"กระมล"เสนอโหวตม.291วาระ3ก่อนยุบสภา "คณิณ"ระบุ"สุเทพ"พยายามยึดอำนาจแต่ทำไม่สำเร็จเป็นกบฏ "วีรพัฒน์"ย้ำถูกอำนาจมืดชักใย
สมาคมรัฐศาสตร์แห่งประเทศไทยและเครือข่ายนักวิชาการเพื่อสันติ ได้จัดงานเสวนา เรื่อง"มาตรา7 ทางออกวิกฤติสังคมไทย หรือไม่" โดยมีผู้ร่วม เสวนา คือนายกระมล ทองธรรมชาติ อดีตประธานศาลรัฐธรรมนูญ นายยุทธพร อิสรชัย คณบดีรัฐศาสตร์ มสธ. นายคณิน บุญสุวรรณ นักวิชาการอิสระ และนายวีรพัฒน์ ปริยวงศ์ นักวิชาการอิสระ โดยมีนายจอม เพชรประดับ เป็นผู้ดำเนินรายการ
โดยนายกระมล กล่าวว่า คำว่าสภาประชาชน ไปสอดคล้องกับคอมมิวนิสต์ ในจีน สำหรับประเทศไทยเป็นคำใหม่มาก และไม่รู้ว่าอำนาจหน้าที่เป็นอย่างไร จะคล้ายจีนหรือไม่ ตนเป็นห่วงคำนี้ ถ้าคนไม่เข้าใจแต่ผู้ที่คิดอาจมีความปรารถนาดีก็ได้ แต่หากมีแล้ว จะทำอย่างไร ส่วนมาตรา 7 นอกจากจะผิดรัฐธรรมนูญแล้ว ไม่รู้ใช้อย่างไรให้ได้ผล ซึ่งเป็นคำที่กว้างและไม่มีเคยมี แต่เราก็พยายามพูด ซึ่งจริงๆแล้ว นายกฯมาตรา7 ตั้งไม่ได้ ใครจะเป็นผู้รับสนอง พระบรมราชโองการ ตนจึงไม่รู้ว่าจะลงเอยอย่างไร ส่วนมีการเปรียบเทียบ 14 ต.ค. 16 นั้น ครั้งนั้นไม่ใช่มาตรา7 เป็นเรื่องพระเจ้าอยู่หัวใช้พระราชอำนาจ โดยมีประธานสภาเป็นผู้สนองราชการโองการ
นายกระมล กล่าวต่อว่า ส่วนทางออก คือเดินหน้าลงวาระ 3 มาตรา 291 เพื่อร่างรัฐธรรมนูญ กันใหม่ และการยุบสภาไม่ใช่ทางออก เพราะยุบมาก็เหมือนเดิม กลับมาวงจรเดิม แก้ไขรัฐธรรมนูญและค่อยยุบสภา
ด้านนายคณิน กล่าวว่า สภาประชาชน มองได้ 2 มิติ คือบางประเทศใช้ชื่อเรียกว่า สภาประชาชน แต่ก็เหมือน สภาผู้แทนราษฎร แต่อีกมิติหนึ่ง ไม่มีในบทบัญญัติรัฐธรรมนูญเลย จึงไม่ทราบว่า ผู้เสนอมีเจตนาอย่างไร ถ้ามีรัฐธรรมนูญ อยู่สภาประชาชนก็ต้องมาจากการเลือกตั้ง และถ้าไม่ใช่ ก็คือต้องเขียนรัฐธรรมนูญ ข้อเสนอที่ให้ตั้งสภาระชาชน อยู่นอกเหนือบทบัญญัติ ของรัฐธรรมนูญ
นายคณิน กล่าต่อว่า ส่วนการกระทำของนายสุเทพ ถือว่าเป็นความพยายามในการยึดอำนาจ แต่ความพยายามยังไม่สำเร็จ ถ้าไม่สำเร็จก็เป็นกบฎ การยึดอำนาจต้องล้มรัฐธรรมนูญก่อน ถึงจะถือว่าสำเร็จ สิ่งที่นายสุเทพเรียกร้อง อยู่นอกเหนือรัฐธรรมนูญ ต้องกลับไปที่รัฐสภา ให้แก้ 291 ก่อน ทั้งนี้มาตรา 7 ไม่ใช่ทางออก เป็นการนำไปสู่ทางตัน เมื่อสะท้อน ไปยังเจตจำนงของคนที่ต้องการโค่นล้มรัฐบาล
