วันอาทิตย์ ที่ 18 ตุลาคม 2569

Login
Login

หวั่น กปปส.เลยธง ปฏิรูปเหลว-จี้เจรจา

สถาบันพระปกเกล้าหวั่น"กปปส."เลยธง! แนะกองทัพเป็นผู้ประสานงานให้เกิดการเจรจา ถ้อยแถลงนายกฯหยุดกระแนะกระแหนฝ่ายตรงกันข้าม ยืดเวลาเลือกตั้ง

การอ่านแถลงการณ์ของ กปปส. หรือ คณะกรรมการประชาชนเพื่อการปฏิรูปประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข โดย นายสุเทพ เทือกสุบรรณ ผู้สถาปนาตนเองเป็นเลขาธิการ กปปส.นั้น แถลงการณ์ล่าสุดหลังนายกรัฐมนตรีตัดสินใจยุบสภา มีลักษณะแข็งกร้าวมากขึ้น ถึงขั้นสั่งให้ข้าราชการเข้าไปรายงานตัว และสั่งให้นายกรัฐมนตรีหยุดปฏิบัติหน้าที่

กปปส.แสดงตัวเสมือนหนึ่งเป็น "รัฏฐาธิปัตย์" ใหม่ เป็นผู้ใช้อำนาจอธิปไตยแทนรัฐบาลไปแล้ว

แน่นอนว่าท่าทีแบบนี้ย่อมถูกตอบโต้จากรัฐบาลที่ถือว่าตนเองมีความชอบธรรมตามกฎหมายอย่างรุนแรงไม่แพ้กัน ไม่ว่าจะเป็นการขออนุมัติหมายจับนายสุเทพ ในข้อหากบฏ และการเปิดแถลงข่าวรายวันในทำนองเย้ยหยัน ถากถาง

นักวิชาการหลายคนมองว่า ท่าทีและบรรยากาศแบบนี้จะยิ่งนำไปสู่ความขัดแย้ง อันจะทำให้ความหวังในการ "ปฏิรูปประเทศ" ต้องหมดสิ้นไป ทั้งๆ ที่เป็นความต้องการที่แท้จริงของประชาชน และเป็น "จุดสนใจ" ที่ทั้งสองฝ่าย คือ รัฐบาล กับ กปปส.กล่าวอ้างอยู่ตลอดเวลา

ดร.ถวิลวดี บุรีกุล ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า เบื้องต้นต้องขอตำหนิรัฐบาลที่เดินช้า ไม่พยายามเดินเกมรุกในการสร้างความสมานฉันท์และสามัคคีให้เกิดขึ้นในชาติ รัฐบาลควรมีจังหวะก้าวเดินอย่างเป็นขั้นเป็นตอนเพื่อให้เกิดกระบวนการเจรจาหาทางออกร่วมกัน แทนที่จะปล่อยให้สถานการณ์แย่ลงไปเรื่อยๆ แบบนี้

ยิ่งสถานการณ์เดินมาถึงขั้นนี้ รัฐบาลยิ่งต้องมองอนาคตของประเทศเป็นหลัก คิดถึงผลประโยชน์ส่วนรวม ในฐานะรัฐบาลมีอำนาจในมือ และมีความชอบธรรมในการบริหารประเทศ ต้องบริหารโดยยึดผลประโยชน์ส่วนรวมบนพื้นฐานของสันติสุข ฉะนั้นจึงขอเรียกร้องให้ผู้นำรัฐบาลต้องเสียสละ

"ความเสียสละตรงนี้ หมายถึงต้องหันหน้ามาเจรจากับผู้เห็นต่างกับตนอย่างจริงจัง เพราะมีหลายเรื่องที่เห็นร่วมกันสามารถเดินหน้าไปด้วยกันได้ ตอนนี้ประเทศมีปัญหาเยอะจากความขัดแย้ง เศรษฐกิจตกต่ำ หลายคนไม่ได้ไปทำงาน ก่อผลกระทบเยอะมาก แต่รัฐบาลกลับแสดงท่าทีเหมือนอยู่เฉยๆ"

