12ธ.ค.วันชี้ชะตาฉากจบ"กำนันเทพ" ส่งฟ้องคดีข้อหาร่วมกันก่อหรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล
2 ธันวาคมนี้ นอกจากเป็นวันดีเดย์ ที่กำนันสุเทพ ผู้นำม็อบโค่นล้มระบอบทักษิณ จะให้รู้ผลแพ้ ชนะ ในการออกมาเคลื่อนไหวครั้งนี้แล้ว ยังเป็นอีกวันที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ หัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์ และนายสุเทพ เทือกสุบรรณ จะต้องพบอัยการเพื่อนำตัวไปยื่นฟ้องคดีต่อศาลอาญา ข้อหาร่วมกันก่อ หรือใช้ให้ผู้อื่นกระทำผิดฆ่าและพยายามฆ่าผู้อื่นโดยเจตนาเล็งเห็นผล ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288
คดีนี้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) ได้สรุปสำนวนส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดีเมื่อเดือน มิ.ย.ที่ผ่านมาในยุคของนายจุลสิงห์ วสันต์สิงห์ เป็นอัยการสูงสุด โดยสำนวนการสอบสวนดีเอสไอ ได้รวบรวมหลักฐานสำคัญ คือ 1.คำสั่ง ศอฉ.ให้เจ้าหน้าที่ ขอคืนพื้นที่ที่มีการชุมนุมบริเวณ ถ.ราชดำเนิน และ แยกราชประสงค์ จากกลุ่ม นปช. เมื่อเดือน เม.ย.- พ.ค.53 และ 2.ผลคำสั่งการไต่สวนชันสูตรศพของศาล กรณีที่ผู้เสียชีวิต 2 รายประกอบด้วย นายพัน คำกอง อายุ 43 ปี ชาวจังหวัดยโสธร อาชีพคนขับแท็กซี่ และ ด.ช.คุณากร ศรีสุวรรณ หรือน้องอีซา อายุ 14 ปี ที่ถูกกระสุนฝั่งเจ้าหน้าที่ บริเวณใกล้สถานีรถไฟแอร์พอร์ทลิงค์ สถานีราชปรารภ วันที่ 15 พ.ค.53 โดยวันเดียวกัน มีผู้รับบาดเจ็บ 1 ราย คือ นายสมร ไหมทอง คนขับรถตู้ ที่ถูกกระสุนจากฝั่งเจ้าหน้าที่ ยิงสกัดรถที่วิ่งฝ่าไปในพื้นที่ ซึ่งประกาศ พ.ร.ก.บริหารราการในสถานการณ์ฉุกเฉิน ฯ
จากเอกสารหลักฐานที่ดีเอสไอ ส่งให้อัยการพิจารณาสั่งคดี มีมาก 61 แฟ้ม นับเป็นเอกสารได้ถึง 11,242 แผ่น บรรจุในลัง 9 ลัง และนับเป็นคดีสำคัญในความสนใจของประชาชน อัยการได้ตั้งคณะทำงานขึ้นมา 1 ชุดมีนายวินัย ดำรงมงคลกุล ที่ขณะนั้นเป็นอธิบดีอัยการสำนักงานคดีพิเศษ เป็นหัวหน้าคณะทำงาน ตรวจดูพยานหลักฐานในสำนวน
ขณะที่อัยการ มีความเห็นว่า พฤติการณ์แห่งคดี เป็นเรื่องการตายที่เกิดขึ้น เนื่องจากการปฏิบัติหน้าที่ของเจ้าพนักงาน หรือลักษณะคดีวิสามัญฆาตกรรม ที่จะอยู่ในอำนาจอัยการสูงสุดเป็นผู้พิจารณาสั่งฟ้องหรือไม่ฟ้อง ตามประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญา มาตรา 143 วรรคท้ายเท่านั้น ไม่ใช่กรณีคดีอาญาทั่วไปที่อัยการกรม กองเจ้าของพื้นที่เกิดเหตุจะสั่งคดี
สุดท้ายเมื่อนายอรรถพล ใหญ่สว่าง ขึ้นมารับตำแหน่งอัยการสูงสุดคนใหม่ แทนนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ ในเดือน ก.ย.56 ต่อมาเพียง 1 เดือน นายอรรถพล อัยการสูงสุด ได้มีคำสั่งเมื่อวันที่ 25 ต.ค. ให้ฟ้องนายอภิสิทธิ์ และนายสุเทพ ตามข้อหาที่ปรากฏหลักฐานในสำนวนการสอบสวน ก่อนที่จะแจ้งผลให้ผู้ต้องหาทั้งสองรับทราบพร้อมกันในวันที่ 31 ต.ค.