นายคณิณ กล่าวต่อว่า สิ่งที่ฝ่ายต่อต้าน รอคอยคือ พ.ร.ก.ฉุกเฉินฯ เช่นปี 53 ได้ประกาศ และไม่สามารถควบคุมผู้ชุมนุมได้ ทั้งนี้อำนาจมืดต้องการ จะลบ รัฐธรรมนูญ ปี 50 เอง เพราะรู้สึกว่าหมดเขี้ยวเล็บ สร้างชนวนให้เกิดความวุ่นวาย ให้ทหารออกมาล้มรัธรรมนูญ เพราะมองข้ามช็อตไปแล้ว แต่อยู่ในขั้นตอนของความพยายาม จะสำเร็จเมื่อมีการรัฐประหาร ร่างใหม่ ใช้รูปแบบวิธีเดิมๆ กองทัพ ศาล สื่อ อยู่ที่อำนาจมืดจะเคลื่อไหวอย่างไร พอ ป.ป.ช. กกต. หมด 9 ปี ไปก็จะมีการสรรหาขึ้นมาใหม่ เพราะกุมอำนาจได้หมด
นายยุทธพร กล่าวว่า มาตรา 7 เป็นกลไกเพื่ออุดช่องว่างของรัฐธรรมนูญและไม่มีบทบัญญัติที่ไม่สามารถบังคับใช้ได้แล้ว และต้องวินิจฉัย คือองค์ที่รับผิดชอบเรื่องนั้น เพราะรัฐธรรมนูญเป็นกฎหมายสูงสุดของประเทศ ตนมองว่าเอามาใช้ไม่ได้ และยังไม่จำเป็น ถึงเวลามาใช้ เพราะสถาบันต่างๆยังขับเคลื่อนได้ และการยุบสภา ยังเป็นทางออกวิกฤตความขัดแย้งหรือไม่ การยุบสภา ต้องฝ่ายบริหารขัดแย้งกับฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งวันนี้ไม่มี ในแง่หลักการยังไม่เข้าหลัก ส่วนการยุบสภา จะแก้ปัญหาได้หรือไม่ อาจจะเกิดปัญหาเลือกตั้งเลือด เพราะหนทางนี้ไม่ใช่การแก้ปัญหา ตั้งแต่ 2535 รัฐบาลแทบทุกชุด มีอายุ ไม่เกิน 2 ปีหรือ 2 ปีกว่าๆจะเกิด แบบเช่นนั้น เรียกว่า "มวลชนาธิปไตย"ภาวะนี้ยังไม่ต้องมีสภาพิเศษ ยังไม่ถึง ไม่เช่นนั้น คำถามว่า มวลมหาประชาชน คือส่วนใหญ่ของประเทศหรือไม่ เสียงข้างมากคือการตัดสิน อย่างเป็นรูปธรรมที่สุด และต้องตอบคำถามให้ได้ว่าสภาประชาชน ดีกว่าที่เรียกว่าสภาทาส สภาผัวเมีย อย่างไร ประชาธิปไตยทางตรง ต้องไม่ไปทำร้ายประชาธิปไตยแบบตัวแทน ต้องเป็นส่วนเติมประชาธิปไตยแบบตัวแทน และแนวคิดสภาประชาชนยังไม่ตอบโจทย์ เพราะคงไม่พ้น นักวิชาการ ข้าราชการประจำ และหากนปช.อยากมีบ้างจะทำอย่างไร
นายยุทธพร กล่าวต่อว่า ส่วนทางออกมี 2 ส่วน 1. เจรจาพูดคุย เป็นทางออกสำคัญ หลักสันติวิธี ถ้าพูดไม่รู้เรื่องให้เรื่องการแก้รัฐธรรมนูญ เป็นคำชี้ขาด คือดัน มาตรา291 ตั้งส.ส.