ชู "สื่อ-7สถาบันเอกชน" เจ้าภาพ ตั้ง "เวทีกลาง" หาทางออกประเทศ ไม่มีการตั้งธงล่วงหน้า
ปฏิเสธไม่ได้ว่าคำแถลงของนายกรัฐมนตรีให้ "จัดเวที" รับฟังความเห็นของทุกฝ่าย โดยมอบหมายให้สองรัฐมนตรีในคณะรัฐบาลไปดำเนินการ ไม่ได้สร้างกระแสการยอมรับว่าจะสามารถนำพาสถานการณ์บ้านเมืองออกจากวิกฤติความขัดแย้งได้จริง
เพราะหากยังไม่ลืมกัน เมื่อเดือน ส.ค.ที่ผ่านมา รัฐบาลก็เพิ่งล้มไม่เป็นท่ากับไอเดียตั้ง "สภาปฏิรูป" ที่แม้จะพยายามดึงผู้ทรงคุณวุฒิจากหลายภาคส่วนเข้าร่วม แต่กลับ "ไม่เวิร์ค" เนื่องจากฝ่ายที่เป็นคู่ขัดแย้งไม่ร่วมสังฆกรรม จากปัญหาความไม่ไว้วางใจ
การ "ปิดจุดอ่อน" ที่ควรทำแต่ยังไม่ได้ทำก็คือ รัฐบาลไม่ควรเป็น "เจ้าภาพ" จัดเวทีขึ้นมาเอง เพราะถือว่าเป็นหนึ่งในคู่ขัดแย้ง ซึ่งสัจธรรมที่ว่านี้ก็สะท้อนอีกครั้งเมื่อนายกฯบัญชาให้ตั้งเวทีระดมความเห็นทุกฝ่ายในลักษณะที่มีคนของรัฐบาลเป็นผู้ขับเคลื่อน
ปัญหานี้ย่อมทำให้ ดร.กิตติพงษ์ กิตยารักษ์ ปลัดกระทรวงยุติธรรม ที่ถูกขานชื่อจากรัฐมนตรีพงศ์เทพ เทพกาญจนา ให้รับภารกิจ "จัดเวที" อยู่ในสถานะกลืนไม่เข้าคายไม่ออก
เพราะเมื่อไม่กี่วันมานี้เอง ดร.กิตติพงษ์ เพิ่งเข้าพบนายกรัฐมนตรี และมีความเห็นตรงกันเรื่องการ "จัดเวที" แต่ต้องไม่ใช่เวทีที่มีรัฐบาลเป็นเจ้าภาพเหมือน "สภาปฏิรูป"
งานสำคัญของบ้านเมืองกลับกลายเป็นความสับสนไปได้อย่างไร เป็นประเด็นที่น่าสนใจและสังคมก็ใคร่รู้...
"ผมได้คุยกับท่านนายกฯ ชัดเจนว่าเห็นด้วยกับการมีเวทีที่เป็นกลางซึ่งรัฐบาลไม่ได้เข้าไปเกี่ยวข้อง เวทีนี้จะทำหน้าที่ดึงเอาความเห็นของทุกฝ่ายมานำเสนอ" ดร.กิตติพงษ์ กล่าว
เขาเล่าต่อว่า "ช่วงที่เข้าไปพบ ท่านนายกฯบอกว่าพร้อมทำทุกอย่างให้เกิดความสงบเรียบร้อยขึ้นในประเทศ ไม่มีการชุมนุม ไม่มีความรุนแรง ท่านเปิดทุกออปชัน ไม่ว่าจะเป็นยุบสภา ลาออก แต่สภาประชาชนไม่ได้อยู่ในรัฐธรรมนูญ ท่านบอกว่าน่าจะไปวิเคราะห์ว่าจะทำอย่างไรได้บ้าง โดยให้เกิดการหารืออย่างเป็นระบบผ่านเวทีที่เป็นกลาง ดึงทุกภาคส่วนเข้าไปร่วม เมื่อได้ผลออกมา รัฐบาลก็จะนำไปพิจารณา"
ดร.กิตติพงษ์ เล่าว่า เขาให้คำปรึกษาเรื่องนี้ในฐานะอดีตกรรมการอิสระตรวจสอบและค้นหาความจริงเพื่อการปรองดองแห่งชาติ หรือ คอป. ซึ่งได้พูดคุยกับหลายๆ ฝ่ายอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว
"ผมเห็นด้วยกับท่านนายกฯที่ต้องจัดให้มีการพูดคุยกันเพื่อเสนอทางออก แต่การพูดคุยกันแบบนี้จะต้องมีคนทำเวทีที่เป็นกลาง ซึ่งผมคิดว่าผู้ที่เหมาะสมที่สุด คือ ภาคธุรกิจ 7 องค์กรที่ออกแถลงการณ์ก่อนหน้านี้ และได้ประกาศตัวพร้อมเป็นคนกลางด้วย ภาคธุรกิจเป็นกลุ่มที่ได้รับผลกระทบจากความวุ่นวายทางการเมืองมากที่สุดกลุ่มหนึ่ง และผลกระทบนั้นก็ส่งผลต่อเนื่องกับประเทศชาติโดยตรง ขณะที่การขับเคลื่อนงานของภาคธุรกิจตลอดหลายสิบปีที่ผ่านมาเป็นคุณูปการที่ทำให้ประเทศไทยเดินมาถึงทุกวันนี้"
ภาคธุรกิจ 7 องค์กรที่ ดร.กิตติพงษ์ พูดถึง ประกอบด้วย สภาหอการค้าแห่งประเทศ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย สมาคมธนาคารไทย สภาธุรกิจตลาดทุนไทย ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และสมาคมบริษัทจดทะเบียนไทย ซึ่งทั้งหมดเพิ่งออกแถลงการณ์เสนอข้อเรียกร้อง 4 ข้อไปยังรัฐบาลและผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่ายเมื่อวันที่ 2 ธ.ค.ที่ผ่านมา
