ปฏิเสธไม่ได้ว่าการชิงแถลงยุบสภาของ นายกฯ ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ในช่วงเช้า
ก่อนเวลานัดหมายเดินขบวนครั้งใหญ่ของคณะกรรมการประชาชนเพื่อการเปลี่ยนแปลงประเทศไทยให้เป็นประชาธิปไตยที่สมบูรณ์อันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข หรือ กปปส. เป็นความพยายามทางจิตวิทยาอย่างหนึ่งของรัฐบาลเพื่อสกัดผู้ชุมนุมไม่ให้หลั่งไหลลงสู่ท้องถนนทั่วกรุงเทพฯ มากจนเกินไปนัก
เพราะรัฐบาลเชื่อว่าผู้ชุมนุมจำนวนไม่น้อยต้องมองว่ารัฐบาลยอมแพ้แล้ว และล้มเลิกการร่วมขบวนกับ กปปส.
แต่...ดูเหมือนว่า รัฐบาลจะคาดการณ์ผิด เพราะว่า มวลมหาประชาชน ยังคงล้นทะลัก แม้ว่าจะกระจายการเดินขบวนออกเป็น 9 สาย 9 ทัพ ก็ตาม โดยเป้าหมายปลายทางอยู่ที่ทำเนียบรัฐบาลเพียงจุดเดียว
มวลชนไปรวมตัวกันตามจุดนัดพบตั้งแต่ก่อนเวลานัดหมายคือเวลา 09.39 น. เส้นทางที่คึกคักที่สุด 2 เส้นทาง คือ เส้นทางจากศูนย์ราชการเฉลิมพระเกียรติฯ ถนนแจ้งวัฒนะ สู่ทำเนียบรัฐบาล และเส้นทางจากอนุสาวรีย์ประชาธิปไตย ถนนราชดำเนิน มุ่งสู่ทำเนียบรัฐบาลเช่นกัน ผู้ชุมนุมทุกคนมี "สัญลักษณ์คู่กาย" พร้อมเพรียง ไม่ว่าจะเป็นนกหวีด ธงชาติไทย ริบบิ้นและผ้าพันข้อมือสีธงชาติ มือตบ และป้ายผ้าเขียนข้อความต่างๆ แต่ละคนถือกล้องถ่ายรูปและสมาร์ทโฟน ถ่ายภาพและแชร์ผ่านโซเชียลมีเดียกันอย่างคึกคักตลอดทาง
แต่ละคนอาจร่วมเดินด้วยหลากหลายเหตุผล หลากหลายที่มา แต่มีเป้าหมายเดียวกัน...
"รุ่นใหญ่" ขอแสดงพลัง
ศุภโชค ยิ่งวิริยประพันธ์ อดีตพ่อค้าวัย 65 ปี ที่มาพร้อมกับญาติอีก 3 คน บอกว่า เข้าร่วมชุมนุมครั้งนี้เพราะไม่อยากมีรัฐบาลที่บริหารประเทศแบบเอื้อประโยชน์ต่อพวกพ้อง
เช่นเดียวกับ วิชาญ ชูโชติถาวร วัย 73 ปี ผู้ชุมนุมรุ่นใหญ่อีกคนหนึ่ง ที่บอกว่า แม้อายุจะมากแล้ว แต่ก็ขอเข้าร่วมแสดงออกเพื่อเรียกร้องความเป็นธรรมจากการบริหารงานของรัฐบาล โดยเฉพาะการบริหารแบบผูกขาดและถูกครอบงำจากอดีตนายกฯทักษิณ ชินวัตร พร้อมขอโอกาสให้ประชาชนมีสิทธิมีเสียงในการบริหารประเทศมากกว่านี้
รุ่นกลางมองต่างมุม "ยุบสภา"
ขณะที่ผู้คนในวัยทำงานน่าจะมีสัดส่วนมากที่สุดในหมู่มวลมหาประชาชน อภิสิทธิ์ วัตตะยัง วัย 40 ปี แพทย์จากโรงพยาบาลนพรัตนราชธานี ที่ปลีกตัวมาร่วมเดินขบวนหลังเลิกงาน บอกเจตนารมณ์ของตนว่า ไม่เห็นด้วยกับการบริหารงานที่ไม่โปร่งใสของรัฐบาล อยากให้มีการปรับปรุงโครงสร้างการบริหารประเทศใหม่ให้โปร่งใส ตรวจสอบได้ และขอให้ฟรีทีวีนำเสนอข่าวอย่างเป็นกลาง อย่าเกรงกลัวต่ออำนาจมืด