ร. ส่วนใหญ่ต้องจากการเลือกตั้งของพี่น้องประชาชน แต่ละจังหวัด รับฟังความคิดเห็นลงมา ตนอยากแนะนำนายกฯ ถ้าเปิดเวทีไปสู่ระดับพื้นที่ เก็บความคิดเห็นมาสู่สภาร่างรัฐธรรมนูญ และสุดท้ายก็โยนร่างให้ประชาชนทำประชามติ และลดวาทะกรรม มาพูดคุยด้วยเหตุผล เพราะรัฐบาลเองก็เปิดใจกว้าง แต่ถ้ายังไม่เห็นด้วยก็ยอมรับว่า คือมนุษย์ต่างดาว และเวทีที่จะเป็นที่ยอมรับ ให้ทุกคนเข้ามาได้ ให้ทุกลุ่มเข้ามาได้ ก็ทำเวทีประชาพิจารณ์ทั่วประเทศ จะเป็นเวทีสาธารณะครั้งสำคัญ ไม่แพ้รัฐธรรมนูญ 40 และหากกังวว่ารัฐบาลจะเข้ามาแทรกแซง รัฐบาลคงมีบทเรียน และมีหลายฝ่ายมาตรวจสอบ
"ฝ่ายใดเริ่มความรุนแรงก่อนเสียเปรียบเสมอ และรัฐบาลก็มาถูกทางแล้ว จะไม่ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้ง 2 ฝ่าย และกองทัพคงไม่ใช้ความรุนแรงเพราะกองทัพมีบทเรียนในอดีต"นายยุทธพรกล่าว
ด้านนายวีรพัฒน์ กล่าวว่า มาตรา 7 ถ้าสามารถอ้างได้ บ้านเมืองต้องมีปัญหา และถ้าถูกเอามาใช้ได้ง่ายแบบนี้ ถ้าสมมุติรัฐบาลเอาบ้างจะเป็นอย่างไร กลายเป็นมาตรา เด็กเล็ก ที่เอาแต่ใจ มาตรา 7 เป็นกรณี ที่คนร่างรัฐธรรมนูญ เขียนไว้และคาดไม่ถึง ตามหลักการใช้ไมได้ เพราะไม่รู้ว่าเทียบกับหลักการอะไร สิ่งที่เกิดขึ้น 1- 2 ครั้ง ไม่เรียกว่าจารีตรัฐธรรมนูญ ครั้งในอดีตที่เกิดจากทหาร นายหลวงรับสั่งว่า ทำไม่ได้ ก็ยังมาขออีก ไ ม่รู้จะหาหนทางใด คือพวกที่จะต่อสู่กับรัฐบาลของการเลือกตั้ง ตนชักไม่แน่ใจ ว่ากองทัพไทยอยู่ฝั่งใคร ถ้าอยู่ฝั่งประชาชน มายืนอยู่ หลังนายกฯ เวลาแถลง กรุณาเคารพในกติกา ประชาชน
นายวีรพัฒน์ กล่าวต่อว่า ส่วนสภาประชาชน นายสุเทพ ข้อเสนอกำกวม ถ้าเสื้อแดง รวมตัวกัน ขับไล่ นายอภิสิทธิ์ นายสุเทพ ทำไม่ได้ เพราะไม่ใช่กติกาประชาธิปไตย อะไรจะเป็นหลักประกัน จะไม่ตั้งศาลประชาชน ส่วนทางออก ประเทศ จะส่งเลือกตั้ง 8 เขต เพราะเป็นการเมืองระบอบรัฐสภา ต้องส่งลง และต้องมีการเปิดเวที ว่าต้องการแก้ไขอย่างไร หากนายสุเทพ ยังไม่มา แสดงว่านายสุเทพไม่ได้เดินเกมเอง ถูกอำนาจมืดชักใย
ส่วนถ้ารัฐบาลหาทางออก ถ้านายสุเทพจริงใจ เวที ที่อยากให้มีการเลือกตั้ง ก็มาคุยกัน ว่าจะทำให้มีการเลือกตั้งสุจริต และรัฐบาลก็ทำสิ่งที่ไม่น่าเห็นด้วยหลายอย่าง ต่างฝ่ายต่างไปสุดขั้ว แสดงว่า คืออำนาจมืด ที่หาทุกเงื่อนไขมาล้มรัฐบาล เชื่อหรือไม่ว่า ยุบแล้ว จะได้เลือกตั้ง และตอนนี้ม็อบยึดกกต. ต้องเห็นใจรัฐบาล เงื่อนไขนายสุเทพ เป็นเงื่อนไขมนุษย์ต่างดาว และพรรคประชาธิปัตย์ ได้เวลาตัดหางนายสุเทพ ได้เวลาพูดด้วยว่าไม่เห็นด้วยกระบวนการรัฐธรรมนูญ ตนขอให้มีการตั้งส.ส.ร.จังหวัดละ 2 คน