ความเห็นของอัยการสูงสุด ชี้ขาดว่า 1. คดีนี้ เป็นเรื่องการใช้ หรือก่อให้ผู้อื่น กระทำความผิดฐานฆ่า หรือพยายามฆ่า ไม่ใช่ความผิดต่อตำแหน่งหน้าที่ทางราชการที่ ป.ป.ช.จะดำเนินการไต่สวนตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยการป้องกันและปราบปรามการทุจริต พ.ศ.2542 มาตรา 66
และ 2. การกระทำของผู้ต้องหาทั้งสอง มีพยานหลักฐานในการออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ของ ศอฉ. ดำเนินการปิดล้อม และสกัดกั้นการเข้าร่วมชุมนุม , การเคลื่อนย้ายของกลุ่มผู้ชุมนุม และขอคืนพื้นที่ชุมนุม โดยอนุญาตให้เจ้าหน้าที่สามารถใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนได้ ทำให้มีผู้เสียชีวิตและได้รับอันตรายสาหัสจากการใช้อาวุธปืนและเครื่องกระสุนปืนของเจ้าหน้าที่ ศอฉ.ที่ปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งของผู้บริหารทั้งสอง ซึ่งเป็นผลที่เกิดขึ้นโดยตรงจากคำสั่งของผู้ต้องหาทั้งสอง
แต่มีข้อกฎหมาย เรื่องหนึ่ง ที่อัยการสูงสุดเห็นต่าง กับความเห็นดีเอสไอ คือการนับความผิดเป็นรายกระทง ซึ่งนายอรรถพล เห็นว่า การออกคำสั่งให้เจ้าหน้าที่ ศอฉ.ปฏิบัติหน้าที่ แม้ แม้ผลจากการกระทำตามคำสั่ง จะมีผู้เสียชีวิตและผู้ได้รับบาดเจ็บต่างเวลา ต่างสถานที่กัน แต่ก็เป็นการออกคำสั่งที่ต่อเนื่องกันโดยมีเจตนาเดียวคือเพื่อสลายการชุมนุม ดังนั้นจึงให้ฟ้องความผิดเพียงกรรมเดียว ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 288 ประกอบ ม.80,83,84,90
เมื่ออัยการสูงสุด มีคำสั่งชี้ขาดชัดเจนให้ฟ้อง แต่เพราะช่วงเดือน ต.ค.ยังติดสมัยประชุมสภาผู้แทนราษฎร ทั้งนายอภิสิทธิ์ - สุเทพ ที่เวลานั้นยังเป็น ส.ส.จึงได้รับเอกสิทธิ์คุมครองตามรัฐธรรมนูญไม่สามารถยื่นฟ้องดำเนินคดีใด ๆ คณะทำงานอัยการ จึงนัดส่งตัวฟ้อง 12 ธ.ค.นี้ เมื่อสภา ฯ ปิดลงในวันที่ 29 พ.ย.
แต่เมื่อเวลานี้นายสุเทพ ได้ออกมาเป็นผู้นำชุมนุมเคลื่อนไหวทางการเมือง เป็นเลขาธิการ กปปส. จึงน่าจับตาว่า กำนันสุเทพ ฉายาที่เรียกขานกันนับตั้งแต่มีการชุมนุมกว่า 40 วันแล้วยังไม่ยุติ ซึ่งถูกออกหมายจับแล้วในคดีอุกฉกรรจ์ ข้อหากบฏ ที่เจ้าหน้าที่รอควบคุมตัว !!! จะมาแสดงตัวต่ออัยการ พร้อมกับนายอภิสิทธิ์ เพื่อให้อัยการยื่นฟ้องคดีตามกำหนดนัดหรือไม่ ???
