เสียงข้างน้อยเป็นเสียงที่ชี้ขาด

นายวิโรจน์กล่าวต่อว่า อย่างไรก็ตามสิ่งหนึ่งที่จะช่วยได้ คือทำให้สังคมเห็นว่ามีคนจำนวนมาก พร้อมที่จะยึดหลัก ไม่ใช่เพียงแต่เสนอแต่ผู้รู้ ถ้าปล่อยให้ความเห็นฝ่ายเดียวจะทำให้คนคิดแบบนี้ พอมีทางเลือกและทางอื่นเสนอหลักการ ก็มีคนจำนวนมาก กระหายสิ่งเหล่านี้ การที่มีสิ่งเหล่านี้มาช่วย จะทำให้เป็นตัวถ่วงดุลที่ดี

ขณะที่ดร.สมชัย กล่าวว่า สาเหตุของการออกมาต่อสู้ คือ ฝ่ายที่ออกมาต่อสู้ คงรู้สึกว่าอำนาจต่อรองหายไป ดังนั้นต้องคืนอำนาจต่อรองให้ทั้ง 2 ฝ่าย แต่ต้องดูว่าอำนาจนั้นคือรูปแบบไหน ทั้งนี้ให้พรรคการเมืองมาทำสัตัยาบัน ในการแก้รัฐธรรมนูญ หรืออาจเพิ่มช่องการลงคะแนน ในการแก้รัฐธรรมนูญ ว่า ต้องการให้พรรคใดแก้รัฐธรรมนูญ.ซึ่งอาจเป็นคนละพรรคกับปาร์ตีลิสต์ก็ได้ แบบนี้อาจตีความเป็นประชามติได้หรือไม่ ถ้าเกิน 50 ก็ถือว่าผ่านประชามติด้วย ตามที่ศาลรัฐธรรมนูญตีวามเอาไว้ จะได้ไม่ต้องยื่นเลื่อนเงื่อนเวลาไป ตอบโจทย์ในการเลือกตั้ง

ด้านดร.เกษม กล่าวว่า จะทำอย่างไรที่ทำให้พรรคการเมือง เป็นสถาบันทางการเมือง และเป็นตัวแทนประชาชนอย่างแท้จริง และการเลือกตั้งพรรคการเมืองแต่ละพรรคควรเสนอนโยบายไปเลย ให้รู้ท่าทีและจุดยืนทางการเมือง เพื่อจะเลือกพรรค เหมือนเป็นการมอบอำนาจทำสิทธิแทนเรา ทั้งนี้การเลือกตั้งครั้งนี้คงจะเข้มข้น แต่ในกลไกการตรวจสอบ และเป็นโอกาสอันดีที่ยกระดับการเลือกตั้ง และถ้ามี ส.ส.ร. ควรจะไม่ใช่มีนักกฎหมายฝ่ายเดียว รัฐธรรมนูญที่ดีคือรัฐธรรมนูญที่เปิดกว้างที่สุด นอกจากนี้ตัวองค์กรอิสระ ต้องเป็นอิสระจากประชนชน และอำนาจทั้ง 3 ฝ่าย ต้องให้องค์กรอิสระเหล่านี้ ให้มีบทบาทรอง ไม่ใช่มีบทบาทหลัก อาทิ ศาลรัฐธรรมนูญ ที่ขยายอำนาจ ไม่ยอมรับอำนาจประชาธิปไตย ต้องออกแบบใหม่ ไม่ใช่เป็นแบบนี้

ดร.เกษมกล่าวว่า ทั้งนี้ต้องออกแบบวัฒธรรมทางการเมือง เรื่องของศีลธรรม จึงกลายเป็นวาทกรรม ปัญหาที่เกิดขึ้น ถ้าเอาคุณธรรมเข้าไปในพื้นที่การเมือง ท้ายที่สุดแล้ว แนวคิด นี้จะกลายเป็นเครื่องมือทางการเมือง แต่ละฝ่ายใช้ เพื่อแสดงความเป็นจุดยืน และมาตราฐานในการตัดสิน ความเข้าใจผิดที่โยงมา ทำให้สร้างปัญหา ระบอบการเมือง สังคมถึงเวลาแล้วต้องมาตรวจสอบ การใช้คำพูด มาตราฐาน คนดี คืออะไร ไม่ใช่คำตอบ ในสังคมการเมือง เพราะสังคมการเมืองได้มีระบบการตรวจสอบอยู่แล้วในระบอบประชาธิปไตย

"อย่างไรก็ตามการเลือกตั้งต้องเกิดขึ้นแน่ๆ ในระหว่างนั้นอาจเกิดอะไรขึ้นก็ได้ ซึ่งกระแสสังคมต้องตอบรับไปสู่สนามเลือกตั้ง เพราะจะเป็นแรงกดดันอำนาจนอกระบอบที่ดี หรืออำนาจนอกระบอบอย่างอื่นที่จะเข้ามาแทรกแซง ระยะสั้น ต้องทำให้เลือกตั้งเกดขึ้นมาให้ได้"ดร.เกษมกล่าว

ขณะที่ดร.บัณฑิต กล่าวว่า ปัญหาใหญ่ไม่ใช่เรื่องรัฐธรรมนูญไม่ใช่เรื่องกฎหมาย แต่เป็นการยอมรับมนุษย์หรือเพื่อนร่วมชาติหรือไม่ ประเด็นสำคัญที่สุด คือ ความรู้ทางการเมืองเบื้องต้น ต่างกัน คุณไปเรียกร้องคุณธรรมที่สูงกว่า นักการเมืองเกณฑ์ใด คำว่า คนดี มีปัญหามากมาย ซึ่งในระยะยาว ต้องแก้ความรู้ความเข้าใจ ในการอยู่ร่วมกัน ปัญหาที่อยู่เป็นความไม่รู้ บนท้องถนนจึงเป็นความไม่รู้ จึงต้องทำทุกอย่างที่ทำให้เกิดการกเลือกตั้ง สร้างสัตยาบันประชาชนคมใหม่ ระหว่างภาคประชาชนกับภาคการเมือง