ดร.ถวิลวดี กล่าวต่อว่า สถาบันที่เหมาะสมจะเป็น "ผู้ประสานงาน" ให้เกิดการพูดคุยเจรจากันของทั้งสองฝ่าย คือ กองทัพ เพราะตอนนี้สังคมไม่มีความเชื่อมั่นใครอีกแล้ว ฉะนั้นกองทัพต้องทำหน้าที่เป็นตัวกลางประสานงาน อย่าให้กองทัพออกมาปฏิวัติ แต่ให้เป็นตัวกลางประสานให้เกิดการเจรจาจะดีไหม ให้หันหน้ามาคุยกัน มีอะไรบ้างที่จะทำเพื่อประโยชน์ส่วนรวมได้ และมีทางลงทั้งสองฝ่าย เป็นทางลงโดยสันติและพึงพอใจร่วมกัน โดยกระบวนการเจรจาต้องใช้ผู้ที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านมาเป็น "คนกลาง"

"ทั้งสองฝ่ายมองเรื่องการปฏิรูปประเทศตรงกัน ฉะนั้นต้องพัฒนาไปสู่การเปลี่ยนประเทศไทยด้วยประชาชน จากกระบวนการการมีส่วนร่วมอย่างกว้างขวางในทุกพื้นที่ของประเทศ ถ้ารัฐบาลจะบอกว่าจัดไปแล้ว 108 เวที (โดยกรมการพัฒนาชุมชน กระทรวงมหาดไทย) ขอบอกว่าไม่ใช่ เพราะจริงๆ ต้องทำเวทีเล็กเวทีน้อย เวทีเฉพาะประเด็น ไม่ใช่เวทีเฉพาะกลุ่มเดิม หน้าเดิม เป็นพวกไหนก็พากันไปสนับสนุนเวทีนั้น"

"สิ่งที่เรายังขาดคือทำเวทีแบบเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วม ไม่ว่าจะเป็นพวกไหน สีอะไร โดยเทคนิคการจัดเวทีเป็นส่วนสำคัญ เหมือนที่สถาบันพระปกเกล้าทำไปส่วนหนึ่ง คือเวทีอนาคตประเทศไทย แต่เนื่องจากงบเราน้อย จึงทำได้แค่บางพื้นที่ หากรัฐบาลเห็นด้วยต้องทำเวทีเล็กน้อยทั่วประเทศ เพื่อสร้างบรรยากาศการเปลี่ยนประเทศไทยโดยสันติ อย่าไปคิดเรื่องการแบ่งประเทศ"

"สิ่งสำคัญคือ คนทำต้องเข้าใจกระบวนการ ไม่อย่างนั้นจะเกิดปัญหาเหมือนเวทีรับฟังความคิดเห็นโครงการบริหารจัดการน้ำ ถ้าไม่ได้ให้ประชาชนมีส่วนร่วมจริงตั้งแต่แรก จู่ๆ ก็สักแต่ไปทำ แบบนั้นมันใช้ไม่ได้อีกต่อไปแล้ว เวทีที่ดี ต้องเป็นเวทีเล็กเวทีน้อย จะได้ประเด็นที่ประชาชนคิดเยอะมาก แล้วนำมาเขียนสรุป หลายประเด็นจะนำไปสู่รัฐบาลว่าจะแก้ไขอย่างไร หลายประเด็นอาจนำไปสู่การแก้ไขรัฐธรรมนูญ"

ดร.ถวิลวดี กล่าวด้วยว่า ไม่เห็นด้วยกับที่บางฝ่ายเสนอให้นำประเด็นที่ผู้ชุมนุมเรียกร้องไปทำประชามติ เพราะจะนำไปสู่การแบ่งแยกแบ่งข้าง เช่น ชนะกัน 51 ต่อ 49 ความขัดแย้งก็ไม่จบ และจะยิ่งบานปลาย ฉะนั้นควรคุยไปด้วยกัน ตกลงร่วมกันดีกว่า แทนที่จะใช้วิธีโหวตซึ่งไม่เป็นผลดีกับใคร

ผู้อำนวยการสำนักวิจัยและพัฒนา สถาบันพระปกเกล้า ยังบอกด้วยว่า สิ่งที่เป็นปัญหาที่สุดขณะนี้คือความไว้วางใจ ซึ่งรัฐบาลได้รับจากประชาชนน้อยลงเรื่อยๆ ความตั้งใจจริงในการแก้ปัญหาก็ยังมองไม่ออก การที่รัฐบาลยุบสภา ไม่ได้เป็นความพยายามแก้ไขปัญหา แต่เป็นเพราะถูกกดดันมากๆ ต่าง ฉะนั้นรัฐบาลต้องเดินเกมรุกเพื่อนำประเทศสู่สันติสุข