ซึ่งอาจเป็นได้ 2 กรณี คือ 1.นายสุเทพ ไม่มา แต่ส่งทนายแจ้งขอเลื่อนนัด ที่จะต้องมีการอ้างเหตุให้ชัดเจนว่าติดอะไรจนถึงขั้นมาพบอัยการไม่ โดยหลักปปฏิบัติทั่วไป ถ้ามีเหตุผลจำเป็นและสมควร อย่างเช่น การเจ็บป่วยหนัก หรือติดภารกิจหน้าที่สำคัญราชการ อัยการก็จะให้เลื่อนได้ และนัดใหม่อย่างน้อยใช้เวลาอีก 30 วัน
แต่ถ้าเจ้าตัวจะไม่มา ไม่มีทนายแจ้งเหตุให้อัยการรับรู้ พฤติการณ์ส่อว่าจะหลบเลี่ยงประวิงเวลาส่งฟ้อง ทั้งที่รู้นัดล่วงหน้าอยู่แล้ว อัยการก็ต้องแจ้งให้พนักงานสอบสวน ติดตามตัวมาส่งฟ้องให้ได้ ซึ่งขั้นตอนสามารถเริ่มจากการออกหมายเรียก ถ้ายังไม่มาก็อาจจะต้องนำไปสู่การขอออกหมายจับตามมาอีกใบก็เป็นได้
หากกำนันสุเทพ จะเพิกเฉยต่อการเข้าพบอัยการโดยไม่แจ้งเหตุขัดข้อง นับว่าจะเป็นผลเสีย เพราะภายหลังยื่นฟ้องต่อศาลแล้ว อัยการอาจจะนำเหตุนั้นมาขอคัดค้นการประกันตัว เพราะเห็นว่าเคยมีพฤติการณ์ที่ส่อว่าหลบเลี่ยงนัด หรืออาจมีพฤติการณ์หลบหนีก็ได้
ทั้งที่คดีนี้ อัยการเคยแสดงท่าทีว่าไม่ถึงขั้นคัดค้านประกัน โดยจะให้เป็นดุลยพินิจของศาล แต่หากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นเปลี่ยนไปจากเดิม ก็ไม่แน่ว่าการค้านประกันอาจเกิดขึ้นได้เช่นกัน
แถมเวลานี้ กำนันสุเทพเอง ก็มีหมายจับข้อหากบฏที่มีโทษหนัก ติดอยู่อีกใบ ย่อมเป็นปัจจัยหนึ่ง ที่ศาลอาจจะนำมาพิจารณาเรื่องประกันอยู่ด้วยก็เป็นได้
ถึงวันพรุ่งนี้ ถ้ากำนันสุเทพ เลือกจะไม่มาแสดงตัว แต่หากนายอภิสิทธิ์ เลือกที่จะมาพบอัยการตามนัด ก็เป็นได้ที่อัยการจะยื่นฟ้องล่วงหน้าเพียงคนเดียวก่อน เพราะหากรอเวลาฟ้องพร้อมกัน ก็ยังไม่เห็นเวลาสิ้นสุดที่กำนันสุเทพออกมาเคลื่อนไหวว่าจะยุติเมื่อใด
ขณะที่การยื่นฟ้องกำนันสุเทพ ตามสำนวนไปทีหลัง ไม่กระทบรูปคดี เพราะอัยการขอรวมคดีสำนวนเดียวกันได้ สำคัญที่เมื่อฟ้องแล้ว กำนันสุเทพ จะต้องลุ้นประกันตัว
และแม้ได้ประกันตัวในคดีนี้ แน่นอน พนักงานสอบสวน สน.ทุ่งสองห้อง เจ้าของหมายจับข้อกบฏ ก็ต้องมาขออายัดตัวกำนันจากศาลไปสอบสวนดำเนินคดี จึงต้องจับตาว่า ดีเดย์ 12 ธันวาคม กำนันสุเทพ จะเลือกฉากจบแบบไหน !!!