"ในภาวะอย่างนี้เราไม่สามารถหาคนที่ทุกฝ่ายไว้เนื้อเชื่อใจมาเป็นคนริเริ่มแก้ปัญหาได้ แม้แต่สถาบันการศึกษาเองซึ่งมีความตั้งใจดี แต่ก็ถูกมองเป็นเฉดสีตามทัศนะของคนมอง แต่ภาคธุรกิจในฐานะองค์กรไม่มีความบอบช้ำหรือถูกมองในแง่ของความไม่เป็นกลาง แน่นอนว่าภาคธุรกิจเองก็ต้องการประชาธิปไตย ต้องการระบบการบริหารบ้านเมืองที่มีความโปร่งใส เป็นสากล ส่วนกติกาจะต้องปรับอย่างไรก็ว่ากันไป"
ดร.กิตติพงษ์ เสนอว่า ภาคธุรกิจ 7 องค์กร กับองค์กรสื่อในฐานะสมาคมหรือสถาบันวิชาชีพ เป็น 2 ภาคีหลักที่ควรจับมือกันจัดเวทีขึ้น
"หลักการของการทำเวทีกลาง คือ ไม่กำหนดจุดยืนเฉพาะหรือมีธงล่วงหน้า แต่เป็นเวทีประชาธิปไตยให้ทุกฝ่ายนำความเห็นมานำเสนอ และสิ่งที่นำเสนอต้องอยู่ในกติกาประชาธิปไตย ที่สำคัญคือไม่เอื้อฝ่ายหนึ่งฝ่ายใด และเวทีต้องมีไม่มากเกินไปจนประชาชนสับสน อีกทั้งต้องหาความสมดุลของตัวแทนแนวคิดต่างๆ ที่เข้าร่วมให้ได้ จากนั้นก็สรุปความเห็นของทางเลือกต่างๆ ซึ่งคงจัดกลุ่มได้ไม่ยาก"
ดร.กิตติพงษ์ ย้ำว่า เวทีกลางที่พูดถึงนี้ ต้องแยกต่างหากกับ "คนกลาง" ที่จะนำคู่ขัดแย้งไปสู่โต๊ะเจรจา ซึ่งนั่นจะเป็นอีกเรื่องหนึ่ง แต่เรื่องเวทีกลางคือการระดมความคิดเห็นเพื่อแสวงหาทางออก คุยกันบนฐานองค์ความรู้ บนพื้นที่ที่ยอมรับกันได้ และข้อมูลที่ได้ก็จะเป็นข้อมูลเปิด หากผู้หลักผู้ใหญ่หรือรัฐบาลจะนำไปขับเคลื่อนทำเวทีลับหรือเปิดเผยต่อก็ทำได้ หรือสื่อมวลชนอาจนำไปเจาะในเชิงลึกก็ได้ เพราะเวทีกลางคงไม่สามารถลงลึกได้ทุกเรื่อง
"ปัญหาความขัดแย้งในบ้านเราขณะนี้ ไม่มีทางลัดที่จะตกลงกันได้ง่ายๆ ฉะนั้นต้องทำสิ่งเหล่านี้ให้เป็นผลประโยชน์ของประเทศ ให้เกิดการเรียนรู้ที่ดีขึ้นเพื่อป้องกันความรุนแรง และเวทีกลางน่าจะเชิญสื่อต่างประเทศมาร่วมรับฟังด้วย จะได้เห็นถึงกระบวนการแก้ไขปัญหาของคนไทยด้วยกันเอง ส่วนผลสรุปจากเวที ไม่มีข้อผูกมัดให้รัฐบาลต้องทำตาม ถือเป็นเวทีชอปปิงความคิด ชอปปิงไอเดีย แต่ถ้าเวทีทำออกมาดีและเป็นกลางจริง ข้อสรุปเหล่านั้นก็จะถูกนำไปขับเคลื่อนโดยภาคส่วนต่างๆ เอง"
อดีตกรรมการ คอป. กล่าวด้วยว่า ประเด็นข้อเสนอต่างๆ เท่าที่รับฟังมาและน่าจะเป็นตุ๊กตาในการร่วมกันระดมความคิดเห็นต่อไป คือ
1.ประเทศไทยต้องมีการปฏิรูปการเมือง ปรับปรุงออกแบบกติกาใหม่บางส่วนเพื่อให้ความขัดแย้งได้รับการแก้ไข ซึ่งจริงๆ แล้วทุกกลุ่มมีเป้าหมายตรงกันหมด ไม่ว่าจะเป็นสภาปฏิรูปที่รัฐบาลทำมาก่อนหน้านี้ หรือข้อเสนอของ นายสุเทพ เทือกสุบรรณ แกนนำผู้ชุมนุม ข้อเสนอของสถาบันพระปกเกล้า และอื่นๆ เพียงแต่จะออกแบบอย่างไรให้นำไปสู่จุดนั้นได้ ต้องทำประชามติไหม แน่นอนว่าคงไม่ใช่แค่ยุบสภาแล้วเลือกตั้งใหม่เพื่อกลับมาทะเลาะกันแบบเดิม
2.ความขัดแย้งเฉพาะหน้าจะทำอย่างไรต่อ ถ้าจะยุบสภาควรยุบเมื่อไร การดำเนินการของรัฐบาลจะทำอย่างไรให้เกิดความไว้เนื้อเชื่อใจ
และนั่นน่าจะเป็นโจทย์ใหญ่ให้ได้พูดคุยกันต่อไปในเวทีกลางเพื่อหาทางออกประเทศไทย!