"อีกสิ่งหนึ่งที่อยากฝากถึงนายกฯคือ ถ้อยแถลงของนายกฯแต่ละครั้ง ไม่ต้องมีลักษณะกระแนะกระแหนฝ่ายตรงข้าม เพราะบ้านเมืองขณะนี้อยู่ในภาวะต้องการผู้นำที่เสียสละ อยากให้นายกฯแสดงความเป็นผู้หญิงที่กล้าหาญ เสียสละ เป็นต้นแบบที่ดีของผู้หญิงที่จะเข้าสู่การเมืองในอนาคตต่อไป" ดร.ถวิลวดี กล่าว

ด้าน นพ.วันชัย วัฒนศัพท์ ผู้ทรงคุณวุฒิ สถาบันพระปกเกล้า กล่าวว่า การที่ นายสุเทพ สร้างปรากฏการณ์เมื่อวันที่ 9 ธ.ค. เช่น สั่งให้ข้าราชการมารายงานตัว คำถามคือในความเป็นจริงจะเกิดขึ้นได้ไหม เพราะวันนี้แม้ นายสุเทพ มีพลังมวลชนหนุนหลังอยู่ แต่รัฐบาลก็ยังมีอำนาจรัฐ ถือว่าอำนาจของแต่ละฝ่ายใกล้เคียงกัน แต่การกระทำของนายสุเทพ เริ่มมีคนตั้งคำถามว่ามีกฎหมายอะไรรองรับหรือเปล่า

"ทางออกในขณะนี้น่าจะเป็นจังหวะเวลาพอดีที่ทั้งสองฝ่ายจะมานั่งพูดคุยกัน แต่ไม่ใช่เอาแพ้เอาชนะกัน เป็นการคุยระหว่างกลุ่มที่มีจุดยืนไม่เอาระบอบทักษิณ กับอีกกลุ่มที่ต้องการให้คุณทักษิณกลับบ้าน ถามว่าอย่างนี้คุยกันได้ไหม คำตอบคือได้ เพราะในเวทีที่ทั้งสองฝ่ายเท่ากัน และมีคนกลางที่เชี่ยวชาญ จะดูว่าจริงๆ ทั้งสองฝ่ายต้องการอะไรที่ตรงกันบ้าง เช่น ไม่ต้องการการคอร์รัปชันของนักการเมือง ต้องการให้ปฏิรูปประเทศในหลายๆ เรื่อง เป็นต้น สิ่งเหล่านี้เรียกว่าจุดสนใจ ถ้าตกลงร่วมกันในเรื่องเหล่านี้ได้ ก็อาจจะหาข้อยุติในภาพรวมได้"

"สถานการณ์วันนี้ ผมเห็นว่าถ้ายังดึงดันกันต่อไปก็น่าเสียดาย โดยเฉพาะพลังของมวลชนที่ออกมาเคลื่อนไหวหลายล้านคน ถือเป็นพลังบริสุทธิ์ ต้องการการเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า แต่บางเรื่องแกนนำอาจจะทำเลยไปนิดหนึ่งไหม น่าจะถอยกลับสักก้าวหนึ่ง รัฐบาลก็พร้อมจะพูดคุย แล้วคุณสุเทพจะคุยได้ไหม ถ้าโอเคกัน ผมคิดว่าองค์การอย่างสภาวิจัยแห่งชาติ หรือสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย สามารถทำหน้าที่เป็นคนกลางได้ เพราะถือเป็นนักวิชาการที่เป็นกลาง เป็นนักวิจัย พูดจาด้วยข้อมูล"

"ผมเห็นว่าทุกปัญหามีทางออก ทุกความขัดแย้งจบลงได้หากมีการพูดคุยกัน หลายๆ เรื่องที่เสนอกัน เช่น ยึดเวลาการเลือกตั้งออกไป ผมว่านักกฎหมายน่าจะหาทางออกได้ เพราะสิ่งที่ทุกคนอยากเห็นร่วมกันคือ การเมืองที่บริสุทธิ์ยุติธรรม จึงอยากวิงวอนว่าน่าจะถึงเวลาแล้วที่ทั้งสองฝ่ายมานั่งเจรจากันจริงๆ เสียที โดยให้องค์กรวิชาการด้านการวิจัยเป็นผู้ขับเคลื่อนให้เดินหน้า ถ้าทำสำเร็จ ประเทศก็จะเดินหน้าไปได้" หมอวันชัย กล่าว