ณัทธา เขมธร นักธุรกิจหนุ่มวัย 31 ปี บอกคล้ายๆ กันว่า รับไม่ได้กับการกระทำความผิดของอดีตนายกฯ แล้วยังมีการออกกฎหมายเพื่อช่วยเหลือล้างผิด ขณะที่การประกาศยุบสภาของนายกฯยิ่งลักษณ์นั้น ถือว่าประกาศช้าเกินไป แสดงให้เห็นถึงความไม่จริงใจต่อประชาชน
"ผมคิดว่าการชุมนุมใหญ่ของประชาชนจำนวนมากครั้งนี้ จะเป็นบทเรียนราคาแพงสำหรับนักการเมืองที่บริหารประเทศแบบขาดความชอบธรรม" ณัทธา ระบุ
ส่วน รัตนา อุทัยธรรม วัย 52 ปี ที่เดินมาจากตลาดโบ๊เบ๊ มองต่างมุมว่า การประกาศยุบสภาของนายกฯเป็นทางออกที่ดีที่จะช่วยให้ประเทศชาติกลับมาสงบอีกครั้ง แต่ก็ยังอยากให้คนที่จะเข้ามาบริหารประเทศชุดใหม่เป็นคนที่มีคุณภาพมากกว่านี้ และบริหารงานอย่างมีประสิทธิภาพ ลดความขัดแย้ง เพื่อที่คนในประเทศจะได้ไม่ต้องมาทะเลาะกันอีก
รุ่นเล็กไม่เอาคอร์รัปชัน
การชุมนุมต่อต้านรัฐบาลเที่ยวนี้ ภาพที่เห็นจนชินตาก็คือ การร่วมเคลื่อนไหวของบรรดานิสิตนักศึกษาซึ่งถือว่าเป็นพลังบริสุทธิ์ ปภาดา วิวัฒนศักดิ์ผล นิสิตจากมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ กล่าวว่า ออกมาร่วมเดินขบวนพร้อมกับเพื่อนอีก 5 คน หลังเห็นว่าการประยุบสภาของนายกฯ นั้นเป็นเพียงการแก้ไขสถานการณ์เฉพาะหน้า ต้องรอให้มวลมหาประชาชนออกมากดดันเสียก่อนถึงจะออกมาแสดงความรับผิดชอบ
"ในอนาคตหนูและเพื่อนๆ อยากเห็นการบริหารประเทศแบบโปร่งใส ระบบพวกพ้องหมดไป และการทุจริตคอร์รัปชันที่น้อยลง" ปภาดา กล่าว และว่าติดตามข่าวสารการชุมนุมจากสื่อสังคมออนไลน์ทุกวัน
ไม่เพียงแค่นักศึกษา แต่เด็กน้อยวัยแค่ 10 ขวบ อย่าง น้องปัณณวัฒน์ นนธิวัฒนวณิช ก็ขอออกมาแสดงพลังร่วมกับคุณแม่และคนในครอบครัวเช่นกัน หนูน้อยวัย 10 ขวบบอกว่า อยากแสดงออกถึงความจงรักภักดีต่อสถาบันพระมหากษัตริย์ และไม่ต้องการการบริหารประเทศที่มีปัญหาคอร์รัปชัน
แม้ว่าบรรยากาศการชุมนุมตลอดทั้งวันจะค่อนข้างตึงเครียด เพราะอากาศที่ร้อนอบอ้าว และเป้าหมายการขับไล่รัฐบาลที่ยังคงมีสถานะเป็นรัฐบาลรักษาการต่อไป ทว่าท่ามกลางภาวะแวดล้อมที่เครียดๆ นั้น ก็มีเรื่องราวดีๆ ที่สะท้อนให้เห็นถึงน้ำใจของคนไทยด้วยกัน อย่าง วิทูร เลิศเอนกวณิช วัย 56 ปี เจ้าของร้านแมกเนทสตีล ร้านขายอุปกรณ์สำนักงานบนถนนพิษณุโลก ซอย 3 ซึ่งพื้นที่รอบๆ ร้านของเขากลายเป็นสมรภูมิการชุมนุมมานานหลายวันแล้ว
แต่แม้จะได้รับผลกระทบ เพราะยอดขายสินค้าลดลงเมื่อเทียบกับยอดจำหน่ายในช่วงเวลาเดียวกันของปีที่แล้ว แต่ วิทูร ก็ไม่ย่อท้อ แถมยังเปิดร้านให้ผู้ชุมนุมได้ใช้ห้องน้ำภายในร้านฟรีด้วย
นับเป็นเรื่องราวดีๆ ที่พบเห็นได้ท่ามกลางสถานการณ์ร้อนแรงทางการเมือง ซึ่งทำให้เชื่อได้ว่าโอกาสของความปรองดองและหันหน้าเข้าหากันของคนไทยด้วยกัน...ไม่สิ้นหวังไปเสียทีเดียว!





